ตอนที่ 15 ไร้ที่พึ่งพิง
ตอนที่ 15 ไร้ที่พึ่งพิง
หลิวเว่ยและสามีกลับไปในวันรุ่งขึ้น ไฉ่เฟิงมองสำรวจห้องแคบๆ ที่เขาและมารดาต้องแบ่งปันกับน้าสาวสองคน เตียงไม้เพียงหนึ่งเตียงถูกจัดให้พวกเขาทั้งสี่คนนอนรวมกัน ส่วนของใช้ส่วนตัวก็ต้องวางเรียงกันในพื้นที่อันจำกัด
"ช่างแออัดเหลือเกิน" ไฉ่เฟิงคิดในใจ เขารู้สึกอึดอัดกับสภาพความเป็นอยู่เช่นนี้
ลู่ชิงหว่านกำลังจัดเสื้อผ้าเก่าๆ ที่นำติดตัวมา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็มีรอยยิ้มบางๆ เมื่อมองมาที่ลูกชาย
"ท่านแม่ที่นี่คับแคบเกินไป เราไปอยู่ที่อื่นกันเถอะ"
ลู่ชิงหว่านชะงักมือที่กำลังพับผ้า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "ไฉ่เฟิง เจ้าพูดเป็นประโยคได้แล้วหรือ?"
ไฉ่เฟิงนึกสบถในใจอย่างหงุดหงิด เขาลืมไปว่าไม่ควรพูดได้คล่องขนาดนี้
"แม่..." เขาทำเสียงอ้อแอ้ลงเล็กน้อย "ไม่...ชอบ...ที่นี่"
ลู่ชิงหว่านวางผ้าลงแล้วเดินมานั่งข้างๆ ลูกชาย ลูบศีรษะเล็กๆ ของเขาอย่างอ่อนโยน "แม่รู้ว่าที่นี่ไม่สะดวกสบาย แต่เราไม่มีทางเลือกนัก อดทนหน่อยนะลูก"
ไฉ่เฟิงมองดวงตาอันเศร้าหมองของมารดา ก่อนจะพยักหน้า "ก็ได้"
ในขณะนั้น ก็มีเสียงทะเลาะกันดังมาจากห้องด้านนอก
“เจ้ารู้ไหมว่าเราต้องเสียหน้าแค่ไหนที่ลูกสาวถูกไล่ออกจากบ้านสามี! ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านกำลังนินทาเรา!” หวังเยียนพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร? นางเป็นลูกสาวของเรา จะให้ไล่ออกไปหรือ?”
“ข้าไม่ได้บอกให้ไล่นางออกไป แต่พวกเราจะเลี้ยงนางกับลูกไหวหรือ?”
ลู่ชิงหว่านได้ยินคำพูดของบิดา น้ำตาเริ่มคลอ นางรีบปิดประตูห้องเพื่อไม่ให้ไฉ่เฟิงได้ยินมากไปกว่านี้ แต่ก็สายเกินไป
ไฉ่เฟิงรู้สึกโกรธแทนมารดา ในชาติก่อนเขามีทรัพย์สินมากมาย แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงมองมารดาร้องไห้โดยไม่สามารถช่วยอะไรได้
มือน้อยๆ เอื้อมไปเช็ดน้ำตาให้นาง “แม่ไป...ที่อื่น”
ลู่ชิงหว่านมองลูกชายด้วยความเศร้า “เราจะไปที่ไหนได้ลูก? แม่ไม่มีเงินมากพอจะเช่าบ้าน และแม่ก็ไม่มีญาติคนอื่นให้ไปพึ่งพา”
ไฉ่เฟิงขมวดคิ้ว “เงิน...มี” เขาชี้ไปที่อกเสื้อของมารดาที่เก็บถุงเงินไว้
ลู่ชิงหว่านยิ้มเศร้า ครึ่งก้านธูปต่อมานางก็ถือห่อผ้าแล้วอุ้มไฉ่เฟิงออกมาจากห้อง หวังเยียนยืนนิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึม ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ส่วนลู่ไป๋ชิงกลับร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอลาก่อน” นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“เจ้าจะไปอยู่ที่ไหน? เจ้ามีเงินพอหรือ?” ลู่ไป๋ชิงถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้ามีเงินอยู่ร้อยอีแปะที่ท่านพ่อสามีให้มา คงพอประทังชีวิตไปได้สักพัก” ลู่ชิงหว่านตอบ พยายามยิ้มให้มารดาเพื่อไม่ให้ท่านเป็นกังวล
“เพียงร้อยอีแปะ? เจ้าจะเอาไปทำอะไรได้?” หวังเยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แต่ถ้าเจ้าคิดว่าจะไป ก็ไปเถิด”
“หวังเยียน!” ลู่ไป๋ชิงหันไปตวาดสามี “ลูกสาวของเรากำลังลำบาก ท่านยังจะพูดเช่นนี้อีกหรือ?”
“นางเลือกเองที่จะออกไป ข้าไม่ได้ไล่นาง” หวังเยียนตอบกลับเสียงเข้ม
ลู่ชิงหว่านก้มหน้าลง น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม แต่นางรีบเช็ดออกด้วยแขนเสื้อ
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลตัวเองและไฉ่เฟิงให้ดี” นางกล่าวลา ก่อนจะค้อมกายคำนับบิดามารดาเป็นครั้งสุดท้าย
ลู่ไป๋ชิงรีบหยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ “นี่...เงินสี่สิบอีแปะ เอาไปเถิด”
ลู่ชิงหว่านรับมาด้วยมือสั่นเทา “ขอบคุณท่านแม่”
นางหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ส่วนไฉ่เฟิงเขาจะจดจำวันนี้ไว้ไม่มีวันลืม
ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงเดินไปเรื่อยๆ อย่างคนไร้จุดหมาย ความเหนื่อยล้าเริ่มปรากฏบนใบหน้าของนาง แต่นางไม่ยอมหยุดพัก
“ท่านแม่...เหนื่อย...วางลง”
ลู่ชิงหว่านส่ายหน้า “ไม่เป็นไรลูกรัก แม่อุ้มลูกได้”
ไฉ่เฟิงรู้สึกหงุดหงิดกับร่างกายเล็กๆ ของตน แต่ละวันสำหรับเขามันช้ามาก
“ลง...” เขาพยายามดิ้นในอ้อมแขนของมารดา
ลู่ชิงหว่านมองลูกชายด้วยความประหลาดใจ “ลูกจะเดินเองหรือ? แต่เราต้องเดินอีกไกลนะ”
“เดิน...” ไฉ่เฟิงพยักหน้ารัวๆ
นางจึงวางไฉ่เฟิงลงบนพื้น เด็กน้อยเริ่มก้าวเดินอย่างระมัดระวัง มือน้อยๆ จับชายเสื้อของมารดาไว้เพื่อพยุงตัว ลู่ชิงหว่านเดินช้าลงเพื่อให้ลูกชายตามทัน ใบหน้าของนางฉายแววเป็นห่วง
“ถ้าเหนื่อยบอกแม่นะลูก แม่จะอุ้มเจ้าทันที”
ไฉ่เฟิงพยักหน้า เขาพยายามเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาเล็กๆ ของเขาจะทำได้ แม้จะรู้สึกเหนื่อยแต่เขาก็ไม่ยอมบอกมารดา เพราะเห็นว่านางเองก็เหนื่อยไม่น้อย
พวกเขาเดินมาถึงตลาดเล็กๆ ในหมู่บ้าน ผู้คนพลุกพล่านไปมา บ้างก็มองมาที่ลู่ชิงหว่านด้วยสายตาสงสัยและนินทา
“นั่นไม่ใช่ลูกสาวหวังเยียนหรือไม่? ข้าได้ยินว่านางถูกไล่ออกจากบ้านสามีแล้วกลับมาอยู่ที่นี่”
“น่าสงสาร มีลูกติดมาด้วย จะเลี้ยงดูกันอย่างไร?”
“ได้ยินว่าสามีนางตายแล้ว”
เสียงซุบซิบนินทาดังมาเป็นระยะ ลู่ชิงหว่านก้มหน้าลงต่ำ พยายามไม่สนใจ แต่ไฉ่เฟิงกลับมองตอบกลับไปด้วยสายตาเย็นชา ทำให้บางคนถึงกับสะดุ้ง
“เด็กคนนั้นมองข้าด้วยสายตาแปลกๆ นะ ราวกับเป็นผู้ใหญ่อย่างไรอย่างนั้น”
“อย่าพูดเหลวไหล เด็กอายุเพียงขวบกว่าจะรู้อะไร”
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลู่ชิงหว่านมองหาที่พักด้วยความกังวล ไม่นานนักก็พบโรงเตี๊ยมเก่าๆ หลังหนึ่ง นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไป
“มีห้องว่างไหมเจ้าคะ?” นางถามชายร่างท้วมที่ยืนอยู่หลังโต๊ะไม้
“มี แต่ราคาสิบอีแปะต่อคืน” ชายคนนั้นตอบโดยไม่แม้แต่จะมองหน้านาง
ลู่ชิงหว่านล้วงถุงเงินออกมา หยิบเหรียญอีแปะสิบเหรียญวางลงบนโต๊ะไม้ “ขอเช่าหนึ่งคืนเจ้าค่ะ”
ชายร่างท้วมเก็บเงินแล้วโยนกุญแจห้องให้นาง “ชั้นสอง ห้องสุดทาง”
ลู่ชิงหว่านรับกุญแจแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องที่ว่า เมื่อเปิดประตูเข้าไป นางพบว่าเป็นห้องเล็กๆ ที่มีเพียงเตียงไม้หนึ่งเตียงและโต๊ะเล็กๆ หนึ่งตัว ฝุ่นเกาะหนาและมีกลิ่นอับชื้น แต่อย่างน้อยก็มีหลังคากันฝนและประตูที่ล็อกได้
นางวางไฉ่เฟิงลงบนเตียง แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ด้วยความเหนื่อยล้า
ไฉ่เฟิงมองมารดาด้วยดวงตาเป็นประกาย เขาอยากบอกนางว่าไม่ต้องกังวล เขาจะหาทางทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นให้ได้
“ท่านแม่...ไม่ร้องไห้” เขาพูดเสียงเบา
ลู่ชิงหว่านยิ้มทั้งน้ำตา โอบกอดลูกชายแน่น “แม่ไม่ร้องแล้ว ตราบใดที่มีลูกอยู่ข้างกาย แม่ก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
