5 : ไม่ถูกชะตา
มีเรื่องอะไรหนักหนาที่ผมยังไม่รู้รึเปล่า...
ผมไม่เข้าใจภาษากายของปู่ที่แสดงออกมาตอนนี้ จะบอกว่าตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นปู่สายไฟต์ในโหมดพินอบพิเทาแบบนี้มาก่อน
ผมสังเกตว่าปู่ดูสีหน้าไม่ดี หลบตาผม แล้วก็ดูอ่อนแรงจนผมต้องประคอง แต่นายตรีอะไรนั่นที่กลับคุยกับปู่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงพลังทั้งที่สีหน้าเรียบเฉยในที
“อากงไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ เอาเป็นว่าแล้วแต่อากงจัดการได้เลย อย่างน้อยพ่อจะได้ใส่สูทจากร้านที่ปู่รักที่สุดออกจากโรงพยาบาลเป็นครั้งสุดท้าย”
ครั้งสุดท้าย?
ผมทวนคำในใจ นึกอยู่ว่าคำพูดของเขาแปลกๆ และปู่ของผมก็มีสีหน้าแปลกพอกัน
“คุณตรีจะบอกว่าคุณท่านไม่ไหวแล้ว...”
“ไม่เชิงครับ แต่พวกเรามีเวลาไม่มากแล้ว”
“แล้วมีเวลาให้ผมทำกี่วัน” ปู่ถามเสียงสั่น
จากที่เซจนผมต้องประคองอยู่ ปู่ก็ยิ่งทรุดจนผมต้องเอาเก้าอี้มาวางให้นั่ง ผมเห็นขาปู่สั่นเทา มือที่จับแขนผมสั่นระริกชื้นไปด้วยเหงื่อ ผมได้แต่นิ่งงัน
“ผมขอด่วนที่สุด อย่างช้าไม่เกินคืนพรุ่งนี้จะให้คนมารับชุดได้ไหมครับ”
“ได้ๆ ผมจะพยายาม”
“ผมขอโทษที่ต้องมารบกวนอากง แต่ผมอยากให้คุณพ่อใส่วันออกจากโรงพยาบาลจริงๆ” เขาตอบหน้านิ่ง
ผมลอบมองหน้าเขาและพบว่าดวงตาของเขาหลุบต่ำมีน้ำตาคลออยู่ในนั้น มือของเขาสั่นเล็กน้อยแต่ครู่เดียวก็กลับมาปกติ
“หากโชคดี เราอาจยื้อเวลาต่อไปได้อีกสักนิดครับ พ่ออยากให้เรื่องนั้นเรียบร้อยก่อนด้วย”
“โธ่ คุณท่าน ผมรับปากว่าจะทำให้ดีที่สุด”
ปู่ถอนหายใจหนักหน่วงรีบลุกขึ้นปล่อยมือที่เกาะแขนผมแล้วหันหลังจะเข้าไปข้างในแต่ดูเหมือนแข้งขาที่ไม่ค่อยจะดีเดินยังไม่ค่อยจะตรงทางอยู่แล้วของปู่ จู่ๆ ก็ทรุดราวหมดเรี่ยวแรง ดีที่เราสองคนพยุงปู่คนละข้างได้ทัน
เราสองคน...
หมายถึงผมกับนายหน้านิ่งพยักหน้าให้กันโดยไม่ได้นัดหมาย เขาอาศัยแรงเยอะกว่าพยุงปู่ไปนั่งที่เก้าอี้เอนประจำตัว แล้วก็เอาพัดเก่าๆ ของปู่ที่วางบนโต๊ะหน้าทีวีมาพัดให้อย่างคล่องแคล่ว เป็นผมเองซะอีกที่ไม่รู้จะจัดการยังไงเพราะไม่เคยเห็นปู่เป็นแบบนี้ กระทั่งเขาเอาศอกสะกิดผมถึงรู้ตัว
“นายมียาหอมไหม”
“ยาหอมเหรอ คุณจะเอาไปทำไม”
“ก็ไม่เห็นเหรอว่าปู่นายจะเป็นลม”
“เห็นๆ เอาอะไรดี ปู่ผมมีหมด ยาหอม ยาลม ยาดม ยาหม่อง เออ ยาลมตราหมออ๋องท้ายตลาดปู่ใช้ประจำ” ผมทวนคำไปพลางนึกไปพลางแล้วพยักหน้าบอก “รอเดี๋ยวนะ คุณ ผมฝากปู่ก่อนนะ”
“อืม เร็วๆ ล่ะ” เขาพยักเพยิดไล่
“มะ ไม่ต้องหรอกเจ้าคี”
ปู่คว้าข้อมือผมไว้ แต่เขาพยักเพยิดให้ ผมก็เลยปลิดมือปู่ออก “แป๊บนะปู่ เดี๋ยวผมมา”
“แต่ปู่เกรงใจคุณตรี” ปู่ตอบเสียงเครือเหมือนคนหายใจไม่ทั่วท้อง
“ไม่เป็นไรครับอากง”
เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงดูอ่อนโยนกว่าตอนพูดกับผมมากเลย แต่ผมไม่สนใจหรอก!
ผมรีบถลันวิ่งไปที่ครัว หยิบขวดยาลมเก่าๆ ของปู่มาเทประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่ของแก้วแล้วรินน้ำอุ่นในกา คนจนละลายเข้ากันแล้วรีบวิ่งเอามาให้ปู่ทันที
“มาปู่ อ้าปาก ค่อยๆ จิบนะ น้ำอุ่นไปหน่อยแต่ผมว่าไม่ร้อนปู่กินได้”
ผมพยุงปู่ขึ้นนิดนึงแล้วจ่อแก้วที่ริมฝีปากสั่นเทาห่อเหี่ยว แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกใจคนมองคงเพราะท่าทางเงอะงะของผม ก็คนมันตกใจ
“นายดูแลคนแก่ยังไงเนี่ย เอามานี่มา”
“เอ๊ะ! คุณ ผมทำเอง”
“ไม่ต้องเลย”
จู่ๆ เขาก็แย่งแก้วจากมือผมไปแล้วป้อนให้ปู่หน้าตาเฉย ผมฉุนนะแต่ดูที่เขาทำแล้วทำไมอ่อนโยนจัง
“น้ำอุ่นไปสักนิด อากงค่อยๆ จิบนะครับ”
“ปู่เกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ”
เขาปลอบพลางยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากทำให้ปู่ค่อยๆ จิบยาลมตามที่เขาบอกโดยที่ผมที่เป็นหลานแท้ๆ ได้แค่มอง พอหมดแก้ว เขาก็ปรายตาดุใส่จนผมสะดุ้ง
“นายเอาไปเก็บ”
“เค”
“เคแล้วก็รับไปดิ”
เขายื่นแก้วให้ ผมรับมาอย่างลืมตัวที่คิดว่าทำไมคนคนนี้ถึงอ่อนโยนจังผมขอถอนคำพูด เขาอ่อนโยนกับปู่แต่กับผมกลับพูดจาเชือดเฉือน
แต่ก็ช่างเถอะ…
อย่างน้อยหน้าที่ดูหนาราวซีเมนต์แทนที่จะงดงามเหมือนรูปสลักนั่นก็เหมือนจะมีรอยยิ้มนิดๆ ตอนที่ฟังคำขอบคุณจากปู่ของผมล่ะ
ปู่นั่งพักครู่หนึ่งก็อาการดีขึ้น คนหน้านิ่งจึงขอตัวกลับ ผมพยุงปู่เดินตามไปส่งร่ำลากัน เขาปรายตาคมกริบมองผมแวบหนึ่งแล้วจึงเปิดประตูขึ้นนั่งที่ตอนหลังของรถคันยาว แล้วชะโงกหน้าออกมาพูดกับปู่
“ผมเกรงใจอากงถ้าหากว่าทำไม่ไหว ผมก็ไม่อยากเร่งขนาดนั้น...”
“ไม่เป็นไรหรอกคุณหนู ผมทำไหว”
“ไหวแน่นะครับ”
“ไหวๆ ทำให้ผู้มีพระคุณทั้งที พรุ่งนี้ค่ำผมจะให้เจ้าคีเอาไปส่งให้ถึงมือคุณที่โรงพยาบาลทันทีที่เสร็จเลย”
“อย่างนั้นก็ได้ครับ” เขาตอบปู่แล้วยื่นนามบัตรมาที่หน้าผม “พรุ่งนี้นายไปถึงโรงพยาบาลค่อยโทรหาก็แล้วกัน”
“เค” ผมตอบสั้นๆ ขี้เกียจเสวนา กำลังจะหยิบนามบัตรจากมือก็ถูกเขาดึงกลับต่อหน้าเฉยเลย
“เคบ้านนายดิ พูดจาให้มีสัมมาคารวะหน่อย”
“ก็ผมจะพูดทำไม”
“เป็นเด็กเป็นเล็ก”
“ผมไม่ใช่ลูกน้องคุณนี่ จะต้องมาพูดจาดีเดออะไรกัน ไม่ได้เป็นพ่อ”
“ก็ไม่ได้อยากเป็นพ่อ แต่อยากเป็น...”
ผมตัวชาเพราะคำสุดท้ายที่เขาโน้มหน้ามากระซิบบอกข้างหู ผมงี้หน้าชา ดีนะที่ปู่ไม่ทันได้ยิน
ไอ้เชี่ยเอ๊ย!
อยากเป็นผัวเหรอ!
ผัวไร!
เขากล้ามาดูถูกผมถึงบ้านขนาดนี้!
“คุณหมายความว่าไง!” ผมเข่นเขี้ยวกระซิบถาม
“ก็แล้วแต่นายจะคิด”
