1.2 บทนำ
“แม่ขอโทษนะคะซัมเมอร์...” เสียงสะอื้นดังแผ่ว แต่กลับเสียดแทงเข้าสู่ขั้วหัวใจเธอ “แม่ขอโทษ...”
หญิงสาวกอดลูกแน่นขึ้น หัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธออดทน เธอให้อภัย เธอพยายามเข้าใจทุกอย่าง แต่คืนนี้...
ความรู้สึกที่มีทั้งหมดได้พังลงไปแล้ว
พสิกานั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้นนานเกือบครึ่งชั่วโมงจนกระทั่งน้ำตาเริ่มแห้งเหือด ความเจ็บปวดค่อย ๆ กลายเป็นความว่างเปล่า
เธอสูดลมหายใจลึก ปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้น อุ้มลูกไปวางในเตียงคอกอย่างแผ่วเบา
เด็กน้อยขยับตัวนิดหน่อย แต่ยังไม่ตื่น หญิงสาวยืนมองลูกอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินไปที่ตู้เก็บของ
เธอไม่ได้หยิบเสื้อผ้า ไม่ได้หยิบเครื่องสำอาง ไม่ได้หยิบของมีค่า เพียงเปิดตู้เงียบ ๆ แล้วหยิบแค่ขวดนม เครื่องปั๊มนม เอกสารสำคัญของลูก สูติบัตร สมุดวัคซีนเอกสารส่วนตัวของตนเองและกระเป๋าสะพายใบหนึ่ง
...เท่านั้น
ไม่มีอะไรอีก เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของเธอ อยู่ในเตียงคอกแล้ว หญิงสาวกลับไปอุ้มลูกขึ้นมา เด็กน้อยซุกหน้าลงกับอกแม่ตามสัญชาตญาณ
ดวงตาของเธอร้อนผ่าวอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีน้ำตาแล้ว เหลือเพียงความเด็ดขาด
เธอเดินออกจากห้อง เดินผ่านห้องนั่งเล่น ผ่านรูปแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนัง ผ่านบ้านที่เคยคิดว่าจะเป็นบ้านตลอดชีวิต แล้วเปิดประตูออกไป
โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
เที่ยงคืนกว่า
รถยนต์สีดำแล่นเข้ามาจอดในโรงรถ ชายหนุ่มเดินลงจากรถ กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ติดตัวมา เขากดรหัสเปิดประตูบ้าน ก่อนเดินเข้าไปด้านใน
“ซีน” เสียงทุ้มเรียกตามปกติ แต่เจ้าของชื่อไม่ตอบรับ บ้านเงียบผิดปกติ ผิดปกติจนเขาขมวดคิ้วสงสัย
ปกติเวลานี้ภรรยามักนั่งให้นมลูกอยู่ในห้องเล็กหรือไม่ก็นอนเฝ้าลูก
“ปุณณวิช” ถอดรองเท้าแล้วเดินตรงไปยังห้องนั้น เปิดประตูเข้าไป ความว่างเปล่าต้อนรับเขาในทันที
ไม่มีภรรยา ไม่มีลูกสาวตัวน้อย
ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องปั๊มนมที่เคยได้ยินทุกคืนหัวใจของเขาหล่นวูบไปกองอยู่แทบเท้า
“ซีน” เขาเริ่มเดินหาทั่วบ้าน ห้องนอนใหญ่ ห้องน้ำห้องครัวรวมไปถึงสวนหลังบ้าน ไม่มีใครอยู่เลย ใบหน้าหล่อคมค่อย ๆ ปรากฏความเครียด ความไม่สบายใจเริ่มแทรกเข้ามา ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาภรรยา
สายแรก…ภรรยาไม่รับ
สายที่สอง…เธอก็ไม่รับอีกเช่นกัน
สายที่สาม…ถูกตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
หัวใจของเขาร่วงวูบ ความเย็นเยียบแล่นผ่านแผ่นหลังก่อนที่โทรศัพท์จะสั่นอีกครั้ง
ข้อความใหม่เด้งขึ้นมา
เขารีบกดเปิดดูและในวินาทีต่อมา...
ใบหน้าของชายหนุ่มก็ซีดเผือด เป็นภาพที่ถูกแคปหน้าจอส่งมา ภาพเดียวกับที่แฟนเก่าโพสต์ ภาพที่เขานั่งดื่มอยู่กับกลุ่มเพื่อนและมีผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างกาย
ไม่มีข้อความใด ๆ แนบมา ไม่มีคำด่าทอ ไม่มีคำถาม มีเพียงภาพนั้น แต่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตัดสินโทษไปเสียแล้ว
ลมหายใจของปุณณวิชติดขัด เพราะเขารู้ดี รู้ดีที่สุดว่าภรรยาเป็นคนอย่างไร เธอไม่ใช่ผู้หญิงประเภทโวยวาย ไม่ใช่คนชอบทะเลาะ ไม่ใช่คนที่จะตามอาละวาด
แต่เธอเคยพูดเอาไว้ครั้งหนึ่ง
ในวันที่เราทั้งคู่คุยกันเรื่องความซื่อสัตย์
‘ถ้าวันหนึ่งซีนเดินออกจากบ้าน แปลว่าซีนคิดดีแล้วและซีนจะไม่กลับมาอีก’
ประโยคนั้นดังขึ้นในหัวซ้ำ ๆ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที โทรศัพท์หลุดจากมือ หล่นกระแทกพื้น
ในหัวตอนนี้มีเพียงภาพเดียว
ภาพภรรยาที่อุ้มลูกออกจากบ้าน…ลูกวัยสองเดือน ภาพผู้หญิงที่รักเขาที่สุดกำลังร้องไห้เพราะเขา
ความกลัวแล่นเข้าจับหัวใจอย่างรุนแรง เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า…ตัวเองอาจกำลังสูญเสียทุกอย่าง
ภรรยา ลูก ครอบครัวและทุกอย่างที่มี เพราะคำโกหกเพียงครั้งเดียว
ปุณณวิชก้มหน้าลง มือสั่นเทา ความเมาที่มีหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความจริงที่กำลังทุบลงกลางหัวใจ คืนนี้...บ้านหลังเดิม ที่เคยมีเสียงร้องไห้ของลูก เสียงกล่อมลูกของภรรยา กลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
มันว่างเปล่าจนน่าใจหาย
และเขารู้ดีว่า การที่ภรรยาตัดสินใจเด็ดขาดด้วยการพาลูกออกไปจากบ้าน ไม่ใช่เพราะเธอโกรธหรือกำลังประชดประชันเขา แต่เพราะเธอพอแล้ว
พอกับการโกหกของเขา