ตอนที่ 22 ภาพที่ล้ำค่า
ตอนที่ 22 ภาพที่ล้ำค่า
ค่ำวันนั้น หลังจากที่ไฉ่เฟิงเข้านอนแล้ว ลู่ชิงหว่านก็นั่งนับเงินที่เหลืออยู่ นางพบว่ามีเพียงสิบกว่าอีแปะเท่านั้น ไม่พอสำหรับค่าโดยสารเกวียนเข้าเมืองนางถอนหายใจเบาๆ
รุ่งเช้าวันต่อมา นางแต่งตัวอย่างเรียบร้อยแล้วพาไฉ่เฟิงเดินไปยังบ้านของลุงเป่ย เขากำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน
“ลุงเป่ย” ลู่ชิงหว่านเอ่ยทักพร้อมกับค้อมศีรษะเล็กน้อย “ข้ามีเรื่องจะขอความช่วยเหลือ”
ลุงเป่ยวางบัวรดน้ำลง ยิ้มให้นางและไฉ่เฟิง “ว่ามาเถอะ ชิงหว่าน มีอะไรให้ข้าช่วย?”
ลู่ชิงหว่านรู้สึกละอายใจ นางยังไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้านเดือนแรกเลย แต่กลับต้องมาขอความช่วยเหลืออีก “ข้า... ข้าอยากขอยืมเงินห้าสิบอีแปะ เพื่อเป็นค่าโดยสารเข้าเมือง ข้าจะพาไฉ่เฟิงไปขายภาพวาด”
ลุงเป่ยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ภาพวาด? เจ้าวาดเองหรือ?”
“เจ้าค่ะ” นางตอบพลางมองไปที่ไฉ่เฟิง
ลุงเป่ยมองด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับเงินห้าสิบอีแปะ
“เอาไปเถอะ” เขายื่นเงินให้ลู่ชิงหว่าน “ไม่ต้องรีบใช้คืนหรอก ข้ารู้ว่าเจ้าลำบาก”
ลู่ชิงหว่านรับเงินมาด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมากลุงเป่ย ถ้าวันนี้ข้าขายภาพได้ ข้าจะเอามาใช้คืนท่านพร้อมค่าเช่าบ้าน”
ลุงเป่ยโบกมือ “ไม่ต้องรีบร้อน ดูแลตัวเองและลูกให้ดีก็พอ”
ลู่ชิงหว่านกุมเงินห้าสิบอีแปะที่ได้รับจากลุงเป่ยไว้แน่น ด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณอีกครั้งนะลุงเป่ย ข้าจะไม่ลืมบุญคุณนี้” นางกล่าวพร้อมค้อมศีรษะอีกครั้ง
ลุงเป่ยโบกมือไปมา “รีบไปเถอะ เกวียนที่เข้าเมืองมักจะออกแต่เช้า”
ลู่ชิงหว่านพยักหน้ารับ นางจูงมือไฉ่เฟิงกลับบ้านเข้าไปหยิบภาพวาดทั้งสองม้วนที่ห่อด้วยผ้าอย่างดี ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังชายขอบหมู่บ้าน
ท้องฟ้ายามเช้าเป็นสีฟ้าอ่อน มีหมอกบางๆ ลอยอยู่เหนือทุ่งนา ลู่ชิงหว่านเดินอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งจูงไฉ่เฟิง อีกข้างถือห่อผ้า นางรู้สึกถึงความกดดันที่ทวีขึ้น หากวันนี้ขายภาพไม่ได้ นางจะไม่มีเงินจ่ายค่าโดยสารขากลับ
“ท่านแม่ ไม่ต้องกลัว ภาพจะขายได้แน่นอน”
ลู่ชิงหว่านมองลงไปที่ลูกชาย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจที่นางไม่เคยเห็นในเด็กอายุเพียงเท่านี้ นางพยักหน้าและยิ้มให้เขา แม้ในใจจะยังกังวลอยู่มาก
เมื่อมาถึงชายขอบหมู่บ้าน พวกเขาเห็นเกวียนสองคันจอดอยู่ มีผู้คนยืนรออยู่ประมาณสิบคน ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่จะเข้าไปขายผักและผลไม้ในเมือง
นางจ่ายเงินให้คนขับเกวียนแล้วพาไฉ่เฟิงขึ้นไปนั่งด้านหลัง ไม่นานเกวียนค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเฉิงหลิน มุ่งหน้าสู่เมืองเฉิงตู
การเดินทางใช้เวลาประมาณสองชั่วยามเหมือนเคย เมื่อเกวียนจอดที่ตลาดกลางเมือง ลู่ชิงหว่านพาไฉ่เฟิงลงจากเกวียน นางถามทางจากแม่ค้าขายผักคนหนึ่ง
“เดินตรงไปทางนั้นประมาณห้าร้อยก้าว แล้วเลี้ยวซ้าย เจ้าจะเห็นแล้วล่ะ” แม่ค้าบอกพลางชี้ไปทางทิศตะวันออก
ลู่ชิงหว่านขอบคุณแล้วจูงมือไฉ่เฟิงเดินตามคำแนะนำ ถนนในเมืองคับคั่งไปด้วยผู้คน มีทั้งพ่อค้า แม่ค้า ขุนนาง และชาวบ้านธรรมดา นางต้องระวังไม่ให้ภาพเกิดความเสียหาย
เมื่อมาถึงที่หมาย ลู่ชิงหว่านรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศโดยรอบ ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายภาพวาด งานแกะสลัก เครื่องเขียน และอุปกรณ์วาดภาพต่างๆ มีศิลปินหลายคนนั่งวาดภาพอยู่หน้าร้าน เพื่อดึงดูดลูกค้า
“เราควรไปที่ร้านไหนดี?” ลู่ชิงหว่านพึมพำกับตัวเอง
ไฉ่เฟิงมองไปรอบๆ แล้วชี้ไปที่ร้านหนึ่งซึ่งดูเรียบง่ายกว่าร้านอื่นๆ “ตรงนั้น”
ลู่ชิงหว่านมองตามนิ้วของลูกชาย เห็นร้านเล็กๆ ที่มีป้ายเขียนว่า “ร้านภาพเซียนหมิง” นางพยักหน้าแล้วพาไฉ่เฟิงเดินไปที่ร้านนั้น
เมื่อเข้าไปในร้าน พวกเขาพบชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งกำลังนั่งชมภาพวาดม้วนหนึ่งอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในร้าน
“มีอะไรให้ช่วยหรือ?” ชายชราถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ลู่ชิงหว่านค้อมศีรษะเล็กน้อย “ท่านลุง ข้ามีภาพวาดสองม้วนที่อยากจะขาย ท่านสนใจดูหรือไม่?”
ชายชรามองนางและไฉ่เฟิงด้วยความสงสัย “เจ้าเป็นศิลปินหรือ?”
“ข้า...” ลู่ชิงหว่านรู้สึกลำบากใจทุกครั้งที่ต้องบอกว่านางเป็นคนวาด นางรู้สึกถึงมือเล็กๆ ของไฉ่เฟิงที่บีบมือนางเบาๆ “ใช่ ข้าวาดภาพเหล่านี้”
ชายชราพยักหน้า “ดูได้ แต่ข้าไม่รับซื้อภาพจากทุกคน ต้องเป็นภาพที่งดงามเท่านั้น”
ลู่ชิงหว่านวางห่อผ้าลงบนโต๊ะแล้วค่อยๆ แกะออก นางหยิบม้วนภาพแรกออกมา คลี่ให้ชายชราดู เป็นภาพทิวทัศน์ธรรมชาติที่ไฉ่เฟิงวาด
ชายชราก้มลงมองภาพอย่างพินิจพิเคราะห์ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปจากความสงสัยเป็นความประหลาดใจ เขาจ้องมองภาพนั้นนานมาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลู่ชิงหว่านด้วยสายตาแปลกๆ
“เจ้า... วาดภาพนี้จริงหรือ?” เขาถามเสียงเครียด
ลู่ชิงหว่านรู้สึกใจเต้นแรง นางไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร แต่ก่อนที่นางจะได้พูดอะไร ไฉ่เฟิงก็พูดขึ้นก่อน
“แม่วาดเอง” เขาพูดเสียงใสๆ “ข้าดูแม่วาด”
ชายชรามองไฉ่เฟิงแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับไปมองภาพอีกครั้ง “ภาพนี้... มีเทคนิคการวาดที่แปลกตา แต่มีพลังและความงามที่น่าทึ่ง” เขาชี้ไปที่ลายเซ็นมุมภาพ “หว่านชิง... นี่คือนามของเจ้าหรือ?”
ลู่ชิงหว่านพยักหน้า รู้สึกผิดที่ต้องโกหก แต่นางไม่มีทางเลือก “ใช่เจ้าค่ะ เป็นนามของข้าเอง”
“ข้าขอดูภาพที่สองด้วย” ชายชรากล่าว
ลู่ชิงหว่านคลี่ม้วนภาพที่สอง เป็นภาพมังกรสีทองที่ไฉ่เฟิงวาด ทันทีที่ภาพถูกคลี่ออก ชายชราก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
“นี่...” ดวงตาของเขาเบิกกว้าง “ภาพนี้... วิเศษมาก!”
ลู่ชิงหว่านรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยังกังวล “ท่านคิดว่า... มีคนสนใจซื้อไหม?”
ชายชราหัวเราะเบาๆ “ซื้อรึ? ข้าจะซื้อเอง! เจ้าต้องการเท่าไหร่?”
ลู่ชิงหว่านลังเล นางไม่รู้ว่าควรตั้งราคาเท่าไหร่ “ข้า... ข้าไม่ทราบว่าภาพเช่นนี้มีค่าเท่าไหร่”
ชายชรามองนางอย่างพิจารณา “เจ้าเป็นศิลปินที่แปลกประหลาด ไม่รู้แม้แต่ค่าของงานตัวเอง” เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง “ข้าให้สามร้อยตำลึงสำหรับทั้งสองภาพ”
ลู่ชิงหว่านแทบจะหงายหลัง สามร้อยตำลึง! นั่นเป็นเงินมากมายมหาศาล มากกว่าที่นางเคยเห็นในชีวิต นางมองไปที่ไฉ่เฟิงด้วยความตกใจ เห็นลูกชายกำลังยิ้มน้อยๆ
“ท่านล้อข้าเล่นใช่ไหม?” นางถามเสียงสั่น
ชายชราส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ล้อเล่น ภาพเหล่านี้มีค่ามาก โดยเฉพาะภาพมังกร มันมีเทคนิคการลงสีที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้าตกลงขายให้ข้าไหม”
ลู่ชิงหว่านยังคงตกตะลึง นางไม่รู้จะพูดอะไร
“ตกลง” ไฉ่เฟิงตอบแทนแม่ของเขา
ชายชรายิ้ม “ดี ข้าจะไปหยิบเงินมาให้นะ” เขาเดินเข้าไปในห้องด้านหลังร้าน
ลู่ชิงหว่านคุกเข่าลงตรงหน้าไฉ่เฟิง “ลูก ทำไมภาพของเจ้าถึงมีค่ามากขนาดนี้?”
ไฉ่เฟิงยิ้มน้อยๆ “ท่านแม่ ถ้าเรานำไปประมูลจะได้มากกว่านี้อีกนะ”
ลู่ชิงหว่านมองหน้าลูกชายตาโต ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเบา “ถ้าอย่างนั้น ภาพต่อไปเราควรเอาไปประมูลไหม? เผื่อเราจะได้เงินมากกว่านี้...”
ไฉ่เฟิงส่ายหน้าทันที ดวงตาเด็กน้อยฉายแววกังวล “ไม่ได้ การประมูลจะทำให้เราเป็นที่สนใจมากเกินไป มันอันตราย ถ้าคนรู้ว่าภาพเหล่านี้มีค่ามากขนาดนี้ พวกเขาจะ—“
เสียงฝีเท้าดังมาจากห้องด้านหลัง ทำให้ไฉ่เฟิงหยุดพูดกลางคัน ชายชราเดินกลับมาพร้อมถุงผ้าใบใหญ่ในมือ เสียงเหรียญเงินกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆ
“นี่...” ชายชราวางถุงเงินลงบนโต๊ะ “สามร้อยตำลึงตามที่ตกลงกัน”
ลู่ชิงหว่านมองถุงเงินด้วยความตื่นตะลึง นางไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน มือของนางสั่นเล็กน้อยขณะที่ยื่นไปรับถุงเงิน
“ท่านลุง...” นางเอ่ยเสียงสั่น “ท่านแน่ใจหรือว่าภาพเหล่านี้มีค่าถึงเพียงนี้?”
ชายชรายิ้มบางๆ ดวงตาฉายแววปราดเปรื่อง “ข้าซื้อขายงานศิลปะมานานกว่าสี่สิบปี ข้ารู้ดีว่าอะไรมีค่า และอะไรไม่มีค่า” เขาชี้ไปที่ภาพมังกร “โดยเฉพาะภาพนี้ เทคนิคการลงสีและการจัดวางองค์ประกอบ... มันพิเศษมาก ข้าไม่เคยเห็นใครวาดแบบนี้มาก่อน...หากเจ้ามีภาพวาดอื่นๆ อีก ข้ายินดีซื้อทั้งหมด”
ลู่ชิงหว่านรู้สึกถึงมือเล็กๆ ของไฉ่เฟิงที่บีบมือนางเบาๆ นางเข้าใจสัญญาณนั้นดี
“ขอบคุณท่านมาก” นางค้อมศีรษะ “หากข้ามีภาพใหม่ ข้าจะนำมาให้ท่านดูเป็นคนแรก”
ชายชราพยักหน้าด้วยความพอใจ “ดี ข้าจะรอ” เขาหยิบภาพทั้งสองม้วนขึ้นมาชื่นชมอีกครั้ง “ข้าชื่อหวังเจี้ยน เป็นเจ้าของร้านนี้ เจ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
ลู่ชิงหว่านและไฉ่เฟิงค้อมศีรษะอำลา ก่อนจะออกจากร้านไปพร้อมกับถุงเงินที่หนักอึ้ง ทันทีที่พ้นประตูร้าน ลู่ชิงหว่านรู้สึกว่าขาของตนอ่อนแรง นางแทบจะทรุดลงนั่งบนพื้น แต่ไฉ่เฟิงจับแขนนางไว้
“ท่านแม่ เราควรรีบกลับบ้านนะ” ไฉ่เฟิงกระซิบ “ไม่ปลอดภัยที่จะถือเงินมากขนาดนี้เดินอยู่กลางเมือง”
ลู่ชิงหว่านพยักหน้า นางซ่อนถุงเงินไว้ในอกเสื้อ แล้วอุ้มลูกชายเดินอย่างรวดเร็วไปยังท่ารถม้า
ระหว่างทางกลับบ้าน ลู่ชิงหว่านยังคงรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน สามร้อยตำลึง! นั่นเป็นเงินมากพอที่จะใช้จ่ายได้หลายปี นางสามารถซื้อบ้านหลังเล็กๆ ได้ด้วยเงินจำนวนนี้ หรืออาจจะเปิดร้านค้าเล็กๆ เพื่อหาเลี้ยงตนเองและลูกชาย
