8 หลานอากง
พ่อยิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับรู้แล้วหลุบตาลงต่ำ หยิบปึกเอกสารที่วางอยู่ข้างหัวนอนมาถือไว้ก่อนจะยื่นให้ “แกเปิดดูสิ”
ผมรับมาอย่างงงๆ คลายเกลียวเชือกที่พันปากซองออกแล้วหยิบของด้านในออกมา พบว่ามันเป็นเอกสารขนาดเอสี่ปึกหนึ่ง
“นี่อะไรครับพ่อ”
“ลองอ่านดู” พ่อตอบสั้นๆ
ผมพลิกเอกสารปึกบางทีละหน้าด้วยความไม่เข้าใจแต่ก็รู้สึกแปลกๆ เข้าแล้ว “เอกสารรับรองบุตรบุญธรรมเหรอครับ พ่อจะรับใครเข้ามา อย่าบอกนะว่า...”
“ใช่ อย่างที่แกคิดนั่นแหละ พ่อจะรับหลานสมศักดิ์เข้ามาในตระกูลเจริญศิริกุลของเรา”
“ทำไมล่ะครับ” ผมย้อนถาม สีหน้าไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง ผมรู้สึกวิตกกังวลแปลกๆ
หรือว่าพ่อจะรู้!
“ก็อย่างที่บอก พ่อกับสมศักดิ์มีสัญญาต่อกัน”
“แต่เด็กนั่นกับผม!...”
“เด็กนั่นกับแกทำไม” พ่อถามกลับสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม “อย่าบอกว่าแค่เจอหน้ากันครั้งแรกแกก็อคติกับเด็กเสียแล้ว”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับพ่อ”
“งั้นก็จัดการซะ”
พ่อตัดบท ส่วนผมยังงงกับทฤษฎีโลกกลมไม่หาย พ่อนะพ่อ จะบอกได้ไงล่ะว่าผมกับเด็กนั่นมีอะไรกันแล้ว
เป็นไปไม่ได้!
หรือว่าพ่อจะรู้...
ไม่น่า...
พ่อไม่มีทางรู้ความสัมพันธ์ชั่วคืนของผมกับเด็กนั่น ผมไว้ใจสนที่กุมความลับมากพอและคิดว่าพ่อไม่น่าจะรู้เรื่องนี้ แต่ถึงรู้ผมก็ไม่แคร์ แค่สงสัยเท่านั้นว่าพ่อจะรับเด็กคนนั้นเข้าตระกูลทำไม
ผมได้แต่สงสัยจนไม่ทันระวังว่าสีหน้ากำลังแสดงความหมกมุ่นกับความคิดจนพ่อกระแอมเบาๆ ผมจึงปรับอารมณ์ให้กลับมาปกติตามเดิม
“หรือว่าแกกลัวมีคนมาหารสมบัติที่ควรเป็นของแกคนเดียว”
“โธ่! พ่อ” ผมอ่อนใจกับคำพูดพ่ออีกจนได้ “ผมแค่สงสัยว่าเด็กนั่นสำคัญอะไรนักหนาพ่อถึงต้องรับเขาเข้ามา อย่าบอกผมนะว่าพ่อไปไข่ทิ้งไว้ที่ไหน”
“เฮ้ย บ้าน่า ฉันปูนนี้แล้วจะไปไข่ทิ้งไว้ได้ไง”
“ก็ค่อยโล่งอกไป” ผมเผลอพ่นลมหายใจหนักหน่วงจนกระทั่งสบตาพ่อจึงรู้ว่าถูกจ้องอยู่
“กลัวคนหารสมบัติแกเรอะ”
“พ่อก็น่าจะรู้ว่ามันอาจจะยุ่งยากภายหลัง”
“ก็รู้ แต่พ่ออยากได้คนที่คิดว่าไว้ใจได้ให้มาดูแลนาราร่วมกับแก”
“แล้วพ่อรู้ได้ไงว่าเด็กคนนั้นไว้ใจได้”
“พ่อให้คนเฝ้าตามดูพฤติกรรมมาระยะหนึ่งแล้ว จนมาตัดสินใจได้เพราะคลิปเล่นเปียโนของเด็กคนนั้นที่ทำให้นาราสงบลงได้”
“คลิปเปียโนอะไรกันพ่อ”
“ก็คลิปที่เด็กคนนั้นปล่อยลงยูทูปไง แกไม่รู้อะไร วันนั้นที่หลานฉันอาละวาดเพราะแกผิดนัดวันเกิดแต่แกสงบลงได้เพราะเสียงเปียโนของเด็กนั่น”
“ก็แค่บังเอิญมั้ง”
ผมส่ายหน้าไม่เชื่อหรอกว่าที่พ่อพูดจะเป็นไปได้ เพราะนาราเวลาฟาดหัวฟาดหางใครก็เอาไม่อยู่นอกจากผม
“เป็นเรื่องจริง แกไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์ดู” พ่อเสียงขรึมลง
ผมรู้ทันทีว่าที่พ่อพูดเป็นเรื่องจริง เพราะพ่อเกลียดคนโกหกเป็นที่สุด ผมทรุดนั่งข้างเตียง จ้องพ่อด้วยความรู้สึกสับสน
“มีเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องนี้”
“แกจะรู้อะไร วันๆ ทำแต่งาน ฉันถึงบอกให้แกหาผู้หญิงสักคนมาเป็นแม่ของนารา”
“ยาก ผู้หญิงวุ่นวายจะตาย ผมไม่เอาหรอก” ผมปฏิเสธทันควัน แต่เมื่อสบตาพ่อก็รู้ตัวรีบบอก “งั้นผมจ้างเด็กนั่นมาเป็นครูสอนเปียโนให้นาราแบบเช้าไปเย็นกลับดีไหม ผมเห็นว่าเขามีปู่ที่ต้องดูแลคงต้องใช้เงินมากอยู่”
“ก็ดี ให้มาอยู่ที่บ้านเลยยิ่งดี”
พ่อเสนอทำให้ผมชะงัก
“อย่าดีกว่า เด็กนั่นคงไม่สะดวกมาอยู่บ้านเราหรอกพ่อ”
“สะดวกหรือไม่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อยู่ที่อีกหน่อยก็ต้องมา” พ่อตอบอ้ำอึ้งก่อนจะจ้องผมด้วยแววตาวิงวอนแกมขอร้อง “อย่างที่บอก พ่ออยากรับเด็กคนนั้นเข้าตระกูล”
“ผมไม่เข้าใจ’ ผมส่ายหน้าพลางจ้องแววตาเว้าวอนของพ่อ
“ถือว่าทำเพื่อพ่อเป็นครั้งสุดท้าย รับเด็กนั่นมาอยู่ในความดูแลของแก ไม่ต้องให้เขารู้ว่าอยู่ในฐานะบุตรบุญธรรมของพ่อ”
“แต่เขาไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะพ่อ จะได้ไม่สงสัยอะไร”
ผมแย้งไปใจก็สับสน นึกภาพระหว่างผมกับเขาที่สุดแสนร้อนแรงในคืนนั้นก็ได้แต่ร้อนวูบวาบในอก แล้วนี่ยังจะให้เด็กนั่นมาอยู่ในความดูแล ผมจะทนได้ยังไง เผลอๆ สวรรค์คงเป็นของผมแต่คงเป็นนรกสำหรับเขาชัดๆ น่ะสิ
“ผมขอถามเหตุผลที่แท้จริงได้ไหม” ผมต่อรองเพราะคิดว่าต้องมีเรื่องราวบางอย่างมากกว่านั้น เพียงแต่พ่อไม่บอก “หรือพ่อกับอากงสมศักดิ์ไปตกลงอะไรกันไว้แล้วไม่ยอมบอกผมกันแน่”
“เอาน่าๆ” พ่อเอื้อมมือมาตบหลังมือผมเบาๆ “พ่อจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ อยากให้แกใจกว้างหน่อย แค่พ่อรับเด็กคนนั้นเข้ามาถึงกับทำให้แกของขึ้น นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติของแกเลยนะ”
“ผมไม่ปกติตรงไหน” ผมย้อน อยากรู้เหตุผลจริงๆ
“แกดูร้อนรน เถียงพ่ออย่างไม่เคยเป็น”
“ผมเปล่า”
“แกไม่รู้ตัวต่างหาก พ่อเหนื่อยแล้วอยากนอน หยุดพูดเรื่องนี้เถอะ”
แค่คำขาดของพ่อที่เหมือนประกาศิตไม่พอยังเอนลงนอนอย่างไม่สบอารมณ์ก็ทำให้ผมต้องสงบปากสงบคำ เป็นแบบนี้ตลอดมาและไม่เคยเปลี่ยน พ่อเหมือนไม่ต้องการให้ผมรู้ความในใจของพ่อ
หรือเพราะผมไม่ดีพอ...
