ตอนที่ 4 ซีซี
ฉินจื่อเว่ย ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาพบกับ อวี่เฮ่าหมิง ที่หน้าประตูอู่เหมิน เมืองอิ้งเทียนฝูออกจะกว้างใหญ่ แต่นางกลับบังเอิญพบเขาถึงสองครั้งในเวลาเพียงไม่กี่วัน ช่างเป็นปีที่ดวงตกโดยแท้
แม้ในใจจะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญเพียงใด แต่บนใบหน้ากลับไม่แสดงออกมา ฉินจื่อเว่ยเม้มริมฝีปากบางเบา พลางพยักหน้าเล็กน้อย "ใต้เท้าอวี่"
ขุนนางผู้หนึ่งที่เดินมากับฉินจิ้งในระยะไกลตาไวขยับเห็นฉินจื่อเว่ยเข้าพอดี เขาจึงยกมือชี้ไปที่นาง "ใต้เท้าฉิน สตรีที่ยืนอยู่ข้างรถม้านั่นใช่คือน้องสาวของท่านหรือไม่?"
ฉินจิ้งหันไปมอง สิ่งแรกที่เข้าตาคืออวี่เฮ่าหมิงในชุดเฟยอวี๋ฝูบนหลังม้าสีดำ จากนั้นจึงค่อยมองเห็นฉินจื่อเว่ยที่ยืนร่างบอบบางดุจกิ่งหลิวอยู่หน้าม้า
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เจ้าคนแซ่อวี่นี่จะไปยืนที่ไหนก็ไม่ไป เหตุใดต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าน้องสาวของเขาหรือยังคิดว่าคำครหาในเมืองหลวงนี้ยังรุนแรงไม่พออีกหรือ?
ฉินจิ้งรีบกล่าวลาขุนนางที่ร่วมทางมาทันที แล้วก้าวฉับๆ ตรงไปหาฉินจื่อเว่ย พร้อมกับตะโกนเรียกเสียงดัง "ชีชี มานี่!"
"ชีชี" คือชื่อเล่นของฉินจื่อเว่ย เมื่อครั้งยังเยาว์วัยในพิธีจับเสี่ยงทายโชคชะตา นางไม่แตะต้องตำราหรือพู่กันที่วางอยู่เต็มโต๊ะแม้แต่น้อย แต่กลับหันไปหาแม่นมให้พาเดินเข้าไปในลานบ้าน แล้วยื่นมือน้อยๆ ไปคว้าใบอู๋ถงที่เขียวขจีดกครึ้มมาหนึ่งกำมือ ใต้เท้าฉินจึงตั้งชื่อเล่นให้นางว่า "ชีชี"
พรรณไม้เขียวขจี (ชีชี) ดรุณีงดงามดั่งมวลบุปผา... เป็นชื่อที่มีความหมายมงคล ปรารถนาให้นางมีความสุขสวัสดีและแข็งแรง
ฉินจื่อเว่ยได้ยินฉินจิ้งเรียกนาง จึงตั้งใจจะใช้โอกาสนี้กล่าวลาอวี่เฮ่าหมิง ทว่าคำพูดยังไม่ทันออกจากปาก กลับได้ยินอวี่เฮ่าหมิงเอ่ยทวนด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ชีชี?"
ชื่อเล่นอันสนิทสนมเช่นนี้ใช่ว่าคนนอกจะเรียกขานกันได้ตามอำเภอใจ นอกจากบิดามารดาและพี่ชายพี่สาวแล้ว ไม่เคยมีใครเรียกฉินจื่อเว่ยว่า "ชีชี" เลยสักคน ฉินจิ้งเองก็เป็นเพราะความรีบร้อนชั่วขณะจึงหลุดปากเรียกออกมากลางถนนเช่นนั้น
ฉินจื่อเว่ยชะงักไปในทันที ใบหูแดงซ่านไปจนถึงคอ นางไม่คิดว่าอวี่เฮ่าหมิงจะไร้มารยาทถึงเพียงนี้ ความอับอายเปลี่ยนเป็นความโกรธเคืองจนถึงที่สุด นางจึงโพล่งออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด "บังอาจ!"
คุณหนูรองสกุลฉินเห็นได้ชัดว่าไม่เคยดุด่าชายใดมาก่อน น้ำเสียงจึงฟังดูแข็งกระด้าง ราวกับกำลังดุบ่าวไพร่ในบ้าน
ทว่าอวี่เฮ่าหมิงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการฝ่ายเหนือ ผู้กุมอำนาจในคุกใต้ดินที่โชกโชนไปด้วยเลือด ปกติมีแต่เขาที่เป็นฝ่ายใช้น้ำเสียงเฉียบขาดซักไซ้ไล่เลียงนักโทษ ในเมืองหลวงแห่งนี้หาคนที่จะกล้าตวาดใส่เขาไม่ได้ง่ายนัก
นับตั้งแต่อวี่เฮ่าหมิงรับตำแหน่งมา ขุนนางที่ต้องตายด้วยน้ำมือเขามีมากมายนับไม่ถ้วน หากไปล่วงเกินเขาเข้าแล้วถูกจับจุดอ่อนได้เพียงนิด การถูกลากไปถลกหนังเลาะกระดูกในคุกใต้ดินยังถือว่าเบานัก ที่น่ากลัวคือหากหน่วยองครักษ์เสื้อแพรตรวจสอบพบเรื่องสกปรกใดเข้า ย่อมต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรเป็นแน่
ฉินจื่อเว่ยตวาดออกไปแล้วก็สำนึกได้ในทันที นางเริ่มรู้สึกเสียใจภายหลัง จึงรีบก้มหน้าหลบสายตาอันเย็นชาดุดันของเขา
อวี่เฮ่าหมิงเองก็ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่า เพียงแค่เขาขานชื่อเล่นของนางออกมาคำเดียว จะถูกนางตวาดใส่กลางถนนอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ เขาปรายตามองนางแวบหนึ่ง พลางยกมุมปากแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา เขาไม่อยู่ต่อให้เสียอารมณ์ มือดึงสายบังเหียนพลางตวัดเสียง "ย่าห์!" แล้วควบม้าจากไปทันที
ฉินจิ้งรีบเดินมาถึงตัวฉินจื่อเว่ย นางจึงเรียก "ท่านพี่"
ฉินจิ้งขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังของอวี่เฮ่าหมิงที่มุ่งหน้าเข้าวัง พลางเอ่ยด้วยความฉุนเฉียว "มันมาพูดอะไรกับเจ้า?"
ฉินจื่อเว่ยส่ายหน้า "ไม่ได้พูดอะไรเจ้าค่ะ"
ฉินจิ้งไม่เชื่อ "ไม่ได้พูดอะไรแล้วมันมาตอแยเจ้าทำไม?"
"ไม่ได้พูดอะไรจริงๆ เพียงแต่..." ฉินจื่อเว่ยเอ่ยด้วยความกังวล "เพียงแต่เมื่อครู่เขาได้ยินท่านพี่เรียกชื่อเล่นของข้า แล้วเขาก็เผลอเรียกตาม ข้าตกใจเลยเผลอตวาดเขาไปคำหนึ่ง ข้ากลัวว่าเขาจะผูกใจเจ็บเจ้าค่ะ"
การเรียกชื่อเล่นไม่ใช่ความผิดมหันต์อะไร ฉินจื่อเว่ยเสียกิริยาดุด่าเขาเป็นเพราะความไม่พอใจเรื่องถอนหมั้นที่ฝังใจอยู่
ทว่าฉินจิ้งกลับไร้เหตุผลยิ่งกว่าน้องสาว เขาตะคอกขึ้นทันทีด้วยความโกรธ "มันเรียกชื่อเล่นเจ้าหรือ? อวี่เฮ่าหมิงมันกล้าดีอย่างไร! ไม่ใช่ญาติไม่ใช่พี่น้อง ชีชีเป็นชื่อที่มันสมควรเรียกหรือ!"
ฉินจื่อเว่ยตกใจรีบยื่นมือไปอุดปากพี่ชาย "ท่านพี่! เบาเสียงลงหน่อยเจ้าค่ะ ในเมืองหลวงแห่งนี้มีหูตาของเขาอยู่เต็มไปหมด"
ฉินจิ้งได้ยินดังนั้นยิ่งถลึงตาโต เสียงอู้อี้ดังลอดฝ่ามือของฉินจื่อเว่ยออกมา "ได้ยินแล้วอย่างไร สกุลฉินของข้าขาวสะอาดมาหลายชั่วคน ยังต้องกลัวหน่วยองครักษ์เสื้อแพรมาตรวจสอบอีกหรือ"
ฉินจื่อเว่ยจนใจ "ในเมืองหลวงไม่มีเรื่องมัวหมอง แต่แล้วญาติพี่น้องที่อยู่เมืองอื่นเล่าเจ้าคะ"
ฉินจิ้งชะงักไปทันทีจึงยอมเงียบเสียงลง แต่สีหน้ายังแสดงออกว่าไม่พอใจในการกระทำที่ล่วงเกินของอวี่เฮ่าหมิงอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นฉินจิ้งสงบลงบ้างแล้ว นางจึงปล่อยมือ ในใจกลับคิดว่าควรจะส่งบ่าวไพร่ไปมอบของขอขมาเขาดีหรือไม่ เพื่อให้เรื่องนี้จบสิ้นไปอย่างไม่ขุ่นเคือง
ฉินจิ้งมองปราดเดียวก็รู้ว่าน้องสาวกำลังคิดอะไร เขาเอ่ยเสียงเข้ม "หากเจ้ากล้าไปอ่อนข้อทำตัวพินอบพิเทาต่อหน้ามันเพราะเรื่องนี้ ข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!"
ฉินจื่อเว่ยถอนหายใจ "ท่านพี่ขู่ข้าอีกแล้ว นอกจากเจ้าเหนือหัวและสวรรค์ ผืนดินแล้ว มีครั้งใดที่ข้าเคยยอมก้มหัวให้ใคร ท่านพี่ดูถูกข้าเกินไปแล้วเจ้าค่ะ"
นางเป็นคนเคร่งครัดในมารยาทเสมอ ฉินจิ้งปรายตามองนางแวบหนึ่ง แม้ไม่ใคร่เชื่อนักแต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง เขาจัดระเบียบแขนเสื้อพลางถามว่า "ช่างมันเถิด ไม่พูดถึงมันแล้ว วันนี้เหตุใดเจ้าถึงนึกมารอข้าที่นี่ได้?"
ฉินจื่อเว่ยยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย "เมื่อครู่ข้าไปที่ร้านหยกแล้วถูกใจปิ่นชิ้นหนึ่งเจ้าค่ะ รูปทรงแปลกใหม่มาก แต่ข้าพกเงินมาไม่พอ"
ฉินจิ้งเลิกคิ้ว "ข้าว่าแล้วเชียว อยู่ๆ มาทำดีด้วยแบบนี้"
ฉินจื่อเว่ยยิ้มหวานประจบ "ท่านพี่ ไปซื้อเป็นเพื่อนข้าหน่อยนะเจ้าคะ"
ฉินจิ้งส่งเสียง "อืม" ในลำคอ พลางมองไปรอบๆ แล้วถามว่า "สาวใช้ของเจ้าล่ะ? อย่าบอกนะว่าเจ้าออกมาคนเดียว?"
"เจ๋อหลันไปต่อแถวซื้อขนมถังเกาให้ข้าเจ้าค่ะ"
ฉินจิ้งได้ยินดังนั้นก็เลิกม่านรถม้าชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นกองขนมและของกินเล่นวางกองพะเนินดั่งภูเขาเลากา เขาก็ "จิ๊" ปากออกมาคำหนึ่ง "มิน่าเล่าเงินถึงไม่พอ"
แต่ปกติฉินจิ้งมาเข้าเฝ้าก็ไม่ชอบพกเงินติดตัว ถุงเงินก็ไม่ได้หยิบมา เขาล้วงๆ คลำๆ ตามตัวอยู่พักหนึ่ง แต่กลับหาเงินไม่ได้แม้แต่ครึ่งอีแปะ
ฉินจื่อเว่ยเห็นเช่นนั้นก็มองเขาด้วยความผิดหวังเล็กน้อย ฉินจิ้งทำมือแบออกอย่างจนปัญญา "ช่วยไม่ได้ ข้าไม่ได้พกมาจริงๆ"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ใต้เท้าฉินผู้เป็นบิดาที่ถูกฮ่องเต้รั้งตัวไว้หารือราชการก็เพิ่งจะเดินออกมาจากประตูอู่เหมินอย่างช้าๆ เขาเดินตรงมาหาบุตรทั้งสอง "พวกเจ้าสองคนเหตุใดไม่กลับบ้าน มาทำอะไรกันอยู่ที่นี่?"
พอเขาสิ้นประโยคคำถาม ก็เห็นบุตรกตัญญูทั้งสองหันขวับมามองเขาพร้อมกันทันที ทว่าสายตานั้นหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปจ้องเขม็งที่ถุงเงินตรงเอวของเขาแทน
ใต้เท้าฉินเจิ้งชิง: "......?"
