ตอนที่ 5 หยกชาด
อารามหลิงอวิ๋นตั้งอยู่บนยอดเขาหลิงอวิ๋น เส้นทางลาดชันยากที่รถม้าจะสัญจร ขบวนของพวกนางใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งค่อนวันจึงถึงจุดหมาย
เมื่อกลุ่มของฉินจื่อเว่ยจัดแจงที่พักในอารามเรียบร้อย ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัว สายหมอกบางเบาเริ่มโรยตัวตามหุบเขา เมฆคล้ำทะมึนก่อตัวเหนือยอดเขา ดูหนักอึ้งราวกับจะกดทับอารามเก่าแก่ที่โอ่อ่าแห่งนี้ให้พังทลายลงมา
มารดาสกุลฉินและฉินจื่อเว่ยพักอยู่คนละห้องกัน หลังจากเจ๋อหลันจัดที่นอนเสร็จและกำลังจะออกไปตักน้ำล้างมือ นางเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วเอ่ยกับฉินจื่อเว่ยที่ยืนมองท้องฟ้าอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องว่า "คุณหนูเจ้าคะ ดูท่าว่าฝนกำลังจะตกแล้วเจ้าค่ะ"
ฉินจื่อเว่ยตอบรับ "อืม" คำหนึ่ง พลางเอ่ยด้วยความกังวลว่า "หากถนนเปียกลื่น สองสามวันนี้พวกเราคงลงเขาไม่ได้เป็นแน่"
ทว่าฟ้าจะใสหรือฝนจะตกย่อมไม่ใช่สิ่งที่ฉินจื่อเว่ยจะควบคุมได้ นางตามมารดาไปรับประทานอาหารมังสวิรัติรสชาติจืดชืดมื้อหนึ่ง จากนั้นจึงไปนั่งคุกเข่ารวมกับกลุ่มพระสงฆ์และอุบาสกในวิหารเพื่อฟังหลวงจีนชราแสดงธรรม
หลวงจีนชรามีฉายาว่า "จิ้งซวี" คิ้วและเคราขาวโพลนไปหมด ยามมองผู้คนดวงตาก็แทบจะเปิดไม่ขึ้น ฉินจื่อเว่ยไม่เข้าใจเลยว่าคนที่มีอายุมากถึงเพียงนี้เหตุใดจึงยังมีเรี่ยวแรงจาริกธุดงค์ไปทั่วทุกสารทิศได้
ภายในวิหารอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อนๆ แสงเทียนสลัวรางๆ ประกอบกับน้ำเสียงที่แหบพร่าและเนิบนาบของหลวงจีนชรา ชวนให้เคลิ้มหลับยิ่งนัก
ฉินจื่อเว่ยที่คุกเข่าอยู่นั้น สายตาเหลือบไปเห็นเณรน้อยรูปหนึ่งที่ฟังไปพลางศีรษะก็เริ่มโงนเงน เปลือกตาปิดสนิทราวกับถูกทาด้วยกาวแป้งเปียกจนลืมไม่ขึ้น แต่เพียงครู่เดียว เณรน้อยก็ถูกหลวงพี่สะกิดให้กลับมานั่งตัวตรงดังเดิม
ลมในฤดูสารทอันหนาวเย็นพัดพรูเข้ามาในวิหาร เสียงฝีเท้าฝนด้านนอกเริ่มดังขึ้น สายฝนพรำลงมากระทบหน้าต่างและชายคาที่สูงชัน การบำเพ็ญเพียรในวัดเน้น "ขัดเกลาจิตใจ ฝึกฝนร่างกาย" จึงไม่มีการจุดเตาถ่าน ร่างกายของฉินจื่อเว่ยอ่อนแอกว่าคนทั่วไป เพียงนั่งคุกเข่าได้ครึ่งชั่วยามนางก็เริ่มทนไม่ไหว
แม้ใต้เข่าจะมีเบาะรองนั่งพยุงไว้ แต่ก็ไม่อาจกั้นความเย็นที่ซึมลึกเข้าสู่ร่างกาย ไม่นานมือเท้าของนางก็เริ่มเย็นเฉียบ เดิมทีมารดาสกุลฉินตั้งใจจะรอให้หลวงจีนแสดงธรรมเสร็จแล้วจึงจะขอให้ท่านช่วยตรวจดูดวงชะตาให้ฉินจื่อเว่ย แต่เมื่อเห็นสีหน้าลูกสาวไม่สู้ดี นางจึงกระซิบถามเสียงเบา "ไม่สบายหรือลูก? หากไม่ไหวก็ให้เจ๋อหลันพากลับไปพักที่ห้อง อย่าฝืนเลย"
พูดจบ มารดาสกุลฉินก็ยื่นมือมากุมมือของนางเอาไว้ เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ นางก็เอ่ยด้วยความสงสารว่า "ชีชี กลับไปพักผ่อนเถิด"
สาวใช้สองคนของมารดาสกุลฉินรออยู่ที่ด้านนอกวิหาร ฉินจื่อเว่ยจึงไม่ห่วงมารดา นางพยักหน้าเล็กน้อยและไม่ได้เอ่ยปากรบกวนผู้อื่นที่กำลังฟังธรรมอยู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเลี่ยงออกมาอย่างเงียบเชียบ
ด้านนอกวิหารนางไม่พบเจ๋อหลัน สาวใช้ของมารดาบอกนางว่าเจ๋อหลันวิ่งกลับไปเอาเสื้อคลุมบางมาให้ และกำลังจะกลับมาในไม่ช้า
ฉินจื่อเว่ยไม่รอ นางหยิบร่มที่พิงอยู่ริมผนังแล้วเดินกลับห้องพักเพียงลำพังอย่างช้าๆ
บนเขานั้นเงียบสงบนัก แม้ไร้เสียงสวดมนต์ แต่เสียงฝนที่ตกกระทบพื้นก็ทำให้จิตใจสงบได้ ฉินจื่อเว่ยเดินไปจนถึงจุดที่สาวใช้ของมารดามองไม่เห็น นางจึงยื่นมือออกไปรองรับเม็ดฝนที่เย็นฉ่ำ
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ฉินจื่อเว่ยแทบไม่เคยโดนฝนเลย แม้แต่การยื่นมือออกไปรองรับน้ำฝนเช่นนี้นางยังต้องทำหลบๆ ซ่อนๆ มิฉะนั้นคงถูกบ่นไปอีกนาน ครั้งสุดท้ายที่นางได้สัมผัสหยาดฝนนั้นต้องย้อนกลับไปในวัยเยาว์
จะว่าไปแล้ว เรื่องนั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับอวี่เฮ่าหมิงด้วย
แม้อวี่เฮ่าหมิงจะเกิดในตระกูลขุนพล แต่ตามที่ฉินจื่อเว่ยทราบมา ชีวิตในวัยเยาว์ของเขากลับไม่สู้ดีนัก
ในตอนนั้นชนเผ่าทางเหนือเหิมเกริม บิดาของอวี่เฮ่าหมิงได้รับคำสั่งให้นำทัพไปปราบปราม ทว่าโชคร้ายถูกธนูยิงตกจากหลังม้าจนพ่ายแพ้ในศึกนั้น บิดาของเขาคือแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งราชสำนัก มีผลงานศึกมากมายมหาศาล ไม่มีใครคิดว่าเขาจะพบจุดจบด้วยความพ่ายแพ้และเสียชีวิตเช่นนี้
ในพริบตาเดียว ข้อครหาอันมืดมนและคำก่นด่าสาปแช่งนับไม่ถ้วนก็ถล่มเข้าใส่จวนสกุลอวี่ ส่งผลให้อวี่เฮ่าหมิงที่ยังเรียนอยู่ในสำนักศึกษาต้องพลอยโดนรังแกไปด้วย
ฉินจื่อเว่ยยังจำได้ว่า วันนั้นก็เป็นวันที่ฝนตกเช่นนี้ นางอายุได้ประมาณแปดเก้าขวบ ได้ตามสาวใช้ไปส่งร่มให้ฉินจิ้งที่กำลังเรียนอยู่
นางเดินเข้าไปในสำนักศึกษา ไม่พบฉินจิ้ง แต่กลับเห็นอวี่เฮ่าหมิงถูกผู้คนผลักไสจนล้มลงกลางลานพร้อมกับตำราของเขา คนที่รังแกเขาก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา เกรงว่าตำราคำสอนของปราชญ์คงยังอ่านไม่เข้าใจดีนัก แต่กลับรู้จักวิธีระบายความแค้นจากสงครามใส่บุตรชายของแม่ทัพผู้พ่ายแพ้เสียแล้ว
อวี่เฮ่าหมิงในตอนนั้นมีใบหน้าที่เย็นชาอยู่แล้ว เขาไม่ค่อยยิ้มและไม่ชอบร้องไห้ แม้จะล้มลงไปคลุกโคลนจนเนื้อตัวมอมแมมอยู่กลางลาน เขาก็เพียงแค่ลุกขึ้นมาเงียบๆ แล้วก้มเก็บตำราที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำและโคลนทีละเล่มท่ามกลางสายฝน
ศิษย์คนอื่นๆ ในสำนักศึกษาต่างรุมด่าเขาว่า "ไร้ประโยชน์" "ไอ้ขี้ขลาด" ทว่าหากจะถามว่า "ไร้ประโยชน์" อย่างไร หรือ "ขี้ขลาด" ตรงไหน พวกเขาก็พูดไม่ออก เพราะคงไม่มีใครกล้าพูดว่า "แม้บิดาของเจ้าจะสู้รบเพื่อชาติจนตัวตาย แต่ในเมื่อปราบชนเผ่าเหนือไม่ได้ เจ้าที่เป็นลูกก็ย่อมไร้ประโยชน์ไปด้วย"
ตำราปราชญ์เหล่านั้นยังคงฝังรากแห่งสติปัญญาไว้ในใจพวกเขาอยู่บ้าง พวกเขารู้ดีว่าการที่แม่ทัพพลีชีพเพื่อชาตินั้น แม้จะเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นเกียรติยศอันสูงสุดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอัปยศแน่นอน เพียงแต่ในยามนั้น ความมีเหตุผลกลับถูกกลบฝังด้วยโทสะแห่งความพ่ายแพ้
ในตอนนั้นฉินจื่อเว่ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนในบ้านของนางไม่เคยเล่าเรื่องสงครามให้นางฟัง
นางถือร่มยืนอยู่ที่ประตู มองดูอวี่เฮ่าหมิงที่เก็บตำราอยู่กลางลานเพียงลำพัง เห็นเขาถูกรังแกอย่างโดดเดี่ยวก็นึกสงสาร จึงวิ่งเข้าไปกางร่มในมือให้เขา
ที่ตัวของนางพกหยกชาดชิ้นหนึ่งไว้ เนื้อหยกขาวนวลผุดผ่อง ทว่าตรงกลางกลับมีสีแดงเรื่อประดุจแต้มด้วยชาด ยามที่นางวิ่ง หยกกระทบกันจนเกิดเสียง "กริ๊ง...กริ๊ง"
อวี่เฮ่าหมิงที่นั่งชันเข่าอยู่กับพื้น ได้ยินเสียงหยกพกหยุดลงที่ด้านหลัง จึงหันกลับมามองนาง ใบหน้าของเขาเปียกโชกด้วยน้ำฝน ดวงตาสีดำเข้มลุ่มลึก เริ่มมีความหล่อเหลาของชายหนุ่มปรากฏให้เห็น
ดูเหมือนเขาไม่คาดคิดว่าจะมีคนยื่นมือมาช่วย สายตาของเขาจับจ้องที่ใบหน้าของนางอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยว่า "ไปซะ" พูดจบเขาก็หันหลังกลับไป
น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้าง คำพูดก็ฟังดูไม่รื่นหู ฉินจื่อเว่ยที่ยังเป็นเด็ก ในเมื่อนางตั้งใจจะช่วยแต่กลับถูกปฏิบัติเช่นนี้ย่อมรู้สึกทำตัวไม่ถูก ทว่านางกลับได้ยินเขาที่หันหลังให้พึมพำเบาๆ ว่า "ตอนนี้ข้าเปรียบเสมือนหนูท่อที่คนพากันรังเกียจ หากเจ้าช่วยข้า พวกเขาก็จะพาลเกลียดเจ้าไปด้วย"
นั่นคือการพบกันครั้งแรกของอวี่เฮ่าหมิงและฉินจื่อเว่ย และเป็นคำพูดแรกที่เขาเอ่ยกับนาง น้ำเสียงนั้นราบเรียบเกินกว่าเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีทั่วไปจะทำได้ บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ คำว่า "หนูท่อ" ที่ราบเรียบจนเกือบจะเย็นชานั้น จึงสลักอยู่ในความทรงจำของฉินจื่อเว่ยจนลืมไม่ลงจนถึงทุกวันนี้
