2.1 ไม่กลับไปอีกแล้ว
ฝนโปรยลงมาเบา ๆ ในเวลาเกือบตีหนึ่ง
แสงไฟจากถนนสะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างรถแท็กซี่เป็นเงาพร่ามัว พสิกานั่งเงียบอยู่เบาะหลัง อ้อมแขนกอดลูกน้อยวัยสองเดือนแนบอก ดวงตายังแดงช้ำจากการร้องไห้ เปลือกตาบวมจนหนักอึ้ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีน้ำตาเหลือให้ไหลอีกแล้ว
ความเจ็บปวดบางครั้งก็ทำให้ร้องไห้อย่างหนักและเมื่อมันเจ็บมากเกินไป
สิ่งที่เหลืออยู่กลายเป็นความว่างเปล่า
โทรศัพท์ในมือสั่นหลายครั้ง ชื่อของสามีปรากฏขึ้นบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า หญิงสาวมองมันนิ่ง ๆ
ก่อนกดตัดสายครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน
สุดท้าย…เธอก็เลือกปิดเครื่องไปเลย
ไม่อยากฟังคำอธิบาย ไม่อยากฟังคำแก้ตัว ไม่อยากฟังคำว่า “ขอโทษ” ทั้งที่ตั้งใจโกหก
รถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง
พสิกาสูดลมหายใจยืดยาวก่อนอุ้มลูกลงจากรถกระเป๋าสะพายใบเดียวพาดอยู่บนไหล่ ขวดนมและเครื่องปั๊มนมอยู่ในถุงผ้าใบเล็ก ทั้งหมดที่เธอมีในคืนนี้
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสิบห้า
ประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง มือที่กำลังจะยกเคาะประตูสั่นเล็กน้อย แต่ประตูห้องกลับเปิดออกเสียก่อนราวกับเจ้าของห้องยืนรออยู่แล้ว
“วุ้น”
เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้น ทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนสนิท สิ่งที่เธอพยายามเข้มแข็งมาตลอดทางก็พังลงทันที พสิกาเม้มปากแน่นพยายามข่มกลั้นไม่ให้เสียงสั่น แต่ดวงตาแดงก่ำสั่นระริกก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้ง
เจ้าของห้องคอนโดรีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นสภาพของเพื่อนสนิท เห็นหลานน้อยในอ้อมแขนเพื่อน เห็นกระเป๋าเพียงใบเดียว เห็นถุงผ้าเล็ก ๆ ที่ใส่ของใช้ลูกมาไม่กี่ชิ้น หัวใจของคนเป็นเพื่อนก็แทบแตกสลาย
“เข้าห้องก่อน” หญิงสาวไม่ถามอะไรเลย ไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ถามว่าทะเลาะกับสามีมาหรือเปล่า ไม่ถามว่าทำไมถึงมาถึงสภาพนี้ เธอเพียงเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วดึงเพื่อนเข้ามาข้างใน
ทันทีที่ประตูปิดลง
พสิกาก็ร้องไห้ออกมา ร้องไห้เหมือนคนที่อดกลั้นมาทั้งชีวิต ร่างบางสั่นสะท้าน หัวไหล่กระตุกแรง น้ำตาไหลอาบแก้ม วาสินีกอดเพื่อนไว้แน่น ปล่อยให้เธอร้อง
ปล่อยให้เธอระบายทุกอย่างออกมา โดยไม่พูดอะไรสักคำ เพราะบางครั้ง...คนที่กำลังเจ็บปวดที่สุด ไม่ได้ต้องการคำถาม แต่ต้องการแค่ใครสักคนที่อยู่ข้าง ๆ
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ พสิกาจึงค่อย ๆ สงบลงลูกน้อยถูกวางลงบนโซฟาตัวยาว เด็กตัวเล็กนอนหลับไม่รู้เรื่องอะไร แขนขาแผ่ออกตามประสาเด็กทารก
แก้มกลมนุ่มสีชมพู ปากเล็ก ๆ อูม ๆ ขยับเหมือนตอนที่จุ๊บเต้าแม่ พสิกานิ่งมองลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด น้ำตาเอ่อขึ้นอีกครั้ง
“ซัมเมอร์ไม่ควรต้องมาเจออะไรแบบนี้เลย...”
วาสินีนั่งลงข้าง ๆ เอื้อมมือไปลูบหลังเพื่อนเบา ๆ
“คนเช่าคนก่อนเพิ่งออกไปพอดี ซีนอยู่กับลูกที่นี่แหละ ไม่ต้องไปไหนแล้ว”
“เดี๋ยวซีนจ่ายค่าเช่าให้”
“ไม่ต้อง ๆ” หญิงสาวส่ายหน้าทันที เพื่อนกำลังลำบาก เธอไม่มีทางซ้ำเติมเพื่อน
“วุ้น...”
“วุ้นบอกว่าไม่ต้องไง” วาสินียังคงยืนยันหนักแน่นพลางมองหน้าเพื่อนสนิทกับหลานสาวตัวน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยบนโซฟา “อยู่ไปก่อน อยู่จนกว่าจะสบายใจจนกว่าซีนจะหาทางออกได้ เรื่องเงินค่อยว่ากันทีหลัง”
พสิกาก้มหน้าด้วยความละอายใจ ที่ต้องแบกหน้าอุ้มลูกมารบกวนเพื่อน น้ำสีใสกลิ้งอยู่ในดวงตาก่อนไหลรินลงมาเงียบ ๆ
วาสินีถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงก่อนยกมือเช็ดน้ำตาให้เพื่อน
“ฟังวุ้นนะซีน วุ้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับซีนและวุ้นจะไม่ถาม ถ้าซีนยังไม่พร้อมเล่า แต่วุ้นอยากให้ซีนรู้ไว้ว่า…” วาสินีจับมือพสิกาไว้พลางบีบเบา ๆ “...วุ้นอยู่ข้างซีนเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร วุ้นจะซัพพอร์ตซีนและวุ้นจะไม่ทิ้งซีนกับลูกเด็ดขาด”