2.2 ไม่กลับไปอีกแล้ว
ถ้อยคำพูดที่แสดงถึงความจริงใจที่เพื่อนมีให้ทำให้พสิการ้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง เพราะตั้งแต่พ่อแม่เสียไป
นอกจากปุณณวิช เธอแทบไม่มีใครแล้ว
ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีครอบครัวให้พึ่งและคนเดียวที่เธอเคยคิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต กลับเป็นคนที่ทำให้เธอต้องอุ้มลูกหนีออกมาตอนเวลาเที่ยงคืน
“ขอบใจนะวุ้น ขอบใจจริง ๆ ซีนไม่เหลือใครให้พึ่งพาแล้วจริง ๆ” เธอโถมเข้ากอดเพื่อน ซบหน้ากับบ่าเล็ก หลั่งน้ำตาออกมาไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นดังแผ่ว
วาสินีคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอไว้ใจและหวังฝากชีวิตล้มเหลวของตนเองไว้ชั่วคราวและเธอหวังว่า
ชีวิตต่อจากนี้…ที่ไม่มีปุณณวิช
มันจะดีกว่าเดิมหรือไม่ก็…ไม่แย่กว่าที่เป็นอยู่
ในเวลาเดียวกัน บ้านหลังใหญ่กลับเงียบงันจนชวนอึดอัด ปุณณวิชเดินวนอยู่ในห้องลูกเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าซีดเซียว
เขาเปิดตู้เสื้อผ้าของภรรยาก่อนจะหยุดนิ่ง เสื้อผ้ายังคงอยู่ รองเท้ายังคงอยู่ กระเป๋าแบรนด์เนมที่เขาเคยซื้อให้ยังอยู่ เครื่องประดับยังอยู่ครบ เครื่องสำอางยังวางเรียงอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรหายไปสักชิ้น ไม่มีเลย
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หัวใจค่อย ๆ จมดิ่ง
เพราะเขารู้ดีว่ามันหมายความว่าอะไร เธอไม่ได้หนีเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เธอไม่ได้ประชด เธอไม่ได้จะกลับมาในวันรุ่งขึ้น เพราะคนที่คิดจะกลับมาย่อมต้องเก็บเสื้อผ้าไปบ้าง แต่พสิกาไม่เอาอะไรไปเลย ยกเว้น...ลูก
ขวดนม เครื่องปั๊มนมและเอกสารสำคัญเท่านั้น
ทุกอย่างที่เธอเอาไปคือสิ่งจำเป็นสำหรับลูก ไม่มีอะไรที่เป็นของเธอเลย
ร่างสูงเพรียวทรุดนั่งลงบนพื้น มือยกขึ้นปิดหน้า ลมหายใจสั่นไหว เขาย้อนนึกถึงคำพูดของภรรยา
คำพูดที่เคยคิดว่าไม่มีวันเกิดขึ้น
‘ถ้าวันไหนซีนเดินออกจากบ้าน แปลว่าซีนคิดดีแล้ว’ ตอนนั้นเขาหัวเราะ คิดว่าไม่มีทาง เพราะพสิการักเขามาก รักจนยอมเสียสละทุกอย่าง
แต่คืนนี้...เขาเพิ่งรู้ว่า คนที่รักมากที่สุด เวลาเจ็บที่สุด ก็มักเดินจากไปอย่างเงียบที่สุดเช่นกัน
กลิ่นแป้งเด็กยังลอยอยู่จาง ๆ เปลเด็กยังโยกเบา ๆ จากแรงที่เขาเผลอชนเมื่อครู่ ของเล่นชิ้นเล็กวางอยู่บนพื้น
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ยกเว้นเจ้าของมัน
สายตาเขาเหลือบไปเห็นผ้าอ้อมผืนเล็กที่พาดอยู่บนที่พักแขนเก้าอี้ ผ้าอ้อมที่ลูกเพิ่งใช้เมื่อเช้า
เขาเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา มือใหญ่กำผ้าผืนนั้นแน่นก่อนทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของลูกยังติดอยู่ กลิ่นแป้งเด็ก กลิ่นน้ำนม กลิ่นที่เขาหลงรักตั้งแต่วันแรกที่ได้อุ้มลูก หัวใจของชายหนุ่มแตกสลาย
“ซัมเมอร์...” เสียงแหบพร่าหลุดออกมา เขาก้มหน้าลงจนคางชิดอก กอดผ้าอ้อมผืนนั้นไว้แน่นราวกับเป็นลูกจริง ๆ แล้วภาพลูกสาวกับภรรยาก็วาบเข้ามาในความคิด เด็กตัวเล็กที่ยิ้มให้เขา ภรรยาที่อุ้มลูกมารอหน้าประตูทุกเย็น ครอบครัวเล็ก ๆ ที่เคยอบอุ่น
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนผ้าอ้อม ตามด้วยอีกหยดและอีกหยด จนในที่สุด เขาก็ร้องไห้ออกมา
ร้องไห้เหมือนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
เขาไม่รู้ว่าพสิกาอยู่ที่ไหน ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน
พ่อแม่ของเธอเสียไปหมดแล้ว บ้านหลังเดิมที่เธอเคยอยู่ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็ขายไปนานแล้ว
ส่วนเพื่อนของเธอ...เขาแทบไม่รู้จักใครเลย
เพราะเป็นเขาเอง ที่เคยขอให้พสิกาลาออกจากงาน เคยบอกว่าอยากให้เธออยู่บ้าน ดูแลลูก ดูแลเขา
จนสุดท้าย…
โลกทั้งใบของเธอเหลือเพียงเขาคนเดียว
ปุณณวิชซบหน้ากับผ้าอ้อมในมือ ไหล่กว้างสั่นสะเทือนด้วยแรงสะอื้นไห้ ความเงียบของบ้านยิ่งทำให้หัวใจเจ็บปวดมากขึ้น เขาไม่เคยนอกใจพสิกาเลย
ไม่เคยแม้แต่จะคิด แต่เขายอมรับว่าทำผิด
ผิดที่โกหก ผิดที่ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนที่เขารักและรักเขามากที่สุด