ตอนที่8 หวังมากเกินไป
ตอนที่8 หวังมากเกินไป
เด็กชายภูผาเอียงคอด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงตัวเท่าๆ กับเขาราวกับได้เจอเพื่อนเล่น และเด็กคนนั้นกำลังทำของบางอย่างตก
เจ้าภูผาตัวแสบรีบวิ่งไปด้านหน้า ก่อนจะก้มเก็บพวงกุญแจตุ๊กตาที่หลุดจากกระเป๋าขึ้นมา
“นี่” เสียงเล็กใสของเด็กดังขึ้น ทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กกับผู้ใหญ่คนหนึ่งหยุด
ยังไม่ทันผู้ใหญ่จะได้พูดอะไร เด็กน้อยแสนเอาแต่ใจและถูกตามใจมาตลอดก็ส่งเสียงแหลมขึ้นก่อน
“ของเรานะ!” เด็กหญิงของขวัญ วัยสามขวบกว่าหันกลับไปเห็นพวงกุญแจตุ๊กตาตัวโปรดก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
เด็กน้อยนิสัยเอาแต่ใจตัวเองเพราะพ่อตามใจมาตั้งแต่เกิด ไม่ชอบให้ใครยุ่งของตัวเองหากไม่แบ่ง ก้าวเข้าไปกระชากพวงกุญแจออกจากมือของเด็กชายภูผา
เปียะ!
และตีมือเล็กของเด็กชายภูผากลับไปอย่างดื้อรั้น
“เธอแย่งของเรา!”
เปียะ!
แต่เด็กก็มีความดื้อรั้นในตัว เมื่อถูกตีเจ็บก็ตีอีกฝ่ายกลับคืนไม่ต่างกัน
“ไม่แย่ง!”
“ตายแล้ว!” เลขาสาวร้องขึ้นด้วยความตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น รีบเข้าไปดึงเด็กชายออกให้พ้น ปกป้องเด็กสาวลูกเจ้านายทันที
“.....” ใบหน้าบึ้งตึงของเด็กหญิงของขวัญปรากฏขึ้นไม่พอใจ ขยับเข้าไปตีเด็กชายภูผาอีกครั้งที่กล้าตีตัวเอง
“พอแล้วค่ะน้องขวัญ” เลขาสาวพูดด้วยปาก แต่ก็ต้องจับเด็กชายไว้ไม่ให้ตอบโต้กลับไป
“จะฟ้องคุณพ่อ!” พูดจบก็หมุนตัววิ่งกลับไปหาผู้เป็นพ่อที่ห้อง ทำให้เลขาปล่อยตัวเด็กชายภูผาแล้วรีบตามไป
“.....” เด็กชายภูผาที่ถูกตีครั้งแรกเจ็บนิดหน่อย แต่ครั้งที่สองนิ้วของอีกฝ่ายโดนตาตัวเองจนเจ็บ เบะปากคว่ำน้ำตาคลอแต่กลั้นไม่ร้องไห้ออกมา
และไม่นานร่างสูงใหญ่ของขุนเขาก็เดินออกแรงลูกสาวที่วิ่งเข้าไปจูงมือฟ้องตัวเองทั้งน้ำตา
“คนนี้ขโมยของน้องขวัญ แล้วก็ตีน้องขวัญ” ชี้นิ้วให้พ่อเห็นเด็กนิสัยไม่ดีตรงหน้า
“ขึ้นมาทำอะไร” น้ำเสียงเรียบนิ่งถามเด็กตัวสูงกว่าหัวเข่าเขาเล็กน้อยขึ้น
จำได้ว่าเด็กคนนี้คือลูกแม่บ้านที่เคยเกิดเรื่องวันนั้น ไม่คิดว่าวันนี้จะซนจนขึ้นมาถึงชั้นบนได้
“!” คนถูกถามสะดุ้งเบาๆ กับเสียงนั้น เงยหน้าสบตากับผู้ใหญ่ร่างสูงใหญ่ตรงหน้า เห็นสายตาดุคู่นั้นรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก
สำหรับผู้ใหญ่ทั้งเรียบนิ่งเย็นชาและดุดัน นับประสาอะไรกับเด็กวัยยังไม่สามขวบ
“แม่นายอยู่ที่ไหน”
“แม่ตำงาน” เด็กน้อยตอบกลับในคำถามนั้น
“แล้วขึ้นมากับใคร”
“คนเดียวคับ”
“ขึ้นมาที่นี่ได้ยังไง” คำว่าคนเดียวทำให้เขาอยากย้ำว่าเด็กนี่ขึ้นมาทางไหน
“.....” นิ้วป้อมชี้ไปยังลิฟท์ด้านหลัง ตอบคำถามว่าขึ้นมาได้ยังไง
“ไปตามแม่นายมา” อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวของเขา แต่กลับออกจากลิฟท์มาชั้นสูงขนาดนี้เพียงลำพัง
รู้ว่าแม่ทำงานแต่กลับปล่อยปละละเลยลูก ครั้งก่อนก็เกิดเรื่อง ครั้งนี้ก็สร้างปัญหา คงต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ
“.....” เด็กน้อยเริ่มเบะปากคว่ำกับน้ำเสียงและความกดดันที่รับรู้ได้
ไม่รู้ว่าแม่อยู่ไหน ไม่รู้เลขชั้นที่ตัวเองอยู่กับแม่ก่อนหน้านี้ แล้วจะให้ตามแม่ได้ยังไง
“ตายแล้ว! น้องภูขึ้นมาได้ยังไงลูก” แล้วแม่บ้านวัยกลางคนที่เดินออกจากห้องผู้บริหารคนหนึ่งที่เธอดูแลรับผิดชอบประจำมาเห็นพอดี อุทานด้วยความตกใจรีบรุดหน้าไปหาเด็กน้อยตรงหน้า
“ทำไมถึงปล่อยให้เพ่นพ่านแบบนี้” ตำหนิออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
เขาพอรับรู้ว่าพนักงานมักพาลูกหลานมาที่ทำงานบ้างเป็นครั้งคราวยามจำเป็น เขาเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเข้าใจคนมีลูกแต่ไม่มีคนเลี้ยง ขอแค่ไม่กระทบกับงาน ไม่สร้างความวุ่นวายให้คนอื่นก็พอ
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันไม่ใช่ เด็กน้อยที่ขึ้นลิฟท์มาคนเดียวไม่ใช่แค่อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่หากเกิดเหตุลิฟท์ค้างหรืออะไรทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กขึ้นมาจะทำยังไง ทั้งชื่อเสียงของบริษัท ทั้งการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
“ขอโทษค่ะ พอดีพวกเราแยกกันทำงานแล้วก็แยกกันไปพัก เด็กน่าจะแอบเล่นซน”
“ถ้าคิดจะพากันเอาลูกหลานมาที่ทำงานก็ดูแลให้ดี ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ครั้งต่อไปต้องพิจารณาตัวเอง”
“ค่ะ”
“ไปตามแม่เด็กคนนี้มาด้วย” พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจบก็อุ้มลูกสาวกลับเข้าห้องทำงานไป
ถามไถ่เรื่องที่เกิดขึ้นจากเลขาถึงได้รู้ว่าเป็นมายังไง แต่ถึงยังไงเขาก็ต้องคุยกับแม่ของเด็ก ทั้งในฐานะพนักงานและผู้ปกครอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เลขาสาวหน้าห้องเคาะประตูขออนุญาตก่อนจะเปิดออกเพื่อแจ้งเจ้านาย
“มาแล้วค่ะ”
“.....” เชอรีนจูงมือลูกชายเข้าไปในห้องทำงานของรองประธานหลังถูกเรียกพบ และพอรู้เรื่องคร่าวๆ จากแม่บ้านที่พาลูกเธอลงไปแล้ว
“นี่ครั้งที่สองที่ลูกเธอสร้างปัญหา” เข้าประเด็นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเย็นชา
“ขอโทษค่ะ” ยกมือไหว้อย่างไร้ข้อแก้ตัว เพราะเธอดูแลลูกไม่ดีเอง
“ฉันว่าเธอไม่มีความพร้อมที่จะทำงานที่นี่”
“ฉันจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกแน่นอนค่ะ” รีบรับปากออกไปในทันที
เธอพึ่งทำงานได้สองเดือนเองนะ จะถูกไล่ออกอีกแล้วเหรอ
“ฉันว่าสองครั้งกับความผิดพลาดเดิมๆ มันน่าจะมากเกินพอแล้ว”
“ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งฉันจะยอมออกค่ะ” ขออีกครั้งเดียวเถอะ
“งั้นเธอก็ควรจะดูแลลูกเธอให้ดีกว่านี้ อย่าสร้างความวุ่นวายให้ใคร” เป็นประโยคตำหนิที่แสนเย็นชามาก
“ค่ะ”
“ให้ลูกเธอขอโทษที่ตีลูกฉันซะ” แล้วก็สั่งขึ้นอีกครั้ง
“!...”
“น้องภูตีคนอื่นเหรอคะ” เรื่องนี้แม่บ้านไม่ได้บอกเธอตกใจที่พึ่งรับรู้ และตกใจกับเรื่องที่...
เชอรีนไล่เรื่องยุ่งเหยิงส่วนอื่นออก หันไปถามลูกชายก่อนทำตามคำสั่ง
“คนนั้นตีก่อน” ชี้นิ้วป้อมๆ ไปยังเด็กผู้หญิงบนตักแกร่ง
“เธอขโมยของเรา!” เสียงเอาแต่ใจแย้งออกมา
“เก็บได้!” เถียงกลับอย่างไม่ยอม
“.....” เชอรีนหันไปมองหน้าเจ้าของห้องอีกครั้ง หวังว่าเขาจะไม่รังแกเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้ผิดเพียงเพราะความรักและหวงแหนลูกของตัวเองฝ่ายเดียว
แต่เธอกลับหวังมากเกินไป
“นายไม่รู้เหรอ ว่าผู้ชายไม่ควรทำร้ายผู้หญิง”
