ตอนที่ 7 ถวายฎีกา
ณ พระราชวัง, ตำหนักอี้ซื่อ
เมื่อได้รับหมายเรียกจากฮ่องเต้ ฉินจิ้ง ก็เร่งเดินทางมาถึงหน้าตำหนัก และได้พบกับ อวี่เฮ่าหมิง ที่กำลังยืนรอการขานชื่อจากขันทีอยู่ก่อนแล้ว แม้ฉินจิ้งจะมีความไม่พอใจในตัวอีกฝ่ายอยู่มาก ทว่าอวี่เฮ่าหมิงกุมอำนาจในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือ ทั้งคู่ต่างเป็นขุนนางในราชสำนัก เมื่อพบหน้ากันจึงต้องรักษาคันลองมารยาทให้ครบถ้วน
ฉินจิ้งหยุดยืน พลางยกมือขึ้นประสานคารวะ "ใต้เท้าอวี่"
อวี่เฮ่าหมิงหันมามอง ก่อนจะประสานมือตอบ "ใต้เท้าฉิน"
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้สนทนาสิ่งใด ขันทีก็เดินออกมาจากตำหนักพลางก้มศีรษะเอ่ยอย่างนอบน้อม "ใต้เท้าทั้งสองเชิญด้านในเถิด ฝ่าบาททรงรออยู่"
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือ จักรพรรดิฉางอัน พระองค์ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์อย่างไม่สง่างามนัก หากกล่าวให้ไพเราะคือทรงจำเป็นต้องยกทัพกลับมายังเมืองหลวงเพื่อก่อกบฏ แต่หากกล่าวตามสัตย์จริงก็คือโจรชิงแผ่นดิน ส่วนจักรพรรดิหมิงเหวินองค์ก่อนนั้นหลบหนีออกจากวังไปจนบัดนี้ยังไร้ร่องรอย
ในครั้งที่จักรพรรดิฉางอันยกทัพเข้าเมือง ทรงสั่งประหารเหล่าขุนนางบู๊และบุ๋นที่ถวายสัตย์ภักดีต่อจักรพรรดิองค์ก่อนไปเป็นจำนวนมาก ทว่าก็ทรงละเว้นชีวิตขุนนางที่ยอมสยบสวามิภักดิ์ไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งหวังฉางจง ก็คือหนึ่งในขุนนางฝ่ายบุ๋นที่รอดชีวิตมาได้
ทว่าหลังจากสงบเสงี่ยมมาหลายปี รองเสนาบดีกรมโฮ่วผู้นี้กลับถูกหน่วยองครักษ์เสื้อแพรตรวจสอบพบความผิดฐานยักยอกฉ้อราษฎร์บังหลวง
การยักยอกทรัพย์สินแผ่นดินถือเป็นโทษหนักที่ไม่ควรละเว้น อีกทั้งหวังฉางจงยังมีความเกี่ยวพันกับขั้วอำนาจเก่า จักรพรรดิฉางอันจึงทรงระแวงสงสัยยิ่งนัก มีพระราชโองการสั่งให้อวี่เฮ่าหมิงควบคุมตัวหวังฉางจงเข้าคุกเพื่อสอบสวนทันที และนี่คือเหตุผลที่อวี่เฮ่าหมิงมาปรากฏตัวที่นี่ในวันนี้
ภายในตำหนัก จักรพรรดิฉางอันกำลังทรงตรวจฎีกาอยู่หน้าโต๊ะทรงงาน อวี่เฮ่าหมิงและฉินจิ้งเดินเข้ามาพร้อมกัน พลางเลิกชายเสื้อเตรียมคุกเข่าถวายบังคม
จักรพรรดิฉางอันไม่ได้เงยพระพักตร์ "เอาเถิด ไม่ต้องคุกเข่า พูดธุระมา"
อวี่เฮ่าหมิงและฉินจิ้งจึงยืนตัวตรง ก้มศีรษะเอ่ย "ขอบพระทัยฝ่าบาท"
จักรพรรดิฉงอันวางพู่กันลง ทรงโยนฎีกาไว้ด้านข้างก่อนจะปรายตามองทั้งสองคน แล้วตรัสถามอวี่เฮ่าหมิงว่า "คดีของหวังฉางจงเป็นอย่างไรบ้าง?"
อวี่เฮ่าหมิงทูลตอบ "พ่ะย่ะค่ะ"
"สารภาพหรือยัง?"
"สารภาพแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิฉางอันทรงจิ๊ปากอย่างรำคาญพระทัย "เจ้าเป็นม้าหรืออย่างไร? ต้องให้สะบัดแส้ทีหนึ่งถึงจะขยับก้าวหนึ่ง พูดมาให้หมดเสียทีเดียว ประจวบเหมาะที่ใต้เท้าฉินก็อยู่ที่นี่ด้วย ขุนนางกรมโฮ่วจะได้ไม่ต้องมึนงงจนส่งคนมาวุ่นวายกับข้าทั้งวันเพราะความหวาดระแวง"
ฉินจิ้งได้ยินอวี่เฮ่าหมิงถูกตำหนิก็แอบชำเลืองมองอีกฝ่ายเงียบๆ ทว่าใบหน้าของอวี่เฮ่าหมิงยังคงเรียบเฉยราวกระดานโลงศพ เขาเอ่ยตอบอย่างไหลลื่นว่า "กระหม่อมสำนึกผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิฉางอันทรงระแวงว่าการยักยอกของหวังฉางจงจะเกี่ยวพันกับขั้วอำนาจเก่า ซึ่งการคาดคะเนนั้นไม่ผิดเพี้ยนไปแม้แต่น้อย เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ภายใต้การทรมานอย่างหนักของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร หวังฉางจงได้สารภาพถึงที่มาที่ไปของเงินสินบนเหล่านั้น ว่าแท้จริงแล้วถูกนำไปใช้เลี้ยงดูกำลังพลอย่างลับๆ
เมื่อทรงสดับถึงตรงนี้ จักรพรรดิฉางอันจึงตรัสถามว่า "กำลังพล? คือกลุ่มคนที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรตรวจพบว่าลอบเข้าเมืองมาก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่?"
"พะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิฉางอันทรงสรวลออกมาคราหนึ่ง "ครั้งนั้นข้ายังนึกสงสัยว่าคนพวกนั้นมาจากที่ไหน ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง หวังฉางจงผู้นี้ ช่างไม่รู้จักพอในตำแหน่งรองเสนาบดี กลับเอาเงินของข้าไปเลี้ยงทหารกบฏ คิดจะทำสิ่งใด? หวังจะให้พวกเศษสอยเหล่านั้นมาฆ่าข้า เพื่อเชิญหมิงเหวินกลับมาครองบัลลังก์กระนั้นหรือ?"
ฉินจิ้งและอวี่เฮ่าหมิงได้ยินเช่นนั้นก็รีบคุกเข่าลงพร้อมกันตามสัญชาตญาณ จักรพรรดิฉงอันทรงโบกพระหัตถ์ "ลุกขึ้นๆ พูดต่อ.."
อวี่เฮ่าหมิงจึงกราบทูลต่อ "ตามคำสารภาพของหวังฉางจง ยามนี้พวกกบฏไร้คนคอยช่วยเหลือหนุนหลังจึงไม่มีที่ไป ส่วนใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ใน เขาหลิงอวิ๋น พะย่ะค่ะ.."
ฉินจิ้งได้ยินดังนั้นก็พลันหันขวับมามองเขา "อะไรนะ?!"
จักรพรรดิฉงอันทรงเห็นฉินจิ้งเสียกิริยา จึงตรัสถาม "ใต้เท้าฉิน เหตุใดจึงดูตระหนกนัก?"
ฉินจิ้งรีบคุกเข่าลงอย่างร้อนรน "เมื่อวานนี้ ท่านแม่และน้องหญิงของกระหม่อมเดินทางขึ้นเขาไปไหว้พระ ยามนี้พวกนางยังอยู่ที่อารามหลิงอวิ๋นพะย่ะค่ะ!"
อวี่เฮ่าหมิงได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นจ้องมองฉินจิ้งทันที ฉินจิ้งกล่าวต่อ "กระหม่อมวู่วามจนเสียกิริยา ขอฝ่าบาททรงโปรดประทานอภัย และขอพระราชทานอนุญาตให้กระหม่อมเดินทางขึ้นเขาเพื่อรับตัวท่านแม่และน้องหญิงกลับบ้านในยามนี้ด้วยเถิดพะย่ะค่ะ!"
"เจ้าห่วงใยครอบครัว จะมีความผิดได้อย่างไร" จักรพรรดิฉางอันตรัส "ทว่าหากยามนี้เจ้าผลีผลามขึ้นเขาไป เกรงว่าจะทำให้พวกมันไหวตัวทัน"
สิ้นพระดำรัส อวี่เฮ่าหมิงก็สะบัดชายชุดเฟยอวี๋ฝูคุกเข่าลงอย่างอาจหาญ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "กระหม่อมขอถวายฎีกา นำกำลังคนขึ้นเขาเพื่อกวาดล้างกบฏในทันทีพะย่ะค่ะ"
การปราบปรามโจรกบฏเป็นหน้าที่ของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรอยู่แล้ว จักรพรรดิฉางอันจึงทรงพยักพระพักตร์ "หากเป็นเช่นนั้น จงดูแลความปลอดภัยของมารดาและน้องสาวของใต้เท้าฉินให้จงดี"
ฉินจิ้งหมอบลงกับพื้น "ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ"
อวี่เฮ่าหมิงรับคำ "พะย่ะค่ะ" กล่าวจบเขาก็รีบออกจากวังเพื่อระดมพลและควบม้าขึ้นเขาไปในทันที
....
ทางด้านนี้ เมื่อฉินจื่อเว่ย ฟื้นคืนสติ นางก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในกระท่อมศิลาที่ทั้งแคบและหนาวเย็น บนพื้นปูด้วยฟางแห้งที่วางระเกะระกะ
กระท่อมศิลานี้ดูเหมือนจะสร้างอิงแอบกับหน้าผา ไร้ซึ่งหน้าต่าง มีเพียงบานประตูไม้สีน้ำตาลผุๆ เพียงบานเดียว แสงสลัวรำไรลอดผ่านช่องประตูเข้ามา ดูราวกับคุกที่ใช้คุมขังนักโทษ ฉินจื่อเว่ยคาดเดาว่านางน่าจะยังติดอยู่ที่เขาหลิงอวิ๋น
เสื้อผ้าบนกายของนางเปียกชื้นกึ่งแห้งกึ่งเปียก แขนขาเย็นเยียบ ลำคอแห้งผาก ท้องก็ส่งเสียงร้องด้วยความหิวโหย ทั่วทั้งกายไม่มีส่วนใดที่รู้สึกสบายเลยแม้แต่น้อย ท้ายทอยของนางปวดตุบ เนื่องด้วยต้องลมหนาวทำให้ศีรษะหนักอึ้งและมึนงงอย่างยิ่ง
นางยันกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก และพบว่าเข่าซ้ายปวดร้าวอย่างรุนแรง ดูเหมือนตอนที่หมดสติจะกระแทกเข้ากับบางอย่างจนบาดเจ็บ แม้แต่จะยืนให้มั่นคงยังทำได้ยาก นางจึงเลิกชายกระโปรงขึ้นเพื่อตรวจดูบาดแผล ทว่าในตอนนั้นเอง ประตูเบื้องหน้ากลับถูกผลักเปิดออกกะทันหัน
แสงสว่างจ้าส่องพรูเข้ามาในกระท่อมศิลา นางรีบปล่อยชายกระโปรงลงทันที ทว่าผิวขาวเนียนละเอียดช่วงน่องกลับถูกผู้มาใหม่มองเห็นจนถนัดตา
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายแปลกหน้าที่มีหน้าตาธรรมดาสามัญ นางมองเขาด้วยความระแวดระวัง เท้าซ้ายเขย่งขึ้นเล็กน้อย ขาขวายันกำแพงเพื่อพยุงกายให้ยืนหยัดอยู่ได้ เสื้อตัวนอกสีเขียวอมฟ้าแนบไปกับทรวดทรงอรชรเนื่องจากความชื้น ยามที่นางพิงกำแพงเช่นนี้ ดูราวกับก้านบัวที่ชูคออย่างสง่างาม
ชายผู้นั้นท่าทางลับๆ ล่อๆ ราวกับกลัวว่าคนด้านนอกจะล่วงรู้ เขาจุดตะเกียงน้ำมันบนผนัง ก่อนจะปิดประตูลงแล้วหรี่ตามองนางด้วยความตื่นเต้น "โอ้! ข้านึกว่าหูฝาดไป ที่แท้แม่นางคนงามก็ฟื้นแล้วจริงๆ!"
.
