ตอนที่ 6 จวนอ๋อง
ภายในจวนอ๋องเมืองซีอานซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของแคว้นเว่ย
องครักษ์เดินเข้ามาในห้องพักส่วนตัวแต่ยังมีฉากบังตากั้นไว้ เขากุมหมัดคารวะผู้ที่นั่งอยู่บนรถเข็น “ท่านอ๋อง”
“ได้เรื่องว่าอย่างไร” คำถามนั้นทั้งดุดันและน่าเกรงขาม
“อีกไม่เกินสิบวัน ขบวนบรรณาการจะมาถึงชายแดนขอรับ” เฉียนฟู่ตอบ
มุมปากคลี่ยิ้มหยัน “คงคิดว่าข้าทำอะไรไม่ได้ พวกเขาจึงกล้าทำเช่นนี้” กล้าที่จะพระราชทานสมรสให้แก่เขา อีกทั้งตอนนี้ทหารภายใต้การปกครองต่างไม่เชื่อมั่นในตัวเขา อำนาจทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือของแม่ลูกคู่นั้น “ใครเป็นคนนำขบวน”
“เจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อขอรับ”
“เป็นมันอีกแล้วหรือ” เซียวเหิงขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ถ้วยชาในมือถูกเขากำจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะเขวี้ยงมันลงบนพื้นกระจัดกระจาย หยวนหงเจี๋ยผู้นี้คือแม่ทัพที่เขาต่อกรมาช้านาน มิหนำซ้ำยังเป็นคนที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพที่เดินไม่ได้เช่นนี้ ในใจของเซียวเหิงจึงรู้สึกอาฆาตแค้นเขาอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอยากแก้แค้นมากเพียงใด เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย
แม้เฉียนฟู่จะหวาดกลัวผู้เป็นนายมากแค่ไหน แต่ก็ยังฝืนกล่าวต่อ “ข้ายังสืบทราบมาว่า พระชายายังเคยมีใจให้กับซื่อจื่อผู้นั้นด้วยขอรับ”
เพล้ง! คราวนี้เป็นเสียงของกาน้ำชาที่วางอยู่บนตั่งข้างรถเข็น เซียวเหิงทุ่มมันลงบนพื้นสุดแรง เศษกาน้ำชาแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมทั้งตวาด “ไสหัวออกไป!”
เฉียนฟู่คารวะอีกครั้งก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว เซียวเหิงกัดฟันกรอด เอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมา “ที่แท้ก็ของเหลือเดน” ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งแค้นใจ
ขณะนั้นสาวใช้ที่ได้ยินเสียงดังจึงวิ่งกรูกันเข้ามาเพื่อเก็บกวาดภายในห้อง แต่ก็ถูกเขาไล่ตะเพิดออกไปเช่นกัน “ออกไปให้หมด”
“แต่ได้เวลาดื่มยาแล้วนะเจ้าคะท่านอ๋อง” สาวใช้ซูเจินเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตั้งแต่เขาป่วย อารมณ์ของเว่ยอ๋องก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ พวกนางต้องอยู่กันแบบหวาดระแวง
“ข้าบอกให้ออกไป ยาไร้คุณภาพพวกนั้นข้าไม่อยากกิน” เกือบครึ่งปีแล้วที่เขารักษาตัวอยู่เช่นนี้ แต่อาการป่วยของเขากลับไม่ดีขึ้นเลยสักนิด
สาวใช้ทั้งสามคนจึงรีบถอยกลับไปอย่างเร่งด่วน พวกนางยังได้ยินเสียงผู้เป็นนายขว้างปาข้าวของตามมาจากในห้องอีกหลายชิ้น ชิวหมัวมัวจึงเดินมาได้ยินพอดี
“คารวะชิวหมัวมัว” สาวใช้ทั้งสามทำความเคารพพร้อมกัน
ซูเจินกล่าวด้วยท่าทางลำบากใจ “ท่านอ๋องไม่ยอมกินยาอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“ซ้ำยังไม่ให้พวกเราทำความสะอาดห้องด้วยเจ้าค่ะ” ซูเซียวกล่าวเสริม
“นับวันท่านอ๋องยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกที” ซูเหวินเอ่ยขึ้นอย่างหวาดกลัว ก่อนหน้าเซียวเหิงก็เป็นคนดุและโมโหร้ายอยู่แล้ว พอพิการความโหดกลับเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“หากอยากมีปากไว้กินข้าวอยู่พวกเจ้าก็เงียบเสีย” ชิวเหลียนเอ่ยตำหนิพลางทำหน้าดุใส่สาวใช้ทั้งสาม “พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
“เจ้าค่ะ” ซูเจินยื่นถาดยาให้กับหมัวมัว ก่อนเดินตามสหายทั้งสองไป
ชิวหมัวมัวเดินเข้าไปในห้องพลางกล่าว “ท่านอ๋อง ได้เวลากินยาแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าบอกว่าไม่กินอย่างไรเล่า” ถึงเขาจะปฏิเสธแต่น้ำเสียงก็เบาลงมากแล้ว เพราะชิวหมัวมัวเป็นทั้งแม่นม และยังเปรียบเสมือนเป็นแม่แท้ ๆ ของเขา เซียวเหิงจึงต้องเกรงใจนางอยู่หลายส่วน
“ไม่กินยาแล้วเมื่อไรจะหาย”
“แล้วทุกวันนี้มีส่วนไหนที่มันดีขึ้นบ้าง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว
“โธ่ ท่านอ๋องของบ่าว ดื่มยาต่ออีกสักนิดนะเจ้าคะ เผื่ออาการของท่านจะดีขึ้น” ชิวหมัวมัวมองเขาด้วยความทรมานหัวใจ นางเลี้ยงเขามาตั้งแต่แรกเกิด เพราะมารดาของเว่ยอ๋องจากไปตั้งแต่เขาอายุได้เพียงสิบวันเท่านั้น ชิวหมัวมัวจึงรักเขาเหมือนลูกในไส้ ตอนนี้หากนางเจ็บแทนได้นางคงทำไปแล้ว
เพื่อตัดความรำคาญเซียวเหิงจึงเอ่ยอย่างขอไปที “วางไว้บนโต๊ะนั่นละ เดี๋ยวข้าจะกินเอง ส่วนเจ้าก็ออกไปได้แล้ว ข้าอยากอยู่คนเดียว”
“บ่าวขอทำความสะอาดห้องก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ” ชิวหมัวมัวกวาดสายตามองไปทั่วห้องด้วยความทดท้อใจ เมื่อคิดถึงว่าที่พระชายาที่กำลังเดินทางมาที่นี่ หากเซียวเหิงยังเป็นเช่นนี้ นางจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่ใช่คนพวกนั้นส่งนางมาตายหรอกหรือ
หลายอึดใจต่อมา เมื่อเขาไม่ตอบ ชิวหมัวมัวจึงเข้าใจว่านั่นคือคำอนุญาต
เกือบสองเค่อชิวหมัวมัวจึงทำความสะอาดห้องเสร็จ แต่เขาก็ยังไม่ยอมยกยาขึ้นดื่มสักที นางส่ายหน้าน้อย ๆ ด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเอ่ยเตือนอีกครั้ง “ยานั้นหากเย็นมากแล้วจะขมมาก ท่านอ๋องรีบดื่มเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อเขาไม่สนใจ ชิวหมัวมัวจึงเดินออกจากห้องด้วยความจนใจ เขารักษาตัวมาเกือบครึ่งปีก็จริง แต่ในครึ่งปีนั้นเขาดื่มยาแทบจะนับครั้งได้ด้วยซ้ำ แล้วเมื่อไรเขาจะหายสักที
ขบวนบรรณาการมาถึงเขตชายแดนระหว่างเมืองเจิ้งโจวกับเมืองซีอานซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของทั้งสองแคว้น หยวนหงเจี๋ยจึงสั่งให้คนทั้งหลายหยุดขบวน เพราะหลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ของทหารเมืองซีอานแล้ว
หยวนหงเจี๋ยควบม้ามายืนข้างรถม้าของฉินมี่ “ข้าคงส่งท่านได้เพียงเท่านี้”
“ขอบคุณซื่อจื่อมาก” นางกล่าวเสียงราบเรียบคล้ายกลับไม่ใช่ฉินมี่คนเดิม คนที่มักจะอารมณ์ร้อนเสมอ
หยวนหงเจี๋ยไตร่ตรองมาหลายวันจึงตัดสินใจกล่าวออก “องค์หญิง เรื่องเมื่อสี่ปีก่อน…”
“อย่าได้พูดถึงมันอีกเลย คิดเสียว่าเรื่องวันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นก็พอ” เรื่องเมื่อสี่ปีก่อนถึงนางจะจำคำพูดของเขาได้ แต่นางจดจำใบหน้าเขาไม่ได้แล้ว อีกอย่างสตรีผู้นั้นก็ไม่ใช่นาง
หยวนหงเจี๋ยรู้สึกตระหนกกับคำพูดนั้นอยู่มาก ที่รู้ว่าคนที่เคยรักตนสุดหัวใจ ตอนนี้กลับต้องแต่งให้กับศัตรู ช่างเถิดตอนนี้นางคงแค่รู้สึกน้อยใจ หากเขายึดอำนาจมาได้ทั้งหมดเมื่อไร เขาจะรับนางมาเป็นสนมทันที
“ขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัย”
“ขอให้ซื่อจื่อเดินทางโดยปลอดภัย”
เมื่อผู้นำทหารแคว้นเว่ยมาตรวจสอบทรัพย์สินทุกอย่างถูกต้องตามรายการแล้วจึงเริ่มเคลื่อนขบวนออกไป หยวนหงเจี๋ยจึงควบม้านำหน้าลูกน้องกลับแคว้นฉินทันที