บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 18 เข้าเมือง

ตอนที่ 18 เข้าเมือง

รุ่งเช้าวันต่อมา ลู่ชิงหว่านตื่นแต่เช้ามาทำข้าวต้มไว้ไว้ ก่อนนางจะปลุกไฉ่เฟิงให้ตื่นและล้างหน้าแต่งตัวให้เขา

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ทั้งสองก็ออกเดินทางไปยังตลาดในหมู่บ้าน ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ส่วนมือหนึ่งภาพวาดที่ม้วนไว้และห่อด้วยผ้าอย่างดี

ตลาดเช้าคึกคักด้วยผู้คนที่มาซื้อของ ลู่ชิงหว่านเดินไปยังมุมหนึ่งของตลาดและวางไฉ่เฟิงลงบนพื้น นางมองหาคนขายกระดาษแต่วันนี้กลับไม่เห็น นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพาลูกชายไปนั่งที่มุมหนึ่งของตลาด นางปูผ้ารองก่อนจะคลี่ภาพวาดออก เผยให้เห็นภาพทิวทัศน์ภูเขาอันงดงาม

ผู้คนเดินผ่านไปมา แต่แทบไม่มีใครให้ความสนใจกับภาพวาด บางคนเหลือบมองแล้วเดินผ่านไป บางคนหยุดดูเพียงชั่วครู่แล้วก็จากไป ไม่มีใครถามถึงราคา

“ภาพวาดสวยดีนะ” หญิงชราคนหนึ่งที่เดินผ่านมาหยุดชม “แต่ข้าไม่มีเงินจะซื้อหรอก ต้องเก็บไว้ซื้อข้าวสารให้หลานๆ”

ลู่ชิงหว่านยิ้มให้อย่างเข้าใจ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอบคุณที่ชม”

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม แดดเริ่มร้อน ไฉ่เฟิงนั่งเงียบๆ ข้างแม่ ดวงตาของเขามองไปรอบๆ อย่างสงบ ไม่มีท่าทีผิดหวังหรือเสียใจแต่อย่างใด จู่ๆ เขาก็ดึงแขนเสื้อของแม่เบาๆ

“ท่านแม่ ไปเมือง” เขาพูดเสียงเบา แต่ชัดเจน

ลู่ชิงหว่านมองหน้าลูกชายด้วยความเศร้า “ลูกรัก แม่อยากพาลูกไปเมืองนัก แต่เงินของเราที่มีอยู่ต้องเก็บไว้ซื้อข้าวนะ”

ไฉ่เฟิงส่ายหน้า “ไปเมือง” เขายืนยันอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายแน่วแน่

ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาสวมเสื้อผ้าดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ดูเหมือนเป็นพ่อค้าหรือนักเดินทาง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นภาพวาดบนพื้น เขาชะงักและเดินเข้ามาใกล้

“ภาพนี้...” เขาพูดพลางก้มลงดูอย่างสนใจ “ฝีมือของใครกัน?”

ลู่ชิงหว่านลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “ข้าวาดเองเจ้าค่ะ”

ชายผู้นั้นมองนางอย่างประเมิน แล้วมองกลับไปที่ภาพ “ฝีมือดีมาก ลายเส้นอ่อนช้อยแต่แฝงไว้ด้วยพลัง ข้าไม่เคยเห็นภาพวาดแบบนี้ในหมู่บ้านเล็กๆ มาก่อน”

ไฉ่เฟิงมองชายผู้นั้นอย่างเงียบๆ เขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม ท่าทางสง่างาม ใบหน้าคมเข้ม มีรอยเคราบางๆ ที่คาง อายุราวสี่สิบกว่าปี แต่ยังดูหนุ่มแน่นและแข็งแรง

ชายคนนั้นสบตากับไฉ่เฟิง แล้วยิ้มให้เล็กน้อย ไฉ่เฟิงรู้สึกว่าชายคนนี้ยิ้มแล้วมีเสน่ห์ทำให้คนรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้

“ท่านสนใจจะซื้อหรือเจ้าคะ?” ลู่ชิงหว่านถามอย่างระมัดระวัง

“แน่นอน” ชายผู้นั้นตอบ “ข้าจะให้สามตำลึงเงิน”

ลู่ชิงหว่านแทบไม่เชื่อหูตัวเอง สามตำลึงเงินเป็นเงินจำนวนมากสำหรับคนยากจนเช่นนาง นางมองไปที่ไฉ่เฟิงซึ่งกำลังยิ้มบางๆ ให้ชายตรงหน้า

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” นางรับเงินด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย “ท่านใจดีเหลือเกิน”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก” ชายผู้นั้นตอบพลางม้วนภาพวาดอย่างระมัดระวัง “ภาพของเจ้ามีอะไรบางอย่างที่พิเศษมาก ข้าคิดว่าต่อไปจะมีคนสนใจแน่นอน”

เขาหยุดชั่วครู่ แล้วถามต่อ “เจ้ามีภาพอื่นอีกไหม? ข้าสนใจจะซื้อเพิ่ม”

ลู่ชิงหว่านส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าค่ะ แต่ข้าจะวาดเพิ่ม”

“ดี” ชายผู้นั้นพยักหน้า “ข้าจะกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีกในอีกหนึ่งเดือน หวังว่าจะได้เห็นผลงานใหม่ของเจ้า”

หลังจากชายผู้นั้นจากไป ลู่ชิงหว่านนั่งนิ่งด้วยความตกตะลึง นางมองเงินในมือแล้วมองไปที่ลูกชาย นางไม่คิดว่าภาพนั้นจะขายได้จริงๆ

“ไฉ่เฟิง เรามีเงินพอที่จะซื้อของใช้แล้ว” นางพูดเสียงสั่น

ไฉ่เฟิงยิ้มน้อยๆ ดวงตาเป็นประกาย

“ไปเมือง” เขาพูดซ้ำอีกครั้ง เสียงเล็กๆ แต่หนักแน่น

ลู่ชิงหว่านจูบแก้มลูกชายอย่างรักใคร่ “ใช่แล้ว เราจะไปเมืองกัน”

นางเก็บเงินใส่ในถุงผ้าที่เย็บไว้ด้านในเสื้อ แล้วอุ้มไฉ่เฟิงขึ้นมา ทั้งสองเดินออกจากตลาดไปยังจุดที่มีรถเกวียนรับจ้างจอดอยู่

ที่ชายขอบหมู่บ้าน มีรถเกวียนรับจ้างสองสามคันจอดรอผู้โดยสาร ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ต้องการเดินทางไปยังเมืองใหญ่เพื่อค้าขายหรือทำธุระ ลู่ชิงหว่านเดินเข้าไปหาคนขับรถเกวียนคนหนึ่งที่ดูใจดี

“ข้าอยากไปในเมือง คิดค่าโดยสารเท่าไรเจ้าคะ?”

ชายวัยกลางคนเจ้าของรถเกวียนมองนางและเด็กน้อยในอ้อมแขน “ห้าสิบอีแปะต่อคน แต่เด็กเล็กไม่คิดค่าโดยสาร”

ลู่ชิงหว่านพยักหน้า “ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าจะไปด้วย”

นางขึ้นไปนั่งบนรถเกวียนที่มีผู้โดยสารอีกสองสามคนแล้ว ไฉ่เฟิงนั่งบนตักของแม่ เขามองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ

“รออีกครู่เดียวเราจะออกเดินทาง” คนขับรถเกวียนบอก

ลู่ชิงหว่านพยักหน้า นางรู้สึกตื่นเต้นและกังวลเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะพาลูกชายเข้าเมืองใหญ่ นับตั้งแต่แต่งงาน นางแทบไม่ได้ออกไปไหนไกลจากหมู่บ้าน

ไม่นานนัก รถเกวียนก็เริ่มออกเดินทาง การเดินทางใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม รถเกวียนแล่นผ่านทุ่งนา หมู่บ้านเล็กๆ และป่าโปร่ง ในที่สุดก็เริ่มเห็นกำแพงเมืองสูงใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

เมื่อรถเกวียนเข้าใกล้ประตูเมือง ทหารเพียงแค่มองดูผู้โดยสารคร่าวๆ แล้วโบกมือให้ผ่านไป

เมื่อเข้ามาในเมือง ลู่ชิงหว่านตื่นตาตื่นใจกับความวุ่นวายและความคึกคักของผู้คน ถนนกว้างกว่าในหมู่บ้านมาก มีร้านค้ามากมายเรียงรายสองข้างทาง ผู้คนแต่งกายหลากหลาย บางคนสวมเสื้อผ้าหรูหรา บ่งบอกถึงฐานะที่ดี

“เจ้าลงที่ตลาดกลางเมืองนะ?” คนขับรถเกวียนถาม

“ใช่เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบ

รถเกวียนจอดลงที่ลานกว้างใกล้ตลาดกลางเมือง ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงลงจากรถ จ่ายค่าโดยสารให้คนขับ แล้วเดินเข้าไปในตลาด

“เราจะซื้ออะไรกันก่อนดีลูก?” นางถามไฉ่เฟิงที่อยู่ในอ้อมแขน

“กระดาษ” ไฉ่เฟิงตอบชัดเจน

ลู่ชิงหว่านยิ้ม “ได้ เราจะหาร้านขายกระดาษก่อน”

ทั้งสองเดินไปตามตรอกเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านค้า ในที่สุดก็พบร้านขายเครื่องเขียนร้านหนึ่ง มีกระดาษ พู่กัน และหมึกวางขายอยู่มากมาย

“ข้าต้องการซื้อกระดาษคุณภาพดีสำหรับวาดภาพ”

เจ้าของร้าน ชายวัยกลางคนมองนางและเด็กน้อยในอ้อมแขนด้วยความสงสัยเล็กน้อย

“กระดาษคุณภาพดีมีราคาแพงนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการแบบนั้น?”

“แน่ใจเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบอย่างมั่นใจ “ข้าต้องการกระดาษขนาดใหญ่สักสิบแผ่น และพู่กันอย่างดีสักสองด้าม รวมถึงหมึกด้วย”

เจ้าของร้านยังคงมองด้วยความสงสัย แต่ก็เริ่มหยิบของตามที่นางต้องการ

“กระดาษเหล่านี้ทำจากเยื่อไม้ไผ่คุณภาพดี เหมาะสำหรับการวาดภาพ และพู่กันเหล่านี้ทำจากขนกระต่ายแท้ จับถนัดมือและให้เส้นที่สวยงาม”

ไฉ่เฟิงมองของที่เจ้าของร้านหยิบออกมาด้วยความสนใจ เขายื่นมือเล็กๆ ออกไปแตะกระดาษเบาๆ สัมผัสพื้นผิวของมัน

“ลูกชายเจ้าชอบวาดรูปหรือ?” เจ้าของร้านถาม เริ่มรู้สึกสนใจ

“ใช่เจ้าค่ะ”

“น่าสนใจ” เจ้าของร้านพยักหน้า “ทั้งหมดนี้ราคาหนึ่งตำลึงกับสิบอีแปะ”

ลู่ชิงหว่านลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสายตาของไฉ่เฟิงที่จ้องมองกระดาษและพู่กันอย่างตั้งใจ นางก็ตัดสินใจจ่ายเงิน

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางรับห่อกระดาษและเครื่องเขียนที่เจ้าของร้านห่อให้อย่างดี

ออกจากร้านเครื่องเขียน ทั้งสองเดินต่อไปในตลาด ลู่ชิงหว่านมองหาร้านขายเครื่องนอน

ไม่นานนัก พวกเขาก็พบร้านขายเครื่องนอนร้านหนึ่ง มีผ้าห่ม หมอน และฟูกวางขายอยู่มากมาย

“สวัสดีเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านทักทายหญิงวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของร้าน “ข้าต้องการซื้อผ้าห่มและหมอน”

หญิงเจ้าของร้านยิ้มให้ “มีผ้าห่มหลายแบบ มีทำจากผ้าฝ้าย และทำจากผ้าไหม ราคาก็แตกต่างกันไป”

ลู่ชิงหว่านเลือกผ้าห่มที่เป็นเนื้อผ้าฝ้ายหนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ และฟูกบางๆ อีกหนึ่งผืน

“ทั้งหมดนี้ราคาหนึ่งตำลึงเงิน” เจ้าของร้านบอก

ลู่ชิงหว่านจ่ายเงินและรับห่อเครื่องนอนที่เจ้าของร้านมัดให้อย่างเรียบร้อย

“ต่อไปเราจะไปซื้อหม้อและชาม ลูกเดินเองได้ไหม”

ไฉ่เฟิงพยักหน้า “ข้าเดินได้”

ทั้งสองเดินต่อไปจนพบร้านขายเครื่องครัว มีหม้อ กระทะ และชามจานวางขายอยู่มากมาย เจ้าของร้านเป็นชายแก่

“เชิญเลือกตามสบายเลยนะ”

ลู่ชิงหว่านเลือกหม้อขนาดกลางหนึ่งใบ ชามเล็กสองใบ และชามใหญ่อีกหนึ่งใบ

“ทั้งหมดนี้ราคาเก้าสิบอีแปะ”

ลู่ชิงหว่านจ่ายเงินให้ชายแก่เจ้าของร้าน พลางมองของที่ซื้อมาทั้งหมดด้วยความกังวล นางมีกระดาษและเครื่องนอน และตอนนี้ก็มีเครื่องครัวอีก ทั้งหมดถูกห่อด้วยฟางและมัดด้วยเชือกอย่างเรียบร้อย แต่มีจำนวนมากเกินกว่าที่นางจะสามารถถือไปได้ทั้งหมด ไหนจะไฉ่เฟิงอีก

นางหันไปหาไฉ่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ “ไฉ่เฟิง ลูกรอแม่อยู่ตรงนี้ก่อนได้ไหม แม่จะไปหาเกวียนรับจ้างมารับพวกเรา”

ไฉ่เฟิงพยักหน้า ดวงตากลมโตมองมารดาอย่างเชื่อฟัง

ลู่ชิงหว่านยิ้มให้ลูกชาย “แม่จะรีบไปรีบกลับ ลูกนั่งอยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน”

นางพาไฉ่เฟิงไปนั่งบนม้านั่งไม้ตัวเล็กหน้าร้านเครื่องครัว วางของทั้งหมดไว้ข้างๆ แล้วหันไปพูดกับเจ้าของร้าน

“ท่านลุงขอรบกวนช่วยดูลูกชายและของของข้าสักครู่ได้ไหมเจ้าคะ ข้าจะไปหาเกวียนรับจ้าง”

ชายแก่เจ้าของร้านพยักหน้า “ไม่เป็นไร ไปเถอะ ข้าจะช่วยดูให้”

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านหันไปลูบศีรษะไฉ่เฟิงเบาๆ “แม่จะรีบกลับมานะ”

นางเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่มีเกวียนรับจ้างจอดรอผู้โดยสาร ระหว่างทางนางล้วงมือเข้าไปในถุงเงินที่เย็บติดไว้ด้านในเสื้อ นับเงินที่เหลืออยู่

“หนึ่งร้อยสี่สิบอีแปะ” นางพึมพำกับตัวเอง “ไม่รู้ว่าจะพอจ่ายค่าเกวียนหรือไม่”

ตอนขามาจากหมู่บ้าน มีผู้โดยสารหลายคน ทำให้ค่าโดยสารถูกลง แต่ตอนนี้นางไม่แน่ใจว่าจะโชคดีเช่นนั้นอีกหรือไม่

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel