ตอนที่ 16 กลัวถูกทอดทิ้ง
ตอนที่ 16 กลัวถูกทอดทิ้ง
เช้าวันต่อมา ไฉ่เฟิงตื่นขึ้นมาพบว่ามารดาไม่อยู่ข้างกาย เขารีบลุกขึ้นนั่งมองไปรอบๆ ห้องด้วยความตกใจ
ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออก ลู่ชิงหว่านเดินเข้ามาพร้อมกับถุงผ้าเล็กๆ
“ตื่นแล้วหรือ?” นางยิ้มให้ลูกชาย “แม่ไปซื้อขนมมาให้”
ไฉ่เฟิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากลัวว่ามารดาจะทิ้งเขาไป แม้จะรู้ว่าเป็นความคิดที่ไร้เหตุผล แต่ในร่างเด็กเล็กๆ เช่นนี้ ความกลัวถูกทอดทิ้งเป็นสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้
“วันนี้เราจะไปหาที่พักใหม่กัน” ลู่ชิงหว่านบอกขณะที่เก็บข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ลงในห่อผ้า “แม่ได้ยินว่ามีหมู่บ้านเล็กๆ ไม่ไกลจากที่นี่ อาจจะมีบ้านให้เช่าราคาถูก”
ไฉ่เฟิงพยักหน้า กินขนมที่มารดาซื้อมาให้อย่างเงียบๆ มันเป็นเพียงขนมข้าวพองลาดน้ำตาลธรรมดาๆ แต่สำหรับเขาในตอนนี้ มันอร่อยกว่าขนมหวานราคาแพงที่เขาเคยกินในชาติก่อนเสียอีด
หลังจากเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อย ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงลงจากโรงเตี๊ยม พวกเขาเดินไปตามถนนดินที่ทอดยาว ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆ แต่แดดก็ร้อนจัด ทำให้ลู่ชิงหว่านต้องหยุดพักเป็นระยะ
“ท่านแม่...เหนื่อย?” ไฉ่เฟิงถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร” นางยิ้มอ่อนๆ แม้ใบหน้าจะมีเหงื่อไหลซึม “อีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว”
พวกเขาเดินต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ชาวบ้านกำลังทำงานในไร่นา บางคนก็นั่งทอผ้าอยู่หน้าบ้าน
ลู่ชิงหว่านเดินเข้าไปถามหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งปั่นฝ้ายอยู่หน้าบ้าน “ขอประทานโทษเจ้าค่ะ ที่นี่มีบ้านให้เช่าบ้างไหม?”
หญิงชรามองนางด้วยความสงสัย “เจ้ามาจากที่ไหน? ทำไมถึงมาที่หมู่บ้านเล็กๆ เช่นนี้?”
“ข้ามาจากหมู่บ้านซานฝู่ ข้ากับลูกชายกำลังหาที่พักอาศัย”
“สามีเจ้าล่ะ?” หญิงชราถามต่อ
ลู่ชิงหว่านก้มหน้าลง “เขา...เขาเสียชีวิตแล้ว”
หญิงชราพยักหน้าด้วยความเห็นใจ “น่าสงสารจริง เด็กน้อยน่ารักเหลือเกิน”
“หมู่บ้านนี้มีบ้านให้เช่าบ้างไหมเจ้าคะ?” ลู่ชิงหว่านถามอีกครั้ง
“เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน” หญิงชราลุกขึ้นยืน มือเหี่ยวย่นวางไม้ปั่นฝ้ายลงอย่างระมัดระวัง “ข้าจะพาเจ้าไปพบลุงเป่ยที่อยู่ปลายหมู่บ้าน เขามีบ้านสองหลัง หลังหนึ่งว่างอยู่ตั้งแต่ลูกชายของเขาแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่หมู่บ้านอื่น”
ลู่ชิงหว่านรู้สึกโล่งอกเล็กน้อย อย่างน้อยก็มีความหวังที่จะได้ที่พักอาศัย “ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก” หญิงชรายิ้มให้ไฉ่เฟิงที่มองนางด้วยดวงตากลมโต “ข้าชื่อหวางหลิง ข้าอยู่ที่นี่มาเกือบห้าสิบปี รู้จักทุกคนในหมู่บ้านนี้ดี”
หญิงชราพาลู่ชิงหว่านและไฉ่เฟิงเดินไปตามทางเล็กๆ ในหมู่บ้าน ผ่านบ้านไม้หลังคามุงหญ้าหลายหลัง ชาวบ้านที่พบเห็นต่างมองด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาซักถาม
“หมู่บ้านนี้ไม่ใหญ่นัก มีเพียงสองร้อยกว่าครัวเรือน” หวางหลิงอธิบายระหว่างทาง “ส่วนใหญ่ทำนา ปลูกผัก และทอผ้า เป็นหมู่บ้านที่สงบ ไม่ค่อยมีเรื่องวุ่นวายหรืออันธพาลให้ปวดหัว”
ไฉ่เฟิงมองไปรอบๆ สังเกตเห็นว่าบ้านเรือนในหมู่บ้านนี้แม้จะเรียบง่าย แต่ก็ดูสะอาดและเป็นระเบียบ ชาวบ้านดูมีความเป็นอยู่ที่พอมีพอกิน ไม่ถึงกับยากจนข้นแค้น
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงบ้านไม้หลังหนึ่งที่อยู่ปลายหมู่บ้าน ด้านหลังบ้านมีสวนผักเล็กๆ และไม่ไกลนักมีบ้านอีกหลังที่ดูเก่ากว่าเล็กน้อย
“ลุงเป่ย!” หวางหลิงเรียกเสียงดัง “ออกมาหน่อย มีแขกมาหา!”
ชายชราผมขาวโพลนในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเดินออกมาจากทางหลังบ้าน มือถือจอบเล็กๆ ที่คงใช้พรวนดินในสวน
“หวางหลิง มีอะไรหรือ?” ลุงเป่ยถาม ก่อนจะสังเกตเห็นลู่ชิงหว่านและไฉ่เฟิง “นี่คือ?”
“นี่คือลู่ชิงหว่านกับลูกชายของนาง พวกเขากำลังหาที่พักอาศัย ข้าคิดว่าบ้านเก่าของเจ้าที่ว่างอยู่อาจจะให้พวกเขาเช่าได้”
ลุงจางมองสำรวจลู่ชิงหว่านอย่างพิจารณา “สามีเจ้าล่ะ?”
“เขาเสียชีวิตแล้วเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบเช่นเดิม นางเริ่มชินกับการตอบคำถามนี้
“น่าสงสาร” ลุงจางพยักหน้า “เจ้ามีเงินพอจะจ่ายค่าเช่าหรือไม่?”
“ข้ามีเงินอยู่บ้างเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบ
ลุงเป่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “ได้ ข้าจะให้เจ้าเช่าบ้านหลังเก่า เดือนละสี่สิบอีแปะ แต่บ้านหลังนั้นไม่ได้ใช้มานาน อาจจะต้องทำความสะอาดบ้าง”
ลู่ชิงหว่านยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ! ข้าจะดูแลบ้านให้อย่างดี”
“มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปดูบ้าน” ลุงเป่ยวางจอบลงแล้วเดินนำไปยังบ้านอีกหลังที่อยู่ไม่ไกลนัก
บ้านหลังนั้นเป็นบ้านดินชั้นเดียวหลังคามุงหญ้า มีประตูไม้เก่าๆ และหน้าต่างสองบาน เมื่อลุงจางเปิดประตูเข้าไป ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายทำให้ลู่ชิงหว่านต้องยกแขนขึ้นปิดจมูกไฉ่เฟิง
ภายในบ้านมีห้องโถงเล็กๆ ที่มีเตาไฟดินเก่าๆ อยู่มุมหนึ่ง และมีห้องนอนอีกหนึ่งห้อง มีเตียงไม้เก่าวางอยู่ แม้จะมีฝุ่นเกาะหนา แต่โครงสร้างบ้านยังแข็งแรงดี
“บ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่มาสองปีแล้ว ตั้งแต่ลูกชายข้าย้ายไป” ลุงเป่ยอธิบาย “เจ้าต้องทำความสะอาดเองนะ”
ไฉ่เฟิงมองไปรอบๆ บ้าน แม้จะเล็กและเก่า แต่ก็ดีกว่าต้องอาศัยอยู่ในบ้านของปู่ที่ไม่ต้อนรับพวกเขา
“บ้านหลังนี้ดีมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะทำความสะอาดให้เรียบร้อย”
“ด้านหลังบ้านมีพื้นที่เล็กๆ เจ้าสามารถปลูกผักได้ถ้าต้องการ” ลุงเป่ยบอก
“ขอบคุณท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “ข้าไม่รู้จะตอบแทนน้ำใจของพวกท่านอย่างไร”
“ไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอก” หวางหลิงยิ้ม “ที่หมู่บ้านนี้ เราช่วยเหลือกันเป็นเรื่องปกติ”
หลังจากที่ลุงเป่ยและหวางหลิงกลับไป ลู่ชิงหว่านก็เริ่มสำรวจบ้านอย่างละเอียด แม้บ้านจะเก่าและมีฝุ่นเกาะ แต่โครงสร้างยังแข็งแรงดี ไม่มีรอยรั่วบนหลังคา และพื้นไม้ก็ไม่ผุพัง
ไม่นานนัก ลุงเป่ยก็กลับมาพร้อมกับไม้กวาด ผ้าเช็ดถู และถังน้ำ ซ้ำยังนำอาหารกลางวันมาให้ด้วย เป็นข้าวต้มธรรมดาๆ กับผักดอง
“กินอาหารก่อนค่อยเริ่มทำความสะอาด จะได้มีแรง”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านลุงใจดีเหลือเกิน” ลู่ชิงหว่านกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย” ลุงเป่ยโบกมือ “ถ้ามีอะไรก็ไปบอกข้าได้”
หลังจากลุงเป่ยกลับไป สองแม่ลูกก็นั่งกินอาหารกลางวันอย่างเงียบๆ
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลู่ชิงหว่านก็เริ่มทำความสะอาดบ้าน นางกวาดฝุ่น เช็ดถูพื้น และทำความสะอาดเตียงนอน ไฉ่เฟิงพยายามช่วยเท่าที่ร่างกายเล็กๆ ของเขาจะทำได้ แม้จะไม่ได้ช่วยได้มากนัก แต่ลู่ชิงหว่านก็ชื่นชมความพยายามของลูกชาย
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ บ้านหลังเล็กก็สะอาดขึ้นมาก ลู่ชิงหว่านปูเสื่อที่มีอยู่ในบ้านลงบนเตียง
“พรุ่งนี้เราจะไปซื้อของใช้ที่จำเป็นเพิ่มเติม” นางบอกไฉ่เฟิง
คืนนั้น ลู่ชิงหว่านกอดลูกชายไว้แน่น ท่ามกลางความมืดและความเงียบ นางหลั่งน้ำตาเงียบๆ เพราะน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง
ไฉ่เฟิงรู้สึกถึงความสั่นไหวของร่างแม่ เขาเอื้อมมือเล็กๆ ไปจับมือของนาง “แม่ไม่ต้องกลัว ไฉ่เฟิงจะช่วยแม่”
คำพูดเรียบง่ายจากปากเด็กน้อยทำให้ลู่ชิงหว่านรู้สึกอบอุ่นใจ นางกอดลูกชายแน่นขึ้น “ขอบใจลูกมากนะ แม่มีชีวิตอยู่ก็เพื่อเจ้า”
