9 นารา
หรือเพราะคนที่ตายเป็นพี่ที่พ่อหมายฝากธุรกิจให้ดูแล ไม่ใช่ผมคนนี้...
กระทั่งมีเสียงเปิดประตูและพยาบาลเข็นถาดยาตรงเข้ามาอีกฟากของเตียง ผมจึงลุกขึ้นถอยไปยืนมองห่างๆ เธอเช็คอาการของพ่อก่อนจะเปลี่ยนน้ำเกลือขวดใหม่ให้
“วันนี้ดูหน้าตาสดชื่น มีอะไรดีๆ รึเปล่าคะ”
“วันนี้บ่ายหลานสาวมาเยี่ยม”
“มาเมื่อตอนกลางวันใช่ไหมคะ เสียดายจังดิฉันเข้าเวรดึกเลยไม่เจอคุณหนูนาราเลย”
“หนูอยากเจอเด็กดื้อเหรอ” พ่อถามยิ้มๆ แต่ยิ้มนั้นช่างอ่อนระโหยจนผมใจหาย
“อยากสิคะ เจ้าสัวอารมณ์ดีแบบนี้ คงต้องให้คุณ... เอ่อ คุณพ่อพามาเยี่ยมทุกวันแล้วนะคะ จะได้มีกำลังใจ”
พยาบาลสาวหยอกเย้าและเหลือบตามองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่ผมรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นแฝงความกังวล
ผมรู้ว่าอาการของพ่อหนักมาก...
ที่พาลพาโลทะเลาะกับผมเพราะพ่อแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง เรื่องนี้ผมรู้ดี รู้ดีที่สุด...
วันก่อนพ่อถูกหามเข้าไอซียูแต่ไม่วายสั่งให้ผมไปสั่งตัดสูทชุดใหม่กับอากงสมศักดิ์ พ่อบอกว่าจะได้ดูดีเวลามีแขกผู้ใหญ่มารดน้ำศพ พ่ออยากดูดีแม้วินาทีสุดท้ายราวกับรู้ว่าเวลาของพ่อเหลือน้อยลงเต็มที ทั้งที่ผ่าตัดลำไส้ไปแล้วแต่มะเร็งยังคงลุกลามจนเข้าสู่ระยะสุดท้าย ผมนึกไปถึงคำพูดของหมอที่เรียกพบเมื่อวานแล้วก็รู้สึกหดหู่
“ท่านมีเวลาไม่มากแล้ว นอกจากมะเร็งที่ลุกลามไปทั่วแล้ว อาการหัวใจของท่านทำให้การรักษาเป็นไปอย่างลำบากมากขึ้น
“ผ่าหรือทำคีโมอีกไม่ได้เหรอครับหมอ”
“จากอาการของโรค หมอคิดว่าคงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ หมอคิดว่ารักษาแบบประคับประคองไปคงจะดีกว่า”
“แต่ว่า...”
“พยายามให้ท่านสบายใจที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักมากนัก ส่วนเรื่องงานทางที่ดีอย่าเอามารกสมองท่านจะดีกว่า”
“ครับ”
ผมรับปากหมอประจำตัวพ่อไปแต่แค่วันเดียวก็เกือบทำเรื่องยุ่ง เพราะเจ้าเด็กนั่นแท้ๆ ที่ทำให้ผมต้องทะเลาะกับพ่อ นึกแล้วก็น่าโมโหที่ทุกอย่างไม่เป็นดั่งใจ
ผมไม่เข้าใจว่าพ่อกับอากงสมศักดิ์มีความหลังอะไรกันมาถึงได้ให้ผมไปบอกอากงเรื่องสัญญาที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนนั่น ที่แท้มันคือสัญญารับบุตรบุญธรรม แต่ทำไมต้องรอถึงยี่สิบปี ยิ่งคิดผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ
“คุณคะ”
“คุณ...”
“ครับ”
ผมสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงลมอุ่นข้างหู ที่แท้เป็นพยาบาลสาวที่ค้อมตัวลงมากระซิบให้ผมตามเธอออกไปนอกห้อง ผมพยักหน้ารับก่อนจะหันไปมองพ่อที่ดูเหมือนจะหลับด้วยความอ่อนเพลียแล้วเดินตามเธออกไป
“มีอะไรรึเปล่าครับ”
“คุณหมอฝากดิฉันให้มาบอกคุณว่าขอพบพรุ่งนี้ ส่วนเวลาคุณหมอจะนัดอีกทีค่ะ”
“ได้ครับ” ผมตอบรับแต่ใจก็นึกสังหรณ์แปลกๆ แต่เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะเสียก่อน ผมจึงกดรับแล้วหันหลังเดินไปตามทางเดินตัวอาคาร
“คุณ... นี่ผมเอง”
“ผมไหน”
“ก็ผมไง... คีตา”
ผมนึกชื่อเจ้าของน้ำเสียงยียวนอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกได้ ที่แท้ก็เด็กนั่น…
“คุณ... ได้ยินผมไหม ผมเอง คีตา หลานอากงสมศักดิ์ไง”
ผมนิ่งเพราะตั้งตัวไม่ทันกระทั่งปลายสายส่งเสียงจิ๊จ๊ะกลับมาให้ได้ยินผมจึงได้สติ
“นี่หลับหรือฟังอยู่อะคุณ”
“นายรู้เบอร์ฉันได้ยังไง”
“ก็ปู่ให้ผมโทรถามคุณ”
“ถามว่า...” ผมถามห้วนๆ
คีตาเงียบไปครู่หนึ่งจนผมรู้สึกอึดอัด หรือเขาจะจำได้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา
ก็ไม่น่านะ!
เด็กนั่นดูความจำสั้นจะตาย...
ขนาดเมื่อกลางวันเจอกันเขายังไม่มีทีท่าจำได้ หรือหากจำได้ผมก็ไม่แคร์
“ปู่ให้ผมถามคุณว่าพรุ่งนี้จะให้เอาสูทไปส่งที่ไหน พอดีพรุ่งนี้ตอนค่ำผมมีธุระ ปู่จะเอาไปส่งให้เอง”
“ค่ำมืดแบบนั้นนายจะไปไหน” ผมโพล่งถาม ก็วันนั้นที่เจอเด็กนี่สภาพเมาเหมือนหมาก็เป็นเวลากลางคืนดึกดื่นแล้ว หรือว่าเป็นเด็กเที่ยวจึงออกท่องราตรีกันแน่
“เอ... ทำไมผมต้องรายงานคุณด้วยว่าจะไปไหน ถึงได้ละลาบละล้วงถามเนี่ย”
“ก็แค่ถาม”
“ก็นั่นสิ ถามทำไม”
แน่ะ!
เด็กนี่แสบนัก...
ผมกุมขมับ รู้สึกปวดหัวตุบๆ อย่างบอกไม่ถูก ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับผมแบบนี้มาก่อน
“แล้วคิดว่าชุดสูทจะเสร็จกี่โมง”
“ยังไม่รู้เลย กะว่าถ้าปู่ทำเสร็จเร็วผมจะไปส่งให้ก่อนไปทำธุระ แต่ถ้าเสร็จช้า ปู่คงต้องไปส่งเองหรือไม่งั้นก็ให้มอไซค์ไปส่งให้ จะให้ส่งไปที่ไหนดีล่ะคุณ”
“งั้นถ้าเสร็จกี่โมงก็โทรมาละกันจะได้บอกว่าให้เอาไปให้ที่ไหน” ผมตัดบท
“แต่ที่โรงบาลก็ใกล้กับที่ๆ ผมจะไปเลยนะฮะ คุณให้ผมเอาไปฝากไว้ให้ที่โรงบาลได้ไหม”
“ไม่ได้” ผมรีบบอก “เอาเป็นว่าถ้าเสร็จก็โทรมาละกัน”
ผมแนบหูฟังได้ยินเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจของเด็กนั่นอีก ผมไม่อยากให้เขาเอาชุดใหม่ของพ่อมาให้ที่โรงพยาบาลเพราะเหมือนกับเป็นการเตรียมการล่วงหน้ามากเกินไป
ผมยังทำใจไม่ได้...
พ่อจะต้องอยู่ต่อไปอีกนานตราบเท่าที่พ่อยังไหว...
