บท
ตั้งค่า

ตอนที่7 มีแค่พ่อ

ตอนที่7 มีแค่พ่อ

“ขุน แม่ถามจริงๆ นะ เมื่อไหร่ลูกจะตกลงหมั้นกับหนูพลอยสักที...”

“หรือจะแต่งเลยก็ได้ด้วยซ้ำ ลูกอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ” เมื่อเสร็จมื้อเย็นในครอบครัว คุณยุวเรศถามลูกชายอย่างเหนื่อยใจจะพูด

แต่ไม่พูดก็ไม่ได้ ทั้งสองครอบครัวเฝ้ารอให้ถึงวันนั้นจนแทบจะรอไม่ไหว แต่จะให้ปล่อยเลยตามเลยก็ไม่ได้ ในเมื่อเป็นฝ่ายเคยออกปากเองด้วยซ้ำ

“ผมบอกไปหลายครั้งแล้วว่าผมไม่คิดเรื่องพวกนี้”

“แล้วเมื่อไหร่ลูกจะคิด ลูกอายุก็ไม่ใช่น้อย อีกอย่างสิ่งที่ลูกหวังเลิกหวังสักทีเถอะนะ”

“.....”

“ถ้าเธอจะกลับมาคงกลับมานานแล้วขุน แค่เรื่องน้องขวัญแม่ว่าแม่ก็ยอมขุนมากแล้ว...”

“แล้วเรื่องนี้ขุนทำเพื่อแม่บ้างไม่ได้เหรอ อีกอย่างมันก็เพื่อตัวขุนเอง จะได้ไม่ต้องจมปลักแบบนี้” ตอนแรกก็พูดอย่างละเหี่ยใจ แต่พอเข้าเรื่องในอดีตก็ทำให้มีอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย รู้สึกขัดใจกับลูกชายตัวดีของตัวเองเหลือเกิน

“.....”

“หนูพลอยก็ดีขนาดนั้น แม่ไม่เชื่อหรอกว่าสุดท้ายแล้วจะเอาชนะใจเราไม่ได้” นอกจากเหตุผลที่อยากได้น้ำพลอยเป็นสะใภ้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นเธออยากให้ลูกชายลืมผู้หญิงคนนั้นไปสักที

ผู้หญิงที่เธอก็เคยเอ็นดูและรักเหมือนลูก รับเป็นสะใภ้ไม่เคยกีดกันทั้งคู่ แต่สุดท้าย!... ไม่อยากจะพูดถึงเลย

“น้องขวัญก็โตขึ้นทุกวัน ถ้าลูกถามหาแม่ล่ะ” กล่อมด้วยเหตุผลอื่นไม่ได้ก็ต้องยกลูกสาวตัวน้อยมาอ้าง

“แกมีแค่พ่อก็ได้ครับ”

“ไม่ได้!” เถียงกลับทันที

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ไม่อยากเถียง ไม่อยากฟัง ไม่อยากพูดเรื่องพวกนี้ และก็หนีเหมือนทุกครั้ง

“ขุน!...”

“แม่ไม่ให้เราหนีไปตลอดหรอกนะ ยังไงสักวันเราก็ต้องแต่งงานกับหนูพลอย!” ได้แต่ตะโกนไล่หลังลูกชายหัวรั้นอย่างหัวเสีย

“บางทีก็ต้องยอมปล่อยวางคุณหญิง” คุณชยุตได้แต่ปลงตกบอกภรรยา

“ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าลูกปล่อยตัวโสดเพราะไม่คิดรักใครฉันไม่ห่วง แต่ที่ฉันกังวลเพราะลูกรอผู้หญิงคนนั้น!”

“ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่หากดึงดันต่อไปคนที่จะเจ็บปวดไม่ใช่แค่ลูกเรา แต่เราจะดึงลูกสาวบ้านอื่นมาเจ็บปวดด้วย” เตือนสติภรรยาเสร็จก็ลุกขึ้นไปชั้นสอง

“.....” คำพูดนี้ทำให้คุณยุวเรศเงียบลงไปอย่างเข้าใจดี

แต่น้ำพลอยก็ชอบพอในตัวลูกชายของเธอไม่น้อย และเหมือนจะพร้อมตอบรับคำสู่ขออย่างไม่คิดถึงเหตุผลอื่น

ติดก็ที่ลูกชายเธอคนเดียว

ป้าน้อยที่วันก่อนเป็นหวัดเลยทำให้เชอรีนต้องพาลูกไปที่ทำงานด้วยคิดว่าวันนี้จะหาย กลายเป็นมีไข้ขึ้นติดกันมาสองวันแล้ว ทำให้เชอรีนต้องพาลูกชายไปที่ทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้เป็นวันที่สี่ และยังนับว่าสองวันที่ผ่านมาไม่มีปัญหาอะไรเหมือนวันแรก

“ข้าวต้มกับยาเชอเตรียมไว้ให้แล้วนะจ๊ะ แล้วต้มจืดไว้มื้อกลางวัน อุ่นก่อนค่อยกินนะป้า” เชอรีนถือถ้วยข้าวต้มที่ทำให้คนป่วย พร้อมกับต้มจืดที่ทำให้ตัวเองกับลูกชายมาไว้สำหรับมื้อเที่ยงของคนป่วย

ป้าน้อยดูแลเธอเหมือนลูกหลาน เธอเองก็ดูแลป้าน้อยเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่งเช่นกัน

“ขอบใจลูก ไปทำงานเถอะป้าไม่เป็นไรมากหรอก” บอกด้วยความเอ็นดู

“งั้นเชอไปก่อนนะจ๊ะ ถ้ารู้สึกไม่ดีโทรหาเชอนะป้า” บอกด้วยความเป็นห่วง เธอนับถือป้าน้อยเป็นเหมือนแม่ไปแล้วก็ว่าได้

“อืม” ตอบรับอย่างไม่เรื่องมาก

เชอรีนเห็นแบบนั้นก็กลับห้องไปพาลูกชายขึ้นรถไปที่ทำงานอย่างทุกวัน เพราะการพาลูกชายไปทำงานด้วยมีกระเป๋าค่อนข้างเยอะ เธอเลยต้องเสียเงินมากกว่าเดิมในการเรียกบริการรถแทนการโหนรถเมล์ หอบหิ้วของและลูกชาย

“ถ้าไม่อยากอดกินขนมต้องห้ามอะไรครับ” เชอรีนถามลูกชายขึ้นเหมือนทุกวัน

เจ้าเด็กที่วันแรกอดกินไอติมเพราะแอบหนีแม่ไปเล่นจนเกิดเรื่อง ทำให้สองวันต่อมาเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย แต่ถึงอย่างนั้นแม่อย่างเธอก็ไม่ลืมย้ำเตือนทุกวัน ขู่ไม่ให้เจ้าตัวแสบแอบดื้ออีก

“ห้ามดื้อ!” ตอบกลับเสียงดังฟังชัด รู้ความว่านอนสอนง่าย...บางเวลา

“ดีมาก งั้นแม่ไปทำงานก่อนนะครับ” ยีหัวลูกชายอย่างเอ็นดู ทิ้งไว้ในห้องกับของเล่นและสมุดระบายสี

เจ้าเด็กน้อยก็ว่าง่ายนอนคว่ำลงกับเสื่อที่เย็บทับด้วยผ้าอีกชั้น อุปกรณ์ที่เชอรีนพกติดตัวมาเองจากบ้านสำหรับพื้นที่ของลูกชาย มือเล็กหยิบของเล่นชิ้นใหม่ที่แม่ซื้อให้เมื่อวานออกมาเล่นด้วยความตื่นเต้น รางวัลของเด็กดีสองวันติดที่ไม่แอบดื้อแอบซน

เล่นอยู่คนเดียวสักพักใหญ่แม่ก็กลับมา หันไปส่งยิ้มให้กันก่อนผู้เป็นแม่จะลงมานั่งเล่นกับลูกชายเหมือนทุกๆ วัน

เมื่อถึงช่วงพักกลางวันเชอรีนก็พาตัวเองขึ้นไปดูความเรียบร้อยพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายอีกครั้ง เป็นเหมือนสามเวลาสำคัญที่ต้องจัดการดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างให้ดีโดยไม่รวมเวลาที่ถูกเรียกหา

เธอกำชับลูกชายเหมือนเดิม เด็กน้อยที่วันนี้นอนกลางวันเร็วพึ่งตื่นก่อนถึงเวลาแม่ทำงานไม่นานรู้สึกสดชื่นและมีพลังเหลือล้น ทำให้ไม่ได้เชื่อฟังเท่ากับตอนเช้าเท่าไหร่นัก

วัยที่กำลังต่อต้านและมีความคิดเป็นของตัวเอง

ขอแม่แล้วแต่แม่ไม่อนุญาตให้ไปด้วย งั้นก็จะแอบตามไปหาแม่แทน

เด็กน้อยดันเก้าอี้ที่ไม่ได้หนักสำหรับเด็กไปข้างประตู ปีนขึ้นไปบิดลูกบิดเปิดง้างออก ลงจากเก้าอี้และดันไปเก็บที่เดิม ก่อนจะเดินไปที่ประตูอีกครั้ง ชะโงกหน้าไปด้านหน้าแอบมองสถานการณ์

ถึงปกติจะอยู่แต่ภายในห้องสี่เหลี่ยมและพื้นที่เล็กๆ หน้าหอพักกับยายน้อย แต่ก็ไม่ได้ขี้กลัวอะไรเลยสักนิด

เด็กน้อยมองไม่เห็นใคร ก็ก้าวออกจากห้องพักที่แม่พาอยู่ทั้งวัน มองซ้ายมองขวาก่อนจะตัดสินใจเดินไปทิศทางที่จำได้เพราะครั้งแรกแม่เคยพาขึ้นไป ยื่นนิ้วป้อมๆ กดปุ่มมีไฟทันที

ไม่นานประตูลิฟท์ก็เปิดออก เด็กน้อยช่างใจครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไป กดหมายเลขที่ตัวเองรู้จักแต่ไม่ครบทุกตัว เลยกดชั้นที่อยู่ใกล้มือที่สุด แล้วประตูลิฟท์ก็ค่อยๆ ปิดลง

แต่น่าสงสารที่จำนวนชั้นของตึกสูงตระหง่านแห่งนี้ช่างสูงเหลือเกิน ตัวเลขไล่เรียงกันสองแถว และแถวที่สองอันที่อยู่ต่ำสุดกลับเป็นชั้นสูงสุดที่ลิฟท์โดยสารไป

เด็กน้อยที่เคยนึกสนุกก่อนหน้าเริ่มหวาดกลัวเพราะไม่เคยอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมนี้นานขนาดนี้ แต่ลูกผู้ชายกลับไม่หลั่งน้ำตาออกมาทั้งที่มันคลอเบ้าที่ประตูไม่เปิดออกมาสักที ตอนขึ้นกับแม่จำได้ว่านับหนึ่งไม่ถึงสิบประตูก็เปิดแล้ว

เพราะตอนนั้นเด็กน้อยขึ้นแค่สองชั้นเท่านั้น

“ไม่กัวหยอก” พูดกับตัวเอง ฮึดสู้เหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ที่แข็งแกร่งและเก่งกาจ

จนกระทั่งประตูลิฟท์เปิดออกไม่รอช้ารีบก้าวออกไปแทบจะทันที ไม่อยากอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมนานๆ

แต่พอออกมาก็เจอกับความเงียบมากกว่าเก่า โถงทางเดินกว้างขวางของชั้นผู้บริหารมีแต่ห้องแยกออกไปอย่างเป็นส่วนตัว แทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากทางเดินที่ปูด้วยพรม

เด็กน้อยมองซ้ายมองขวาก่อนจะก้าวไปเรื่อยๆ เผื่อเจอใครสักคน

กระทั่ง...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel