6 : คนปากเสีย
เขายิ้มเยาะแล้วปิดประตูรถขึ้นไปนั่งหน้าตั้งเชิดอยู่ที่เบาะหลัง ผมถึงกับลืมตัวกระชากประตูที่กำลังจะปิดแล้วตะคอกถาม “บอกมาว่ากล้าดียังไงมาพูดกับผมแบบนี้!”
“นิสัยมุทะลุไม่สมกับหน้าตาเลยนะ”
“เฮ้ย! คุณ หลอกด่าผมอีกแล้ว”
“ฉันแค่พูดถึงนิสัย ไม่ได้ด่านายสักคำเลยไอ้หนู”
ไอ้หนูอีกแล้ว!
โว้ย!
ผมนี่แทบว้ากหลังจากที่เขายักคิ้วให้ผม ไอ้ที่บอกว่าหล่อ เพอร์เฟค โคตรเทพเจ้ากรีกอะไรใดใดเก็บกลับไปให้หมดเลย ผมจะถือว่าไม่ได้พูด ไม่ควรมองเขาในแง่ดีได้จริงๆ
“เอาน่า เจ้าคี ผู้ใหญ่สั่งสอนถือว่าผู้ใหญ่เอ็นดู” ปู่ตัดบทไม่พอยังส่งสายตาดุมาอีก
“ปู่อะ”
“เจ้าคี” ปู่ลากเสียงปรามไม่พอทำตาดุใส่ ผมก็เลยได้แต่หน้าง้ำไม่พอใจ
“ก็ได้ฮะ”
แค่นั้นเขาก็ยื่นนามบัตรมาให้ผมพร้อมกับยกยิ้มมุมปากที่เห็นแล้วแบบโคตรกวนเลย ผู้ใหญ่อะไรแบบนี้
ผมนึกค่อนดวงหน้าคมคายของคนที่ปรายตามองผมอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ก็เห็นอยู่ว่าปู่ผมไม่ค่อยสบายก็ยังใช้งานคนแก่เข้าใจน่ะ มันก็เข้าใจอยู่ แต่มันก็อดคิดไม่ได้เพราะเป็นห่วงปู่กลัวจะหักโหมเกินไป
เฮ้อ!
ผมเหรอจะทัดทานความดื้อของปู่ได้ คงเพราะคำว่าบุญคุณมันค้ำคอแหงๆ
รถคันยาวของเขาเคลื่อนออกไปข้างหน้าเล็กน้อยหลังจากถูกรถที่ตามหลังเข้ามาในซอยบีบแตรไล่ เขาหันมาส่งยิ้มยียวนแล้วทำปากขมุบขมิบก่อนจาก ผมอ่านริมฝีปากของเขาที่ล้อเลียนผมว่าไอ้หนูแล้วก็หงุดหงิดเป็นบ้า
ฝากไว้ก่อนเถอะ!
“เข้าบ้านกันเหอะปู่”
“ไปสิ” ปู่ตอบเสียงอ่อย สายตายังมองตามหลังรถคันนั้นไปเหมือนอาลัยอาวรณ์เสียเต็มประดา
ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กับปู่ยังไง คงเป็นเรื่องความเป็นมาแต่หนหลังกระมัง ผมเคยได้ยินว่าปู่ได้ร้านนี้มาเพราะผู้มีพระคุณ ก็คงไม่พ้นพ่อของหมอนั่น
ผมเข้าประคองปู่ที่จู่ๆ ก็โงนเงนอีก ปู่เงยหน้ามองผมแววตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ยื่นมือสั่นเทามาให้ผมประคองพาเข้าบ้าน
“ปู่จะเช็คไซส์คุณท่านกับแพทเทิร์นเก่าก่อน แกไปหาแพทเทิร์นคุณท่านให้ทีสิ”
“แล้วคุณท่านของปู่ชื่ออะไรเหรอ”
“เจ้าสัวคชา เจริญศิริกุล แกหาในถุงแดง ตัวอักษร กขค. ที่ปู่แยกไว้นะ”
“ถุงแดงนี่ตั้งแต่ปี 61 แล้วนะปู่ นานขนาดนั้น ปู่ยังเก็บไว้อยู่เหรอ”
“เก็บสิ ของผู้มีพระคุณ กี่สิบปีก็ต้องเก็บ”
“เขามีบุญคุณอะไรกับเราเหรอฮะปู่” ผมหยั่งเชิงดูเผื่อปู่จะเล่า แต่ก็ตามเคย ปู่ไม่ปริปากสักคำกลับเสไปเรื่องอื่นแทน
“เร็วๆ สิ เวลาไม่รอท่า ช้าไปวินาทีเดียวเราอาจแก้ไขไม่ได้ไปตลอดชีวิตนะเจ้าคี”
“งั้นปู่รอแป๊บ ผมไปหาให้”
ผมกุลีกุจอไปที่ชั้นเหล็กหลังบ้านที่ปู่ใช้เป็นที่เก็บแพทเทิร์นของลูกค้า เมื่อก่อนตอนกิจการของปู่รุ่งเรือง มีลูกจ้างตัดผ้า เย็บผ้าหลายคน การทำงานค่อนข้างเป็นระบบ แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ตั้งแต่ก่อนโควิดกิจการก็ซบเซาคงเพราะคนจับจ่ายใช้สอยน้อยลงและหันไปหาเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีขายหลากหลายในเว็บไซด์ออนไลน์มากกว่า
ตอนนี้ก็เลยเหลือปู่ที่ทำคนเดียว โดยมีผมเป็นลูกมือที่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ผมหวังว่าสักวันจะหางานดีๆ ทำได้เมื่อนั้นผมจะขอให้ปู่หยุดทำร้านและพักผ่อนเสียที
“ได้รึยังเจ้าคี”
“ได้แล้วๆ”
ผมรับปากปู่ส่งเดชเพราะมัวแต่คิดนั่นนี่ กว่าจะเจอปู่ก็เดินมาตามพอดี
“เฮ้อ เรานี่นะเจ้าคี ทำอะไรให้มันตั้งใจหน่อย”
“ก็ผมหาอยู่ แต่นี่เจอแล้วฮะ”
ผมชูม้วนแพทเทิร์นกระดาษขาวเก่าจนแทบจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นส่งให้ ปู่รับไปไม่พูดไม่จาตรงไปที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่มุมห้อง รีดแพทเทิร์นกับเตารีดโบราณเก่าคร่ำคร่าแล้วขมักเขม้นกับมัน โดยที่ผมได้แต่มองเพราะช่วยอะไรไม่ได้
เฮ้อ รู้สึกแย่ชะมัด!
ผมนึกอะไรได้ก็เลยล้วงนามบัตรในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูแล้วก็ต้องเบ้หน้าด้วยความหมั่นไส้
“ตรีคชา เจริญศิริกุล ชื่อก็เพราะดี ตรีคชา นายสามช้าง หรือนายช้างสามตัว หรือนายแรงช้างยกกำลังสามกันแน่”
ผมสลัดชื่อหมอนั่นออกจากหัวสมองไม่หลุดเลย ทำไมผมต้องจำชื่อเขาเหมือนเคยได้ยินมาจากไหนสักที่กันนะ
“แกว่าอะไรเขาอีกล่ะ เจ้าคี”
“เปล่านะปู่ ผมยังไมได้ว่าอะไรคุณหนูของปู่เลย”
ผมปฏิเสธแต่ไขว้นิ้วชี้กับนิ้วกลางไว้ด้านหลัง ก็ไม่ได้ว่าแค่นินทาออกสื่อนิดหน่อยแค่นั้น แต่นินทาเขาในใจเยอะเลยน่ะสิ
ก็ใครใช้ให้เขาทำให้ผมหมั่นไส้ล่ะ!
ผมขี้เกียจให้ปู่ถามต่อจึงเลี่ยงเข้าห้องไป แต่ก็ยังมีหมอนั่นอยู่ในความคิดชนิดสลัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุดสักที
ความรู้สึกคุ้นเคยนี้มันคืออะไรกันแน่นะ...
