7 : เส้นทางที่เลือกไม่ได้
ก็แค่เด็กคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในคืนเหงา แต่ทำไมผมกลับลืมเขาไม่ได้ก็ไม่รู้สิ...
ผมชื่อ “ตรี” หรือชื่อจริงว่า “ตรีคชา” เป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลเจริญศิริกุล พ่อของผมที่ใครต่อใครเรียกว่าเจ้าสัวคชา เป็นเจ้าของศิริกรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศ กิจการของครอบครัวผมคือห้างสรรพสินค้าและ บ.อสังหาริมทรัพย์หลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ
เมื่อก่อนพ่อเป็นผู้ดูแลกิจการร่วมกันกับพี่ชายของผม แต่ตอนนี้เหลือแค่พ่อและผมที่ถูกเรียกตัวกลับจากอเมริกามาเพื่อสานต่อกิจการหลังจากที่พี่ชายผมเสียชีวิตไป แม้จะไม่ได้ชอบงานทื่ทำอยู่เท่าไหร่ แต่ผมก็เลือกไม่ได้
ไม่เคยเลือกอะไรได้เลย...
ชีวิตที่มีแต่งาน งาน งานและงาน ช่างน่าเบื่อ จนกระทั่งเด็กคนนั้นเข้ามา...
“ถึงแล้วครับนาย”
ผมเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าด้านในเสื้อสูทก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนตึกสูง แสงไฟสว่างไสวไม่เคยหลับของโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงลิ่วยังคงเหมือนเดิมกับทุกทีที่มา
ผมได้แต่ถอนใจก่อนจะก้าวเท้าลงจากเบาะที่นั่งตอนหลังที่คนขับรถเปิดรอไว้ให้แล้ว
“ให้รอไหมครับ”
“ไม่ต้อง นายกลับเถอะ”
“แต่นี่ก็ดึกแล้ว จะค้างที่นี่เหรอครับ”
ผมพยักหน้า รับรู้ความห่วงใยจากแววตาคู่นั้นของคนเก่าแก่ที่ตอนนี้กลายมาเป็นคนขับรถประจำตัว
สนธยาอายุน้อยกว่าผมสองปี เขาเข้ามาอยู่ในรั้วเจริญศิริกุลตามลุงสันติผู้เป็นพ่อที่เป็นคนสนิทของพ่อผม ใครๆ ก็รู้ว่าพ่อผมไว้ใจลุงสันติมากกว่าใคร และเผื่อแผ่ความไว้ใจนี้มาที่ผมด้วยการส่งสนธยามาเป็นมือขวา แต่เขาก็นิสัยสมชื่อคือค่อนข้างอมทุกข์และเป็นคนเก็บงำความรู้สึก แต่ผมเข้าใจสนดีเพราะเขาก็ไม่ต่างจากผมที่มีชีวิตที่เลือกไม่ได้...
“เดี๋ยวก่อนสน”
“ครับ ”
สนธยาเดินอ้อมหลังรถกลับมายืนตรงหน้า “นายต้องการของใช้หรือว่าขาดเหลืออะไรผมจะได้กลับไปเอาที่บ้านให้”
“ไม่หรอก ไม่ได้จะเอาอะไร”
“งั้น…” สนธยามุ่นคิ้วครุ่นคิดแล้วเงยหน้าถาม “หรือว่านายยังติดใจเรื่องเด็กคนนั้น ผมจะให้คนตามสืบให้ดีไหมครับ”
ผมมองแววตากระตือรือร้นของเขาก็ได้แต่บอก “อืม... หาตัวมาตั้งนานบทจะเจอก็เจอง่ายดาย นายให้ใครไปตามสืบดูทีสิว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกใคร ทำไมพ่อฉันถึงให้บอกเรื่องครบสัญญา แล้วเด็กนั่นมีชีวิตประจำวันเป็นยังไง ทำอะไรบ้าง เรียนที่ไหนเอ่อ.,. แล้วก็คบใครอยู่”
“อ่อ... นายถามแบบนี้แสดงว่า...”
แม้น้ำเสียงจะอ้ำอึ้งแต่สีหน้าสนธยาแสดงออกชัดว่ารู้ทันจนผมเก้อ
“ฉันสนใจเด็กนั่น แล้วก็อยากรู้ด้วยว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นก่อนมาเจอฉัน”
“ครับนาย”
“แล้วเรื่องคืนนั้นระหว่างฉันกับเด็กนั่นก็อย่าให้ใครรู้แม้แต่ลุงสันติ เพราะถ้ารู้พ่อฉันก็ต้องรู้”
“ครับนาย”
“ดี ไปเถอะ”
ผมโบกมือพลางมองสนธยาที่ล่าถอยกลับไปที่รถแล้วมองรถเคลื่อนผ่านไปจนลับตาก่อนจะเหลือบมองไปที่ชั้นบนสุดของโรงพยาบาลที่เป็นห้องพักคนไข้ระดับวีไอพี
สำหรับผมแล้ว พ่อเป็นทั้งพ่อและแม่รวมถึงเป็นพี่น้อง เป็นทุกอย่างในชีวิตของผม อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างการทำธุรกิจ พ่อเป็นคนที่ผมรักและเคารพนับถืออย่างสุดใจ แต่ตอนนี้พ่อป่วยมากจนผมเริ่มกังวล
ถ้าหากพี่เอกกับพี่แก้วยังอยู่ ผมคงไม่ต้องมารับผิดชอบศิริกรุ๊ปและสามารถออกไปใช้ชีวิตตามใจปรารถนาของตัวเองได้ แต่มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน...
ผมเอื้อมมือหมุนลูกบิดประตูอย่างช้าๆ ไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดเข้าไปให้พ่อได้ยินเพราะป่านนี้พ่อคงหลับไปแล้ว
แต่ผมคิดผิด...
พ่อนั่งพิงหัวเตียงอ่านอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง ผมจึงเคาะประตูจากด้านในให้สัญญาณแล้วก้าวเข้ามาหา พ่อเงยหน้ามองผมด้วยแววตาเปี่ยมเมตตาเช่นเคย
“มาทำไมป่านนี้ล่ะเจ้าตรี”
“ผมมาดูว่าพ่อนอนรึยัง” ผมตอบพลางเหลือบมองสิ่งที่อยู่ในมือ พ่อจึงปิดมันแล้ววางลงข้างหมอนบนเตียงคนไข้
“นึกว่ามาดูว่าพ่อตายรึยัง”
“โธ่ พ่อครับ อย่าพูดแบบนี้”
ผมหมดคำจะพูด รู้ว่าพ่อพูดติดตลกไม่ให้ผมคิดมากกับเรื่องความเป็นความตายที่สุดท้ายก็คือเรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ปุถุชนทุกคนต้องเจอ แต่ผมฟังแล้วกลับถอนใจด้วยความอ่อนล้าก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้ามาข้างเตียงแล้วนั่งลง พ่อกระแอมเล็กน้อยขณะจ้องผม
“พ่อแค่พูดเล่น หรือว่าแกคิดถึงพ่อมาก”
“ก็ต้องคิดถึงสิครับ เป็นห่วงพ่อด้วย” ผมตอบเสียงอ่อย ถึงผมกับพ่อจะไม่ค่อยมีเวลาคุยกันมากเพราะต่างคนต่างยุ่ง แต่ผมก็พยายามให้เวลากับพ่อเสมอเท่าที่ทำได้
“แล้วลูกเราล่ะ”
“อยู่กับพี่เลี้ยงครับ”
“คราวหน้าก็ไม่ต้องมาหาพ่อตอนดึกๆ อีก กลับไปดูแลนาราเถอะ”
“ครับพ่อ” ผมตอบสั้นๆ แล้วชั่งใจอยู่ว่าจะพูดเรื่องเด็กนั่นดีหรือไม่ แต่พ่อเหมือนจะรู้ใจ
“แกไปหาอากงสมศักดิ์ให้พ่อแล้วใช่ไหม”
“ครับ”
“แล้วเจอเด็กคนนั้นไหม”
พ่อถามไม่พอยังจ้องผมราวกับลุ้นรอคำตอบ
“พ่อหมายถึงเด็กหลานอากงนั่นเหรอครับ”
“สิบเก้าปีก็ไม่เด็กแล้วนา”
“ก็ยังถือว่าเด็กมากอยู่ดีครับ” ผมตอบพ่อไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเพราะยังกรุ่นๆ ที่คุยกับเด็กนั่นเมื่อค่ำ
