บท
ตั้งค่า

4 : หนูสกปรก

จู่ๆ เขาก็ถอดแว่นกันแดดออก ผมไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตะลึงกับใบหน้าหล่อเหลาของเขา จนกระทั่งคนขับรถที่สวมสูทเหมือนเจ้านายเพียงแต่ไม่ใส่แว่นดำก้าวมายืนข้างๆ แล้วค้อมตัวลงถามผู้เป็นนาย ผมถึงรู้สึกตัว

“นายครับ... เด็กคนนี้ใช่ไหม...”

“อืม... เจ้าหนูสกปรกตัวนั้นล่ะ”

หนูสกปรก?

พูดถึงใครวะ!

ผมนิ่วหน้า จ้องเขม็งที่ชายร่างใหญ่ทั้งสอง พวกเขาพูดอะไรที่รู้กันแค่สองคนแล้วเขม้นมองมาที่ผม

“ในที่สุดนายก็หาเจอจนได้ ผมดีใจด้วยนะครับ”

คนขับพูดราวกับโล่งอก แต่ผมนี่สิเลือดขึ้นหน้า ไม่รู้ว่าที่เขาสองคนพูดว่าหนูสกปรกอะไรนั่นหมายถึงผมหรือเปล่า แต่ดูจากสีหน้ากระอักกระอ่วนของคนขับรถที่สบตาผมแล้วมันจะเป็นใครไปได้นอกจากผมคนเดียวที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้

กล้าดียังไงมาหมิ่นประมาทกันถึงหน้าบ้านเนี่ย!

“ใครคือหนูสกปรกของคุณ!” ผมตะคอกถามหมอนั่นและเขาก็ยกยิ้มกวนชี้นิ้วมาที่ผมจริงๆ

“นายไง”

“เฮ้ย! คุณจะบ้าเหรอ ผมนี่นะ!”

“โลกกลมจริงๆ เลย เจ้าหนู” เขาพูดเยาะๆ ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ เดินอ้อมมาหน้ารถ

ผมมองตามตาขวางกว่าจะสังเกตว่าเขาสูงกว่าผมมาก ทั้งที่เป็นผู้ชายเหมือนกันแต่ความสูงของผมแค่ไหล่ของเขาเท่านั้น ผมพยายามยืดอกไม่ให้ตัวเองดูเล็กดูหงอ ไม่ให้เขาข่มเอาได้ แต่ดูเหมือนเขาจะรู้ทัน

ผมแทบเสียอาการเพราะท่าทางยียวนกวนประสาท นี่ถ้าคนขับรถไม่เข้ามาขวาง ผมจะบวกสักทีสองทีให้มันรู้ไป

“ทางนี้ผมจัดการเอง”

“อืม... ฝากด้วยล่ะ”

“ครับ”

ผู้เป็นนายพยักหน้าแต่ไม่วายจ้องผมแวบหนึ่งก่อนเดินไปหยุดยืนหน้าประตูร้านที่เปิดค้างอยู่ ผมรีบเข้าขวาง

“มาตัดสูทเหรอ”

“เปล่า”

“งั้นก็มารับสูท”

“เปล่า”

เอ๊ะ! อะไรก็เปล่าๆ แล้วมาทำไม!

คนขับรถแทรกตัวขวางแล้วถาม “เรามาที่นี่เพราะต้องการพบอากงสมศักดิ์ นี่ใช่บ้านของอากงไหม”

“ชะ ใช่ ที่นี่แหละ” คราวนี้ผมไปต่อไม่ถูกเพราะเขารู้ชื่อปู่ ก็แสดงว่ารู้จักกัน “พวกคุณมาหาปู่ผมเหรอฮะ”

“อากงเป็นปู่นาย?”

“อือ...”

“งั้นนายก็เป็นหลานอากง”

ผมพยักหน้าทันทีรีบตอบ “ใช่ หลานชายคนเดียวด้วย”

“แล้วอากงอยู่ไหม”

“อยู่”

“เราอยากขอพบอากงหน่อย”

“พบทำไม”

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

คราวนี้คนเป็นนายตอบห้วน ผมก็ชักจะฉุนเข้าแล้ว

“ปู่ไม่ว่าง มีอะไรก็คุยกับผมได้ ผมเป็นว่าที่เจ้าของร้านสูททันสมัยร้านนี้แหละ”

“นายนี่นะ”

เขาหัวเราะในลำคอไม่พอยังกระตุกยิ้มเยาะอีก ผมเริ่มหงุดหงิดแต่เสียงลากรองเท้าแตะที่ดังใกล้เข้ามาจากด้านหลัง ทำให้ผมรู้ว่าปู่มา ผมจึงรีบหันไปดัก

“ปู่! มีคนมาหาปู่ แต่ผมบอกว่าวันนี้ร้านปิด”

“ไหนๆ ลูกค้ามาแต่เช้าเลยเรอะ เข้ามาๆ วันนี้ร้านเปิดตลอดไม่ปิด”

เอ้า!

ก็เมื่อกี้ปู่ยังบอกให้ผมปิดร้านให้ เพราะปู่ทำงานดึกเปิดร้านไม่ไหวอยู่เลย แต่ท่าทางที่ดูดีใจของปู่ทำให้ผมชะงัก

“ไหนใครมา”

“นั่น” ผมชี้ไปที่ผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่หน้ารถเก๋งยาวเฟื้อยคันนั้น

“คนนั้นไงปู่ มากับรถเก๋งคันยาวเบ้อเร่อเลย”

ปู่มองข้ามหัวผมไปยังเป้าหมาย แล้วสีหน้าของปู่ก็แสดงความตื่นเต้นออกมาจนผมต้องมองตาม

“คุณหนู!”

“ใครคุณหนูเหรอปู่”

“เอ่อ... ปะ เปล่า เขาชื่อคุณตรี”

ผมสังเกตเห็นปู่น้ำตาคลอเบ้าขณะมองคนคนขี้เก๊กก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า เขาค้อมหัวคำนับปู่แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมสังเกตเห็นหน้าเขาเต็มตา

โคตรหล่อ!

ผู้ชายตัวสูงน่าจะเกือบร้อยเก้าสิบเซ็นต์รูปร่างผอมเพรียวสวมชุดสูทสีดำเนี๊ยบกริบ ขาที่ดูยาวกว่าผมเกือบเท่านั้น ทำให้ผมดูเหมือนคนแคระไปเลยเมื่อเขาหยุดอยู่ตรงหน้า แทนที่เขาจะสนใจคนที่มาหาอย่างปู่ แต่ผมรู้สึกว่าสายตาเขากำลังจับจ้องมายังผมอีกแล้ว

ทำไมแววตาของเขาคุ้นๆ มันทำให้ผมรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาวจัง!

เขาจ้องผมจริงๆ

จริงๆ

ผมไม่ได้คิดไปเอง...

ผมเห็นปู่ตัวสั่นเทิ้มขณะเข้าสวมกอดคนตรงหน้าผมครู่หนึ่งจึงถอยหลังออกมายืนเคียงข้างผม ไม่พอยังจับหัวผมกดค้อมต่ำอีก

“สวัสดีสิเจ้าคี”

“อะ อะไรนะปู่!” ผมถูกปู่กดหัวก้มต่ำจนเห็นรองเท้าหนังมันปลาบสีดำหัวแหลมของหมอนั่นปรากฏแก่สายตา ผมได้แต่เบะปากด้วยความหมั่นไส้ที่เจ้าของรองเท้าหัวเราะในลำคอให้ผมได้ยินอีก

“หัวเราะอะไร!” ผมโพล่ง แต่พอเหลือบมองปู่ก็เห็นแววตาเขียวปัดจึงได้แต่ยิ้มแหย แล้วปู่ก็กระตุกแขนผมอีก

“เจ้าคีอย่าเสียมารยาท”

“ผมเปล่าเสียมารยาทนะปู่” ผมตัดพ้อปู่สีหน้าสีตาบ่งบอกความไม่พอใจสุดๆ จนปู่ส่งสายตาดุอีก

“เงียบเลย! เด็กนี่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงอย่าถือสาแกเลยนะครับคุณตรี”

เอ๊า!

เขาเป็นใคร ใหญ่มาจากไหนวะ!

ผมไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าเถียงปู่ ยิ่งเห็นสายตาคมกริบที่จ้องมาด้วยแล้วยิ่งขัดใจ แต่ผมก็ต้องนิ่งดูเชิงไว้ก่อน

“ว่าแต่วันนี้คุณตรีมีธุระอะไร หรือว่าจะมาตัดสูทครับ” ปู่ถาม

“ผมอยากให้อากงสมศักดิ์ช่วยตัดสูทชุดใหม่ให้พ่อสักชุดเอาไว้ใส่วันที่ออกจากโรงพยาบาลครับ”

คนตัวสูงสง่าอย่างกับรูปปั้นเทพเจ้ากรีกพูดยาวเป็นครั้งแรกแต่น้ำเสียงของเขาแฝงความกังกลอยู่จนผมที่ฟังยังรู้สึกได้ แล้วปู่จะไม่รู้สึกได้ไง

“ได้สิๆ แสดงว่าคุณท่านต้องอาการดีขึ้นแล้วแน่ๆ หรือท่านสั่งว่าอยากได้สีไหนเป็นพิเศษรึเปล่าครับ”

“พ่อบอกว่าแล้วแต่อากงเลือกให้ครับ” เขาตอบแค่นั้นก็สบตาปู่ของผมนิ่ง “แต่มีอีกเรื่องที่พ่อให้ผมมาหาอากง”

ปู่ผงะหน้าถอดสีทันที

“ระ หรือว่าเรื่องสัญญา”

“ปีหน้าจะครบกำหนดแล้วครับ”

“จริงสิ จะยี่สิบปีแล้วนี่”

ปู่พึมพำสีหน้ากังวลไม่พอยังหลบตา ผมมองปู่สลับกับหมอนั่นที่เพียงแค่ยิ้มมุมปากก็น่าหมั่นไส้ด้วยความรู้สึกแปลกๆ

สัญญาอะไรกัน...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel