ตอนที่ 19 เจอแต่คนใจดี
ตอนที่ 19 เจอแต่คนใจดี
เมื่อเดินมาถึงลานจอดเกวียน ลู่ชิงหว่านมองหาเกวียนที่กำลังจะเดินทางไปยังหมู่บ้านของนาง นางเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเตรียมเกวียนของเขา จึงเดินเข้าไปหา
“เกวียนของท่านจะไปทางหมู่บ้านเฉิงหลินหรือไม่เจ้าคะ?” นางถามอย่างสุภาพ
ชายคนนั้นหันมามอง “ใช่ ข้ากำลังจะไปทางนั้น แต่ยังต้องรออีกสักพัก กว่าจะมีผู้โดยสารเต็มคัน”
“ข้ามีของหลายอย่าง และมีลูกชายตัวเล็กด้วย ค่าโดยสารเท่าไรเจ้าคะ?”
“ปกติคิดห้าสิบอีแปะต่อคน เด็กเล็กไม่คิด แต่ถ้ามีของมาก อาจต้องคิดเพิ่มอีกสักสิบห้าถึงยี่สิบอีแปะ” ชายคนนั้นตอบ
ลู่ชิงหว่านคำนวณในใจ “เจ็ดสิบอีแปะ” นางยังพอมีเงินเหลือ แต่ก็ไม่มากนัก
“ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปกับท่าน แต่ของของข้าอยู่ที่ร้านเครื่องครัวในตลาด ท่านพอจะไปรับที่นั่นได้หรือไม่?”
ชายคนนั้นครุ่นคิดสักครู่ “ได้ แต่ต้องรออีกผู้โดยสารอีกสักพัก เจ้าไปเอาของมารอที่นี่ก่อนก็ได้”
“ข้าไม่สามารถขนของทั้งหมดมาได้ด้วยตัวเอง” ลู่ชิงหว่านอธิบาย
ชายคนนั้นถอนหายใจเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะขับเกวียนไปรับที่ร้านนั้นเลย แต่ต้องจ่ายค่าโดยสารตอนนี้”
ลู่ชิงหว่านรีบล้วงเงินออกมาจากถุง แล้วนับเจ็ดสิบอีแปะส่งให้ชายคนนั้น “นี่เจ้าค่ะ ”
“ร้านเครื่องครัวอยู่ตรงไหน?” ชายคนนั้นถามขณะเก็บเงินเข้ากระเป๋า
“อยู่ในตลาด ถนนสายกลาง ร้านของชายแก่ที่มีหม้อและชามวางอยู่ด้านหน้า” นางอธิบาย
“ข้ารู้จัก รอสักครู่ ข้าจะเตรียมเกวียนให้เสร็จก่อน”
ลู่ชิงหว่านยืนรออย่างใจจดใจจ่อ นางเป็นห่วงไฉ่เฟิงที่นั่งรออยู่ที่ร้าน แม้จะรู้ว่าเจ้าของร้านจะช่วยดูแล แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
ไม่นานนัก ชายคนนั้นก็เตรียมเกวียนเสร็จ เขาขึ้นนั่งบนที่นั่งคนขับและพยักหน้าให้ลู่ชิงหว่าน
“ขึ้นมาเถอะ เราจะไปรับของของเจ้าก่อน”
ลู่ชิงหว่านปีนขึ้นไปนั่งข้างๆ คนขับ เกวียนเคลื่อนตัวช้าๆ ไปตามถนนในตลาด ไม่นานนักก็มาถึงร้านเครื่องครัว นางเห็นไฉ่เฟิงยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้
“ไฉ่เฟิง!” นางเรียกลูกชายพลางรีบลงจากเกวียน
ไฉ่เฟิงเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าเล็กๆ สว่างขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขาลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหามารดา
ลู่ชิงหว่านอุ้มลูกชายขึ้นมา แล้วหันไปขอบคุณเจ้าของร้าน “ขอบคุณมากที่ช่วยดูแลลูกชายและของของข้า”
“ไม่เป็นไร” ชายแก่ยิ้ม “เด็กคนนี้เรียบร้อยมาก นั่งเล่นเงียบๆ ไม่สร้างปัญหาเลย”
คนขับเกวียนลงมาช่วยขนของขึ้นเกวียน ทั้งกระดาษ เครื่องเขียน เครื่องนอน และเครื่องครัว ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบบนเกวียน
“ขึ้นมาเถอะ” คนขับเกวียนบอกหลังจากจัดของเสร็จ “เรายังต้องรอผู้โดยสารอีกสักพัก”
ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงขึ้นไปบนเกวียน นั่งลงบนพื้นไม้ด้านหลังที่นั่งคนขับ นางให้ไฉ่เฟิงนั่งบนตักของนาง
เกวียนเคลื่อนตัวกลับไปยังลานจอดเกวียน และรออยู่ที่นั่นอีกพักใหญ่ ในที่สุดก็มีผู้โดยสารอีกสองคนมาขึ้นเกวียน เป็นชายวัยกลางคนและหญิงสูงวัยที่ดูเหมือนจะเป็นแม่ลูกกัน
“ทุกคนพร้อมแล้วใช่ไหม?” คนขับเกวียนถาม “เราจะออกเดินทางแล้ว”
ผู้โดยสารทุกคนพยักหน้า เกวียนเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเฉิงหลิน
ระหว่างทาง ลู่ชิงหว่านคิดถึงเงินที่เหลืออยู่ หกสิบอีแปะ ไม่มากนัก นางต้องคิดหาวิธีหารายได้เพิ่ม อาจจะต้องให้ไฉ่เฟิงวาดภาพขายอีก แต่นางก็ไม่อยากให้ลูกชายรู้สึกว่าถูกบังคับ
“เด็กคนนี้ลูกเจ้าหรือ?” หญิงสูงวัยที่นั่งอยู่ไม่ไกลถาม
“ใช่เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบ
“น่ารักจริงๆ” หญิงสูงวัยยิ้ม “อายุเท่าไรแล้ว?”
“สองขวบเจ้าค่ะ”
“สามีเจ้าล่ะ? ไม่ได้มาด้วยหรือ?”
ลู่ชิงหว่านก้มหน้าลง “สามีข้าเสียชีวิตไปแล้วเจ้าค่ะ”
“โอ้ ข้าขอโทษ” หญิงสูงวัยรีบพูด สีหน้าเต็มไปด้วยความเห็นใจ “เจ้าต้องลำบากมากสินะ เลี้ยงลูกตามลำพัง ข้าเองก็เช่นกัน”
“ก็มีบ้างเจ้าค่ะ แต่ข้าโชคดีที่มีลูกชายที่น่ารักและเฉลียวฉลาด” ลู่ชิงหว่านมองหน้าไฉ่เฟิงด้วยความรัก
“เจ้าอยู่ที่ไหนในหมู่บ้านเฉิงหลิน?” หญิงสูงวัยถามต่อ
“ข้าปลายหมู่บ้านเจ้าค่ะ”
“อ๋อ ข้ารู้จักแถวนั้น” หญิงสูงวัยพยักหน้า “ข้าอยู่ทางทิศเหนือ ใกล้กับวัด ถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็มาหาข้าได้นะ ข้าชื่อเหรินอี้”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ข้าชื่อลู่ชิงหว่าน”
การสนทนาดำเนินต่อไปอย่างเป็นมิตร ลู่ชิงหว่านรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รู้จักหญิงสูงวัย
เกวียนแล่นไปตามถนนดิน ผ่านทุ่งนาและป่าโปร่ง ในที่สุดก็เริ่มเห็นหมู่บ้านเฉิงหลินในระยะไกล บ้านเรือนเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางต้นไม้และทุ่งนา
“ใกล้ถึงแล้ว” คนขับเกวียนเอ่ย
ลู่ชิงหว่านปลุกไฉ่เฟิงที่หลับอยู่ “ลูกรัก ตื่นได้แล้ว เรากำลังจะถึงบ้านแล้ว”
ไฉ่เฟิงลืมตาขึ้นช้าๆ มองไปรอบๆ ด้วยสายตางัวเงีย
เกวียนเริ่มเข้าสู่หมู่บ้าน ผ่านบ้านเรือนหลายหลัง มีชาวบ้านบางคนยืนมองด้วยความสนใจ ไม่บ่อยนักที่จะมีคนกลับมาจากเมืองพร้อมกับของมากมาย
“ลงตรงไหนดี?” คนขับเกวียนถาม
“ตรงทางแยกไปทิศตะวันออกก็ได้เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบ “ข้าจะเดินไปบ้านเอง ไม่ไกลนัก”
เกวียนจอดลงที่ทางแยก ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงลงจากเกวียน คนขับช่วยขนของลงมาวางไว้ข้างทาง
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านกล่าวขอบคุณคนขับเกวียน
“ไม่เป็นไร” คนขับเกวียนตอบ ก่อนจะขึ้นไปบนเกวียน
เหวินอี้และลูกชายของนางก็ลงจากเกวียนเช่นกัน
“ข้าจะให้ลูกชายช่วยเจ้าขนของกลับบ้าน”
“ไม่รบกวนหรอกเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านรีบปฏิเสธ
“ไม่รบกวนเลย เฉิงหมิง ไปช่วยแม่นางลู่หน่อย”
ชายหนุ่มพยักหน้า เขาหยิบของส่วนใหญ่ขึ้นมาถือไว้ เหลือเพียงห่อเล็กๆ ให้ลู่ชิงหว่านถือ
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านรู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของพวกเขา
ทั้งสามเดินไปตามทางเล็กๆ ที่ผ่านหน้าบ้านลุงเป่ยไปยังบ้านของลู่ชิงหว่าน
“เจ้าอยู่บ้านของลูกชายลุงเป่ยหรือ?” เหรินอี้ถามด้วยความสงสัย
ลู่ชิงหว่านพยักหน้าเบาๆ “ใช่เจ้าค่ะ ข้ามาขอเช่าอยู่ ข้าเพิ่งย้ายมาที่หมู่บ้านนี้”
“อ้อ เช่นนั้นหรือ” เหรินอี้พยักหน้าเข้าใจ
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ลู่ชิงหว่านหยุดและหันไปหาเหรินอี้ “ขอบคุณท่านและลูกชายมากเจ้าค่ะที่ช่วยข้า”
“ไม่เป็นไร” เหรินอี้ยิ้ม “ที่หมู่บ้านนี้ เราช่วยเหลือกันเป็นเรื่องปกติ ข้าดีใจที่ได้รู้จักเจ้า”
เฉิงหมิงวางของทั้งหมดไว้หน้าประตูบ้าน เขาพยักหน้าให้ลู่ชิงหว่านเล็กน้อยแล้วหันไปหาแม่ของตน
“ถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็มาหาข้าได้นะ” เหรินอี้กล่าวอีกครั้ง “บ้านข้าอยู่ใกล้วัด ถามใครก็ได้ ทุกคนรู้จักข้า”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านโค้งศีรษะเล็กน้อย
เมื่อเหรินอี้และลูกชายกลับไปแล้ว ลู่ชิงหว่านก็อุ้มไฉ่เฟิงเข้าไปในบ้าน
นางวางไฉ่เฟิงลงบนพื้น ก่อนจะเริ่มนำของที่ซื้อมาออกจากห่อ นางวางเครื่องเขียนไว้มุมห้อง จัดวางเครื่องครัวไว้ใกล้เตาไฟ และนำเครื่องนอนไปวางบนเตียง
ไฉ่เฟิงยิ้มน้อยๆ เดินไปที่วางเครื่องเขียน สายตาจับจ้องที่พู่กันและหมึกใหม่
ลู่ชิงหว่านหยิบข้าวสารที่ซื้อมาออกจากถุง “วันนี้เรากินข้าวกับผัดผักนะ”
ไฉ่เฟิงพยักหน้า เขาเอื้อมมือไปหยิบพู่กันอันเล็ก ในขณะที่ลู่ชิงหว่านเริ่มจัดการกับอาหาร
นางล้างข้าวและเทใส่หม้อดินเผา จากนั้นก็เติมน้ำและวางบนเตาไฟ นางจุดไฟด้วยเศษไม้แห้งที่เก็บไว้ข้างเตา
ในขณะที่รอข้าวสุก นางก็เริ่มล้างผักกาดขาวที่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อวาน แล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
ไฉ่เฟิงวางพู่กันลงบนกระดาษ เขาพยายามจับพู่กันให้มั่น
“อืม...” เขาส่งเสียงในลำคอ ความไม่พอใจปรากฏบนใบหน้าเล็กๆ ตอนนั้นเขากดดันมากเพราะต้องเกร็งมือเล็ก ๆ ที่ยังไม่แข็งแรงวาดรูป มือและใจของเขายังไม่ประสานกัน
ลู่ชิงหว่านคนน้ำในหม้อข้าว กลิ่นหอมของข้าวที่กำลังสุกเริ่มลอยอบอวลไปทั่วห้อง นางหยิบกระทะเหล็กใบเล็กที่มีอยู่ในบ้าน มาวางบนเตา เทน้ำมันเล็กน้อยลงไป และรอให้น้ำมันร้อน
เมื่อน้ำมันเริ่มร้อน นางก็ใส่ต้นหอมลงไปผัด กลิ่นหอมของต้นหอมลอยฟุ้ง จากนั้นนางก็ใส่ผักกาดขาวลงไป ผัดจนผักนิ่ม ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย
“อาหารเสร็จแล้ว” ลู่ชิงหว่านบอก นางตักข้าวใส่ชามเล็กๆ สองใบ และตักผักผัดวางด้านบน “มากินกันเถอะ”
ไฉ่เฟิงเดินมานั่งลงข้างๆ มารดา รับชามข้าวมากินอย่างเงียบๆ
“อร่อยไหมลูก?”
ไฉ่เฟิงพยักหน้า “อร่อย”
“พรุ่งนี้แม่จะไปตลาดอีกครั้ง” นางบอกขณะตักข้าวเข้าปาก “แม่จะพาไปซื้อไข่มาไว้ทำอาหารให้เจ้า และอาจจะหาผักมาปลูกที่สวนหลังบ้านด้วย”
ไฉ่เฟิงฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลู่ชิงหว่านก็ล้างชามและเก็บกวาดครัวให้เรียบร้อย นางกลับมาเห็นไฉ่เฟิงนั่งฝึกใช้พู่กันต่อ
ค่ำคืนนั้น หลังจากที่ไฉ่เฟิงฝึกใช้พู่กันจนมือเล็กๆ เริ่มเมื่อย ลู่ชิงหว่านก็อุ้มเขาไปอาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน ไฉ่เฟิงซุกตัวในอ้อมกอดของแม่
“ท่านแม่...” เขาเอ่ยเสียงเบา
ลู่ชิงหว่านยิ้มกว้าง นางจูบหน้าผากลูกชายเบาๆ “นอนเถอะลูก พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้า”
ไฉ่เฟิงหลับตาลง แต่ในใจยังคิดถึงแผนการต่างๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น เขาจะต้องฝึกฝนให้มากขึ้น ทั้งการวาดรูปและการเคลื่อนไหวร่างกาย
คืนนั้น ทั้งแม่และลูกหลับสบายในบ้านเล็กๆ ของพวกเขา แม้จะเป็นบ้านเช่าแต่ก็เป็นคืนที่ลู่หชิงหว่านไม่ต้องนอนอย่างหวาดระแวงอย่างหลายปีที่ผ่านมา
