บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 17 วาดรูป

ตอนที่ 17 วาดรูป

รุ่งเช้าวันใหม่ ท้องฟ้าสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงไก่ขัน ลู่ชิงหว่านตื่นแต่เช้าตรู่ นางจัดแจงล้างหน้าล้างตาและแต่งตัวให้ลูกชาย ก่อนจะออกเดินทางไปยังตลาดในหมู่บ้าน

ตลาดเช้าของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีเพียงแผงขายของไม่กี่แผง มีทั้งผัก ผลไม้ตามฤดูกาล และของใช้จำเป็นพื้นฐาน ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงเดินสำรวจราคาสินค้าอย่างละเอียด

“ข้าวสารถุงละเท่าไหร่เจ้าคะ?”

“ถุงเล็กสิบห้าอีแปะ ถุงใหญ่สามสิบอีแปะ” พ่อค้าตอบพลางมองประเมินลู่ชิงหว่านและเด็กน้อยในอ้อมแขน “เจ้าเป็นคนใหม่ในหมู่บ้านใช่ไหม?”

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งย้ายมาเมื่อวานนี้ พักอยู่ที่บ้านเช่าของลุงเป่ย” ลู่ชิงหว่านตอบพลางวางไฉ่เฟิงลงบนพื้น ให้ยืนข้างๆ ตัวนาง

“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว” พ่อค้าพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะคิดราคาพิเศษให้ สิบสามอีแปะสำหรับถุงเล็ก ยี่สิบแปดสำหรับถุงใหญ่”

ลู่ชิงหว่านยิ้มด้วยความขอบคุณ “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ข้าจะซื้อถุงเล็กก่อน”

ขณะที่แม่กำลังเลือกซื้อข้าวสาร ไฉ่เฟิงกวาดตามองไปรอบๆ ตลาด สายตาของเขาหยุดอยู่ที่แผงขายเครื่องเขียนเล็กๆ ซึ่งมีกระดาษ พู่กัน และหมึกวางอยู่ ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเขาทันที

หลังจากซื้อข้าวสารเสร็จ ลู่ชิงหว่านก็พาไฉ่เฟิงไปซื้อเกลือต่อ จากนั้นก็แวะซื้อผักอีกเล็กน้อย

“ท่านแม่” ไฉ่เฟิงดึงชายเสื้อของแม่เบาๆ พลางชี้ไปที่แผงขายเครื่องเขียน “อยากได้”

ลู่ชิงหว่านมองตามนิ้วชี้ของลูกชายด้วยความแปลกใจ “กระดาษหรือ? ลูกจะเอาไปทำอะไรหรือ?”

“วาดรูปให้…ท่านแม่เอาไปขาย”

คำตอบของลูกชายทำให้ลู่ชิงหว่านอึ้งไปชั่วขณะ นางไม่เข้าใจว่าไฉ่เฟิงจะรู้จักกระดาษได้อย่างไร

“ลูกรู้จักกระดาษได้อย่างไรหรือ?” นางถามอย่างสงสัย

“…” ไฉ่เฟิงก้มหน้าไม่ตอบคำถาม

ลู่ชิงหว่านลังเลเล็กน้อย นางรู้ว่ากระดาษเป็นของมีค่า ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะใช้กันทั่วไป แต่ดวงตาเป็นประกายของลูกชายทำให้นางใจอ่อน

“เอาเถอะ” นางถอนหายใจเบาๆ “แต่ซื้อแค่ไม่กี่แผ่นนะ เราต้องประหยัดเงิน”

ไฉ่เฟิงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เขาจูงมือแม่เดินไปที่แผงขายเครื่องเขียน

“กระดาษราคาเท่าไหร่เจ้าคะ?”

“สองอีแปะต่อแผ่นสำหรับกระดาษคุณภาพดี หนึ่งอีแปะต่อแผ่นสำหรับกระดาษคุณภาพรองลงมา” คนขายตอบพลางมองเด็กน้อยด้วยความสงสัย “เด็กเล็กอย่างนี้จะใช้กระดาษทำอะไรหรือ?”

“เขาอยากวาดรูปน่ะเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ “ข้าขอซื้อกระดาษคุณภาพรองห้าแผ่นแล้วกัน”

“แล้วพู่กันกับหมึกล่ะ?” คนขายถาม

ลู่ชิงหว่านชะงัก นางลืมคิดไปว่าการวาดรูปต้องใช้พู่กันและหมึกด้วย ซึ่งราคาแพงกว่ากระดาษมาก

“ไม่เป็นไร” ไฉ่เฟิงรีบพูดเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของแม่ “ข้าใช้ถ่านวาดได้”

คนขายยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กน้อย “เด็กคนนี้ฉลาดนี่ เอาอย่างนี้ ข้าจะให้พู่กันเก่าๆ หนึ่งด้ามกับหมึกนิดหน่อย ไม่คิดเงินเพิ่ม”

ลู่ชิงหว่านตกใจกับความใจดีของคนขาย “จริงหรือเจ้าคะ? ขอบคุณมากเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นไร” คนขายยิ้ม “ข้าชอบเด็กที่สนใจการเรียนรู้ ไม่บ่อยนักที่จะเห็นเด็กเล็กขนาดนี้อยากวาดรูป”

หลังจากซื้อของเสร็จ สองแม่ลูกก็เดินกลับบ้าน ลู่ชิงหว่านอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมลูกชายของนางถึงแสดงพฤติกรรมที่ดูเกินวัยบ่อยครั้ง ทั้งการพูดจาและความคิดที่ดูเป็นผู้ใหญ่

“ไฉ่เฟิง” นางเอ่ยถามระหว่างทาง “ลูกรู้จักกระดาษได้อย่างไร? แม่ไม่เคยให้ลูกเห็นมาก่อนนี่”

ไฉ่เฟิงชะงักเล็กน้อย เขาลืมไปว่าเด็กทั่วไปในยุคนี้แทบไม่มีโอกาสได้เห็นกระดาษ

“เคยเห็นตอนอยู่กับท่านปู่ ท่านปู่เอามาให้ดู”

ลู่ชิงหว่านพยักหน้ารับคำตอบ แม้จะยังรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง “แล้วลูกวาดรูปเป็นด้วยหรือ?”

ไฉ่เฟิงพยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ

ลู่ชิงหว่านมองลูกชายด้วยความไม่เชื่อ เด็กอายุเพียงสองขวบจะวาดรูปเป็นได้อย่างไร? นางคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา ความจริงแล้วนางไม่เชื่อเลยว่าลูกชายของนางจะวาดรูปเป็น แต่ที่นางยอมซื้อกระดาษให้ก็เพราะที่ผ่านมา ไฉ่เฟิงไม่เคยร้องงอแงจะเอาของเล่นหรือขนมเลย

“ดีแล้ว” นางพูดพลางลูบศีรษะลูกชายเบาๆ

ไฉ่เฟิงยิ้มกว้าง เขารู้ดีว่าแม่ไม่เชื่อว่าเขาจะวาดรูปเป็น แต่เขาก็ไม่ถือสา ในร่างเดิมของเขางานอดิเรกที่ชอบก็คือการวาดภาพ แม้จะไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพ แต่ฝีมือของเขาก็ไม่ใช่ระดับธรรมดา

ระหว่างทางกลับบ้าน ไฉ่เฟิงคิดหนักว่าจะวาดอะไรดี ที่สำคัญคือต้องเป็นภาพที่เหมาะกับยุคสมัยนี้

เมื่อกลับถึงบ้าน ลู่ชิงหว่านวางของที่ซื้อมาลงบนพื้น ก่อนจะหยิบกระดาษและอุปกรณ์วาดรูปส่งให้ไฉ่เฟิง

“ไหนลองวาดให้แม่ดูสิ” นางพูดพลางยิ้มอ่อนๆ

ไฉ่เฟิงรับกระดาษและพู่กันมาด้วยความสงบ เขานั่งลงที่พื้นและเริ่มจัดวางอุปกรณ์ เขาเทหมึกลงในจานเล็กๆ อย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้หกเลอะเทอะ

ลู่ชิงหว่านมองการกระทำของลูกชายด้วยความประหลาดใจ ท่าทางของเขาดูคล่องแคล่วและมั่นใจ ราวกับเคยทำมาหลายครั้งแล้ว นางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปทำงานของตัวเอง

“งั้นแม่ไปทำอาหารก่อนนะ” ลู่ชิงหว่านบอกก่อนจะลุกออกไป

ไฉ่เฟิงจุ่มพู่กันลงในหมึก แล้วเริ่มลากเส้นบนกระดาษอย่างช้าๆ และระมัดระวัง การควบคุมพู่กันด้วยมือเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาพยายามปรับตัวให้เข้ากับร่างกาย

ไฉ่เฟิงตัดสินใจวาดภาพง่ายๆ ภูเขา แม่น้ำ และบ้านเรือนไม่กี่หลัง

ผ่านไปครู่ใหญ่ ลู่ชิงหว่านก็ทำอาหารเสร็จ นางจึงเดินมาดูลูกชาย นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏบนกระดาษ

“ไฉ่เฟิง...” นางเอ่ยเสียงแผ่ว พลางเดินเข้ามาใกล้ๆ “นี่...นี่ลูกวาดเองหรือ?”

บนกระดาษปรากฏภาพทิวทัศน์ที่งดงามอย่างน่าประหลาดใจ แม้จะไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์แบบ มีรอยเลอะเทอะบ้างเล็กน้อย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าผู้วาดมีพื้นฐานศิลปะที่ดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเด็กอายุเพียงสองขวบ

ไฉ่เฟิงพยักหน้า “ท่านแม่ชอบไหม?”

ลู่ชิงหว่านนั่งลงข้างๆ ลูกชาย มองภาพวาดด้วยความอัศจรรย์ใจ “ลูกวาดได้สวยมาก...แต่...” นางลังเลที่จะพูดต่อ

“แต่อะไร?” ไฉ่เฟิงถาม แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว

“แต่...แม่ไม่เข้าใจว่าลูกวาดเป็นได้อย่างไร” ลู่ชิงหว่านพูดออกมาในที่สุด

ไฉ่เฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาต้องหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลสำหรับความสามารถของเขา

“ข้า...ข้าฝัน” เขาตอบในที่สุด “ข้าฝันเห็นคนวาดรูป แล้วก็จำวิธีวาดได้”

ลู่ชิงหว่านมองลูกชายอย่างสงสัย คำตอบนี้ฟังดูไม่น่าเชื่อเลย แต่นางก็ไม่มีคำอธิบายอื่นที่ดีกว่านี้ หรือบางทีลูกชายของนางอาจเป็นเทพเซียนลงมาเกิดก็ได้

“เอาละ มากินข้าวก่อนเถอะ” นางพูดพลางลุกขึ้น “แล้วค่อยวาดรูปต่อ”

ไฉ่เฟิงพยักหน้าและวางพู่กันลง เขาล้างมือในอ่างน้ำเล็กๆ ที่แม่เตรียมไว้ให้

พวกเขานั่งกินข้าวที่พื้น อาหารมื้อนี้ยังคงเป็นข้าวต้มกับผัดผัก ลู่ชิงหว่านเพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกชายของนางกินอาหารอย่างเรียบร้อย ไม่หกเลอะเทอะเหมือนเด็กทั่วไปในวัยนี้

หลังจากกินข้าวเสร็จ ไฉ่เฟิงรีบกลับไปวาดรูปต่อ เขาหยิบกระดาษแผ่นที่สองออกมา และเริ่มวาดภาพใหม่ คราวนี้เป็นภาพดอกบัวในสระน้ำ

ลู่ชิงหว่านนั่งมองลูกชายวาดรูปขณะที่นางเก็บถ้วยชาม ทุกครั้งที่ไฉ่เฟิงลากเส้นพู่กัน นางรู้สึกทึ่งกับความมั่นใจในการวาดของเขา ไม่มีความลังเลหรือความไม่แน่ใจเลย

เมื่อวาดเสร็จ ไฉ่เฟิงยกภาพขึ้นมาดู แล้วยื่นให้แม่ของเขา

“ท่านแม่ ดูสิ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

ลู่ชิงหว่านรับภาพมาดู ภาพดอกบัวที่ปรากฏบนกระดาษนั้นงดงามยิ่งนัก ดอกบัวบานสะพรั่งอยู่บนผิวน้ำ มีใบบัวสีเขียวเข้มล้อมรอบ แสงและเงาถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา

“สวยมาก...ลูกมีพรสวรรค์จริงๆ”

ไฉ่เฟิงยิ้มกว้าง เขาหยิบกระดาษแผ่นที่สามออกมา และเริ่มวาดภาพใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งใจมากเป็นพิเศษ

ลู่ชิงหว่านสังเกตเห็นความตั้งใจของลูกชาย นางนั่งลงข้างๆ เขาและมองการวาดของเขาอย่างเงียบๆ

ไฉ่เฟิงเริ่มวาดเส้นโครงร่างของภูเขาสูงใหญ่ เส้นแต่ละเส้นที่เขาลากลงไปดูอ่อนช้อยและมั่นคง แม้จะวาดด้วยมือเล็กๆ ทีละนิด

ครึ่งชั่วยามต่อมา ภาพทิวทัศน์ของภูเขาสูงตระหง่านเริ่มปรากฏขึ้นบนกระดาษ มีสายน้ำไหลผ่านหุบเขา และมีหมู่เมฆลอยอยู่เหนือยอดเขา

ลู่ชิงหว่านมองด้วยความอัศจรรย์ใจ ตอนแรกยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง นางยังมองไม่ออกว่าลูกชายกำลังวาดอะไร แต่เมื่อภาพค่อยๆ ชัดเจนขึ้น นางก็อึ้งไปกับความงดงามของภาพวาด

เมื่อวาดภาพเสร็จ ไฉ่เฟิงจุ่มพู่กันลงในหมึกอีกครั้ง แล้วเขียนตัวอักษรสองตัวอย่างประณีตที่มุมล่างของภาพ: “ชิงหว่าน”

ลู่ชิงหว่านตกใจเมื่อเห็นชื่อของนางปรากฏบนภาพวาด

“ไฉ่เฟิง... ลูกเขียนหนังสือเป็นด้วยหรือ?” นางถามด้วยความประหลาดใจ

ไฉ่เฟิงพยักหน้า ลู่ชิงหว่านไม่รู้จะพูดอะไร นางเพียงแต่มองลูกชายด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งประหลาดใจ และสงสัย

“ท่านแม่เอาภาพนี้ไปขาย”

ลู่ชิงหว่านมองภาพวาดในมือ แล้วมองหน้าลูกชาย

“แต่ใครจะซื้อภาพวาดของเด็กน้อยล่ะ?”

“ท่านแม่คือคนวาด” เขาพูดด้วยแววตาใสแป๋ว

“เอาละๆ” นางตัดสินใจในที่สุด “พรุ่งนี้พวกเราจะลองเอาภาพไปขายที่ตลาดดู”

ค่ำวันนั้น หลังจากที่ไฉ่เฟิงหลับไปแล้ว ลู่ชิงหว่านนั่งมองภาพวาดของลูกชายด้วยความครุ่นคิด นางไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กอายุเพียงสองขวบถึงได้มีความสามารถเช่นนี้ได้ นางเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณที่กลับชาติมาเกิด บางคนเชื่อว่าเด็กที่มีความสามารถเกินวัยอาจจะเป็นวิญญาณของผู้ใหญ่ที่กลับมาเกิดใหม่ แต่นางก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้มากนัก

“บางทีไฉ่เฟิงอาจจะมีพรสวรรค์พิเศษจริงๆ ก็ได้” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ

นางเก็บภาพวาดไว้อย่างดี ตั้งใจว่าจะเอาไปลองขายที่ตลาดตามที่สัญญากับลูกชายไว้ แม้จะไม่คิดว่าจะมีใครสนใจก็ตาม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel