ใต้เงารักท่านอ๋องร้าย

24.0K · อัพเดทล่าสุด
กัญจารีย์
15
บท
57
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

จากพยาบาลสาวสู่องค์หญิงใหญ่ในยุคโบราณ ร้ายกว่านั้นคือนางต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น เมื่ออยู่ก็ไม่สู้ตาย เช่นนั้นนางขอไปตายเอาดาบหน้ายังดีกว่า แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะให้นางเป็นเพียงแค่สาวใช้

นิยายจีนโบราณนิยายรักโรแมนติกนิยายย้อนยุคท่านอ๋องพระชายาจีนโบราณแฟนตาซี

ตอนที่ 1 แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์

สงครามระหว่างแคว้นฉินกับแคว้นเว่ยยืดเยื้อกันมานานแรมปี แคว้นเว่ยค่อย ๆ ยึดครองดินแดนของแคว้นฉินเข้ามาเรื่อย ๆ และในที่สุดแคว้นเว่ยก็สามารถยึดดินแดนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นฉินได้ถึงสิบเมือง

          นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ฉินตงฮ่องเต้ของแคว้นฉินยอมยกธงขาวขอเจรจาสงบศึก การเจรจาระหว่างฮ่องเต้ทั้งสองแคว้นเป็นไปอย่างราบรื่น และได้ข้อสรุปว่าแคว้นฉินต้องส่งเครื่องบรรณาการไปยังแคว้นเว่ยทุกปี

ตอนนี้สงครามสงบมาเป็นเดือนแล้ว และเครื่องบรรณาการก็ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว อีกเจ็ดวันขบวนส่งเครื่องบรรณาการก็จะออกเดินทางแล้ว

แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อสองวันก่อนกลับมีจดหมายด่วนจากแคว้นเว่ย ขอให้แคว้นฉินส่งองค์หญิงไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นกับเว่ยอ๋อง ซึ่งมีศักดิ์เป็นเสด็จอาของเซียวเจ๋อฮ่องเต้แห่งของแคว้นเว่ย หากทางแคว้นฉินไม่ทำตามคำขอ สงครามระหว่างแคว้นก็คงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

          ฉินตงฮ่องเต้ผู้คลั่งไคล้ในนารีเร่งรีบประชุมกับเหล่าขุนนางในราชสำนักมาสองวันแล้ว แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้ปวดศีรษะเป็นอย่างยิ่ง คืนนี้พระองค์ต้องเสด็จไปยังตำหนักของกุ้ยเฟย สีหน้าจึงดูไม่แช่มชื่นนัก หัวคิ้วเดี๋ยวขมวดเดี๋ยวคลายอยู่ตลอดเวลา

          สือเยี่ยนฟางอดไม่ได้จึงเอ่ยถามเสียงอ่อนโยนเจือออดอ้อน “ฝ่าพระบาท ทรงมีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายพระทัยหรือเพคะ”

          เพราะเป็นพระสนมคนโปรด ฮ่องเต้จึงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้นางฟังตั้งแต่แรก แต่วันนี้เห็นทีคงเก็บไว้ไม่ได้แล้ว ฉินตงฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน กล่าวออกคล้ายลำบากใจหนักหนา “ฟางเอ๋อร์ เราต้องส่งเยว่เอ๋อร์ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเว่ยอ๋องแห่งแคว้นเว่ย”

          ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “ทำไมต้องเป็นเยว่เอ๋อร์เพคะ” น้ำเสียงของนางไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จะให้องค์หญิงรองฉินเฟินเยว่ ซึ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางไปแต่งงานกับเว่ยอ๋องได้อย่างไร

          แต่ฉินตงฮ่องเต้ยังกล่าวออกอย่างใจเย็น “เจ้าก็รู้ว่าเรามีธิดาอยู่แค่สองคน ฉีเอ๋อร์เพิ่งอายุเพียงสิบขวบปี จะให้นางไปแต่งงานกับเว่ยอ๋องได้อย่างไร” เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับฉินตงฮ่องเต้ ในพระราชวังมีนางสนมมากมายหลายร้อยหลายพันคน แต่พวกนางกลับให้กำเนิดเพียงธิดา แม้ฮ่องเต้จะทรงงานหนักเรื่องกามกิจมากเพียงใดก็ไม่สามารถให้กำเนิดโอรสได้แม้แต่คนเดียว เรื่องนี้ก็ทำให้ฮ่องเต้หนักใจเป็นอย่างมาก

          สือกุ้ยเฟยแสร้งบีบน้ำตาให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้นอีก “ฝ่าบาท ใครต่างก็รู้ว่าเว่ยอ๋องพิการเดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็น หรือจะพูดกันตามตรงก็คือเป็นผู้ป่วยติดเตียง เช่นนี้แล้วจะให้หม่อมฉันทำใจยอมรับได้อย่างไรเพคะ”

          “แต่เรื่องนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว หากเราไม่ส่งเยว่เอ๋อร์ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ สงครามระหว่างสองแคว้นก็คงต้องเริ่มขึ้นอีก และไม่รู้ว่าครั้งนี้เราจะเสียเมืองไปอีกเท่าไร”

เดิมทีเจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อหรือแม่ทัพหยวนที่อยู่ชายแดนตะวันตกสามารถต้านทัพข้าศึกได้เป็นอย่างดี การรบมีแพ้มีชนะสลับกันไป แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาแคว้นฉินกลับเสียดินแดนให้กับศัตรูถึงสิบเมือง เรื่องนี้ฮ่องเต้ไม่ได้โทษแม่ทัพหยวน พระองค์ทรงคิดว่า เพราะการศึกยึดเยื้อมานาน พละกำลังของเหล่าทหารก็คงถดถอยลงไปด้วย จึงทำให้ไม่สามารถต้านทัพข้าศึกไว้ได้

          ทันใดนั้นดวงตาดอกท้อที่คลอด้วยหยาดน้ำตาก็พราวระยับขึ้นมา สือกุ้ยเฟยคล้ายคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบกราบทูล “ฝ่าบาททรงลืมองค์หญิงใหญ่ไปแล้วหรือเพคะ”

          ดวงตาของฉินตงฮ่องเต้กระตุกวูบหนึ่ง เขาลืมนางไปแล้วจริง ๆ ยี่สิบปีแล้วที่เขาไม่เคยคิดถึงธิดาคนนี้เลย ตลอดเวลาเขาคิดว่าตนมีธิดาเพียงสองคนมาตลอด “เจ้าหมายความว่า…”

          สือกุ้ยเฟยพยักหน้าช้า ๆ พลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “เพคะ ในเมื่อทางนั้นไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นองค์หญิงองค์ใด เราก็สามารถส่งองค์หญิงใหญ่ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเว่ยอ๋องได้ อีกอย่างไม่ใช่เป็นการดีหรือเพคะที่เราสามารถส่งตัวอัปมงคลออกนอกแคว้นฉินได้”

          ฉินตงฮ่องเต้ดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาทันที “จริงดั่งที่เจ้าว่า” เดิมทีฉินตงฮ่องเต้ก็ไม่ได้รักธิดาคนนี้อยู่แล้ว หากจะส่งนางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ จะต่างอะไรกับสาดน้ำทิ้ง มิหนำซ้ำยังเป็นการช่วยแคว้นฉิน “ขอบใจเจ้ามาก หากวันนี้เราไม่มาพบเจ้า ก็คงคิดมากอยู่เช่นนี้”

          “ทำให้ฝ่าบาทผ่อนคลายพระทัยลงได้ นับเป็นหน้าที่ของหม่อมฉันแล้วเพคะ” นางก้มหน้าหลุบตาลงต่ำ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แอบซ่อนแววตาดุร้ายเอาไว้

         

          “กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นจนสุดเสียงเมื่อรับราชโองการจากขันทีผู้แทนพระองค์งเสร็จ มือบอบบางโยนราชโองการทิ้งอย่างไม่ไยดี พลางกวาดข้าวของบนตั่งโต๊ะร่วงลงพื้นจนแตกหักเสียหาย เสียงดังก้องไปทั่วตำหนัก แต่ยังดีที่ในตำหนักนี้มีคนอยู่เพียงสองนายบ่าวเท่านั้น

          “องค์ องค์หญิงใหญ่ใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ” เจียวฝางสาวใช้ข้างกายกล่าวออกเสียงสั่นเครือ

          “เจ้าไปตายซะ” ว่าจบก็ใช้เท้าน้อย ๆ ถีบสาวใช้จนล้มลงบนพื้น

          เจียวฝางรีบหมอบกราบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาไปหมด “องค์หญิงโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”