บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 นางไม่ใช่พระชายา

พอถึงทางแยกเข้าจวนเว่ยอ๋อง องครักษ์เหยียนโม่โฉวกับไต้ห่าวซวนจึงคุมขบวนบรรณาการเข้าไปที่เมืองผิงเหยาซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเว่ย ส่วนเฉียนฟู่กับหวู่เอิน พาขบวนเจ้าสาวตรงไปที่จวนเว่ยอ๋อง

ราวสองเค่อรถม้าก็หยุดลง เฉียนฟู่จึงเอ่ยออก “ถึงจวนอ๋องแล้วขอรับ”

เจียวฝางเป็นฝ่ายลงมาก่อน จากนั้นจึงช่วยประคองผู้เป็นนายลงจากรถม้า

เมื่อนั้นหญิงชราที่มายืนรออยู่หน้าประตูจวนจึงพูด “ข้าน้อยชิวหมัวมัวคารวะพระชายา” พร้อมกับยอบกายคารวะ “ท่านอ๋องไม่สะดวกออกมาต้อนรับพระชายาด้วยตนเอง จึงส่งข้ามาแทนเจ้าค่ะ”

เจียวฝางได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ นี่คนทั้งสองแคว้นเห็นองค์หญิงใหญ่ของนางเป็นสิ่งใดกัน นางกำลังจะอ้าปากแย้งว่านี่ค่อนข้างผิดธรรมเนียม มีที่ไหนเจ้าสาวมาถึงจวนแต่เจ้าบ่าวกลับไม่ออกมาต้อนรับ ฉินมี่จึงเอ่ยขึ้นก่อน “ข้าเข้าใจ” เข้าใจว่าหนึ่งเขาเป็นผู้ป่วยติดเตียงอาจจะไม่สะดวกออกมาต้อนรับนาง สองเขาไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับนาง และความจริงน่าจะเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง

“เชิญพระชายา” ชิวหมัวมัวผายมือเชื้อเชิญ เจียวฝางประคองพระชายาเดินตามชิวหมัวมัวไปยังเรือนที่พวกเขาจัดเตรียมไว้ให้

ระหว่างทางชิวหมัวมัวยังแนะนำ “ฝั่งขวาคือเรือนของท่านอ๋องชื่อว่าเรือนยั่งยืน ฝั่งซ้ายคือเรือนรับรองแขกชื่อว่าเรือนร่มรื่น ถัดจากเรือนยั่งยืนคือเรือนดอกโบตั๋น” ชิวหมัวมัวไม่ได้เอ่ยออกไปว่าเป็นเรือนของผู้ใด

นางเดินไปอีกพักใหญ่จึงมองเห็นเรือนไม้หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกันกับเรือนดอกโบตั๋นและเรือนยั่งยืน “นี่คือเรือนของพระชายาเจ้าค่ะ” ซึ่งเป็นเรือนที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับอนุภรรยา

เจียวฝางเหลือบมองชื่อเรือนที่แกะสลักด้วยไม้เงางาม ‘ใบไม้ผลิ’ “แล้วทางนั้นคือเรือนของใครเจ้าคะ” ลักษณะเป็นเรือนชั้นเดียวแต่มีหลายห้อง

“เรือนของบ่าวรับใช้ ถัดไปเป็นโรงครัว” ชิวหมัวมัวไม่คิดปิดบัง เพราะวันหนึ่งพระชายาก็ต้องรู้อยู่แล้ว

เจียวฝางอ้าปากพูดออกด้วยความโมโห “พระชายานี่มัน…”

แต่พูดยังไม่ทันจบ ฉินมี่ก็เอ่ยขัดขึ้นตามเคย “มีที่ซุกหัวนอนก็ดีแล้ว”

ชิวหมัวมัวชอบใจกับคำกล่าวนี้ยิ่งนัก นางนึกชื่นชมฉินมี่ในใจแล้ว ช่างเป็นสตรีที่ปรับตัวได้ดียิ่งนัก จากนั้นจึงพาทั้งสองเข้าไปด้านใน “พระชายาเดินทางมาเหนื่อย ๆ รีบพักผ่อนให้ดีเถิดเจ้าค่ะ”

“อืม”

อืมอย่างนั้นหรือ พระชายาตอบเช่นนั้นได้อย่างไร พระชายาไม่รู้หรืออย่างไรว่าการแต่งงานต้องทำพิธีอะไรบ้าง เจียวฝางโมโหแทบตายแล้ว

เจียวฝางอดที่จะโพล่งขึ้นมาไม่ได้ “ชิวหมัวมัว วันนี้เป็นวันแต่งงานขององค์หญิงใหญ่กับท่านอ๋อง เหตุใดถึงไม่มีพิธีรีตองอะไรเลยเจ้าคะ” ภายในจวนก็เงียบสงัดราวกับว่าวันนี้ไม่ใช่วันมงคลอย่างไรอย่างนั้น ผ้าแดงโคมแดงล้วนไม่มีให้เห็นเลยสักชิ้นเดียว นี่มันแปลกเกินไปแล้ว

ชิวเหลียนอธิบายเสียงเนิบช้า “ท่านอ๋องยังป่วยหนัก วันนี้จึงไม่สามารถทำพิธีได้ พระชายาโปรดอย่าได้ถือสาเลยเจ้าค่ะ” แม้จะเป็นสมรสพระราชทาน หากเซียวเหิงไม่เต็มใจแล้วใครจะทำอะไรได้ แม้คนผู้นั้นจะเป็นถึงฮ่องเต้ แต่เซียวเหิงก็โยนราชโองการทิ้งต่อหน้าขันทีมาแล้ว กระนั้นเซียวเจ๋อฮ่องเต้ก็ยังไม่ลดละความพยายาม ยังคงส่งฉินมี่มาที่จวนของเว่ยอ๋องจนได้

ชิวหมัวมัวเป็นเพียงบ่าวรับใช้ มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น มีสิทธิ์อันใดไปตัดสินใจแทนเจ้านายกันเล่า

“แต่ท่านอ๋องนั่งบนรถเข็นได้นี่เจ้าคะ” เจียวฝางแย้งขึ้นเสียงขุ่น

“เจียวฝาง” ฉินมี่เอ่ยปรามเสียงเย็น

เจียวฝางจึงก้มหน้ารับคำ “เจ้าค่ะ”

ให้หลังชิวหมัวมัว เจียวฝางจึงบ่นออกมา “อย่างนี้จะเรียกว่าแต่งงานได้อย่างไร เจ้าบ่าวเจ้าสาวยังไม่เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ” มือพลางช่วยถอดเครื่องประดับออกจากศีรษะของผู้เป็นนายและแอบน้อยใจแทนนางไม่ได้ “เรือนหลังนี้ก็คงเป็นเรือนสำหรับอนุกระมัง” ก่อนนางเข้าไปเป็นนางกำนัลในพระราชวัง ท่านพ่อของนางก็เคยมีเรือนลักษณะเช่นนี้ ทำไมนางจะดูไม่ออกเล่า ว่าเรือนท้ายจวนส่วนใหญ่เอาไว้ให้สำหรับใครอยู่

          “ช่างเถิด เขาให้ทำอะไรเราก็ทำตามไปก่อน” ตอนนี้การรักษาชีวิตให้รอดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด “อย่างน้อยก็คงไม่โดนกักบริเวณเหมือนอยู่ที่แคว้นฉินหรอกกระมัง”

          ฉินมี่ถอดชุดเจ้าสาวเสร็จจึงนั่งนับและจัดเก็บสินเดิมอันมากมายพลางคิดในใจ จะทำอย่างไรถึงจะได้เป็นอิสระจากที่นี่ นางเองก็อยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รักไม่ได้เช่นกัน มีสมบัติมากเพียงนี้หากไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ก็คงเสียดายแย่ เอาเถิด หากนางมีโอกาสต้องลองดูสักครั้ง

          สั่งพ่อบ้านเรื่องอาหารการกินให้กับฉินมี่เสร็จแล้ว ชิวหมัวมัวจึงเดินมารายงานเซียวเหิง “ท่านอ๋อง พระชายาเข้าพักในเรือนใบไม้ผลิเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

          “นางไม่ใช่พระชายาของข้า” เซียวเหิงตวาดออกเสียงดังจนหมัวมัวสะดุ้งโหยง

          “ไม่ใช่ก็ไม่ใช่เจ้าค่ะ”

          “ให้นางเป็นสาวใช้ก็นับเป็นวาสนาของนางแล้ว”

          “ท่านอ๋อง หากเรื่องนี้รู้ไปถึงแคว้นฉิน…” อาจจะเกิดสงครามขึ้นมาอีกระรอกหนึ่ง

          “ช่างปะไร เดิมทีเรื่องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์อะไรนั่น ข้าก็ไม่เคยเห็นด้วยอยู่แล้ว” เขารู้ว่ากำลังถูกกลั่นแกล้งโดยสองแม่ลูก แต่ยิ่งสองคนนั้นอยากแกล้งเขาเท่าไร เซียวเหิงก็ยิ่งชอบ พวกเขาคงอยากเล่นงานตอนที่เขาทำอะไรไม่ได้

          เซียวเหิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ถ่ายทอดคำสั่งออกไปหากใครกล้าเรียกนางว่าพระชายาให้ลากไปตัดลิ้นเสีย อีกอย่างพรุ่งนี้ให้นางไปทำงานที่โรงครัว” เขาจะไม่สังหารนาง แต่ถ้านางทนไม่ไหวเขาก็ช่วยไม่ได้

          “ท่านอ๋อง” ชิวหมัวมัวตกใจจนแทบสิ้นสติ นางเป็นถึงองค์หญิงจะให้นางไปทำงานในโรงครัวได้อย่างไร

          “จะเป็นชายาข้ามิใช่ต้องทำอาหารเป็นหรอกหรือ”

          ชิวหมัวมัวอยากแย้งว่าท่านอ๋องไม่เคยให้อดีตพระชายาทำอาหารเลยแม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่กล้าเอ่ย ได้แต่รับคำแล้วไปถ่ายทอดคำสั่ง

          เซียวเหิงยังพูดต่ออีกว่า “อย่าลืมให้ซูลี่ติดตามนางแล้วมารายงานข้าด้วย”

          “เจ้าค่ะ”

          เย็นวันนั้นชิวหมัวมัวจึงไปถ่ายทอดคำสั่งให้ฉินมี่ทราบ

          ฉินมี่กินอาหารเย็นเสร็จพอดี ชิวหมัวมัวก็เดินมาหา นางมองฉินมี่ด้วยความตกตะลึง คล้ายว่าตนลืมหายใจไปชั่วขณะ ทำไมถึงได้งดงามถึงเพียงนี้ แม้นางจะเอวบางร่างน้อยไปสักหน่อย แต่ใบหน้ากลับเรียวมน ดวงตากลมโตใสแป๋ว คิ้วเรียงกันสวยขนตาดกดำงอนงาม ใบหน้าขึ้นสีเรื่อบางเบา ริมฝีปากอมชมพูคล้ายมีคล้ายไม่มีสีชาดแต้มไว้ มองดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก เมื่อวานใบหน้าของฉินมี่ถูกบดบังด้วยผ้าสีแดงนางจึงมองไม่เห็น วันนี้จึงประจักษ์แก่ใจแล้วว่าพระชายาเว่ยอ๋องช่างงดงามยิ่งนัก

         
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel