ตอนที่5 เพียงวินาที
ตอนที่5 เพียงวินาที
“การมีพ่อแม่ครบไม่ได้การันตีว่าเด็กจะเติบโตมาอย่างดีมีคุณภาพ เพราะดูจากพวกคุณแล้วคงมีทั้งพ่อและแม่ แถมผ่านการศึกษาจนเข้าทำงานบริษัทใหญ่โตแบบนี้ได้...”
“แต่กลับไม่รู้จักใช้แค่เศษสมองจะคิดวิเคราะห์ได้ด้วยซ้ำ ว่าอะไรควรหรือไม่ควรพูดกับเด็ก!” ลุกขึ้นอุ้มลูก เชิดหน้าเล็กน้อย แผ่นหลังตรงตระหง่าน น้ำเสียงเย็นชาสายตาดุดันราวกับแม่เสือกำลังปกป้องลูกจ้องมองผู้หญิงคนตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้
“นังเชอ! อีแม่บ้าน! อีผู้หญิงท้องไม่มีพ่อ!” คำหยาบคายด่าออกมาอย่างไม่ชอบใจที่ถูกด่าอย่างเสียหน้า
แต่ยังไม่ทันที่เชอรีนจะได้ตอบโต้ เสียงเรียบนิ่งสายหนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมร่างสูงตระหง่านในชุดสูทเนี๊ยบกริบจะปรากฏต่อหน้าพนักงาน
“เด็กไม่มีพ่อหรือแม่แล้วมันเป็นยังไง”
“ทะ...ท่านรอง” ดวงแขที่เคยทั้งได้ใจและโกรธเกรี้ยวในเวลาถัดมา ตอนนี้ไหล่บางลู่ลงก้มหน้ากุมมืออย่างผู้กระทำผิด
แต่เพราะอะไรที่เป็นแบบนี้ หากไม่ใช่ว่าลูกของรองประธาน ก็เป็นเด็กไม่มีแม่เหมือนกัน
“!!!” เชอรีนหันกลับไปด้านหลังเพื่อดูคนพูด แต่ดวงตากลมกลับเบิกกว้างด้วยความตกใจ ร่างกายเกร็งค้างลืมหายใจไปชั่วขณะ
ยิ่งตอนดวงตาคมเข้มปรายตามองเธอจนดวงตาสองคู่สบประสานกัน ราวกับแช่เธอให้แน่นิ่งอยู่ในธารน้ำแข็งขั้วโลก
แต่เพียงวินาทีเท่านั้นที่เขามีเธออยู่ในสายตา ก่อนจะดึงสายตากลับไปยังกลุ่มพนักงานในปกครองของตัวเองอีกครั้ง
“คนๆ หนึ่งไม่ได้ตัดสินแค่ความสามารถหรอกนะ...”
“แล้วถ้ายิ่งมันยังไม่ได้มากพอ ก็ควรจะมีด้านอื่นๆ มาทำให้น่าคบหาและเป็นที่ต้องการด้วย”
ไร้คำหยาบ แต่กลับทำให้คนฟังหน้าชาได้อย่างง่ายดายกับความหมายที่สื่อออกมา
“.....” คนปากดีปากเก่งก่อนหน้าก้มหน้างุดหนักกว่าเก่า หัวสมองขาวโพลนเมื่อเผชิญหน้ากับรองประธาน และยิ่งเหมือนตายทั้งเป็นเมื่อถูกเขาตำหนิต่อว่า
“หวังว่าผมจะไม่เห็นเหตุการณ์แบบนี้อีก” พูดจบก็หมุนร่างสูงของตัวเองออกจากแผนกไปทันที
คนที่กำลังจะออกจากบริษัทหลังเคลียร์งานเสร็จแต่อยากดูความเรียบร้อยในการทำงานของพนักงานระหว่างวัน แต่กลับมาได้ยินเหตุการณ์น่ารังเกียจเข้าจนต้องหยุดฟังในมุมที่ไม่ให้ใครเห็นและรับรู้
แค่สถานการณ์ปกติเขาก็คิดว่ามันเป็นเรื่องแย่มากที่มาได้ยินและรู้เห็นว่าพนักงานในบริษัทตัวเองมี Mindset ที่แย่แบบนี้
แต่มันยิ่งแย่ไปใหญ่เมื่อเด็กที่ขาดพ่อหรือแม่กำลังเป็นเครื่องมือให้ผู้ใหญ่บางกลุ่ม มันทำให้เขาอดคิดถึงลูกสาวของตัวเองไม่ได้ เด็กน้อยน่าสงสารที่ขาดแม่เหมือนกัน
เมื่อสถานการณ์กลับมาปกติ คนพวกนั้นสงบปากสงบคำจนคิดว่าไม่มีใครยืนอยู่ตรงนี้ เชอรีนก็ดึงสติตัวเองกลับมาก่อนจะพาลูกชายไปห้องพักแม่บ้านด้วยหัวสมองยุ่งเหยิงอย่างบอกไม่ถูก
แต่เพราะลูกชายที่เคยสดใสร่าเริงและอยากรู้อยากเห็น ตอนนี้เป็นเพียงเด็กน้อยที่อยากซุกหน้าอยู่กับไหล่แม่ดื้อรั้นไม่ผละออก เธอเลยต้องหันมาสนใจคนสำคัญที่สุดของตัวเองก่อน จับลูกน้องนั่งตักหันหน้าเข้าหาเผชิญหน้ากับเธอ
“คนเก่งของแม่ วันนี้ทำผิดอะไรรู้หรือเปล่าครับ” ถามเสียงอ่อนโยนเพื่อเบี่ยงเรื่องที่ลูกรับรู้ก่อนหน้า
“น้องภูมีพ่อไหม” เด็กน้อยช้อนสายตามองแม่แล้วถามออกไปด้วยความอยากรู้
คำถามถึงพ่อครั้งแรกของลูกชาย ทำให้เธอจุกในอกไม่น้อยเหมือนกัน
คิดไว้แล้วว่าวันหนึ่งจะมีวันนี้ แต่ก็คิดว่าจะโตกว่านี้แล้วได้อธิบาย
“มีครับ ทุกคนเกิดมาต้องมีพ่อและแม่” เชอรีนอธิบายให้ลูกเข้าใจด้วยคำพูดที่พยายามให้ง่ายที่สุด
“ไหนพ่อน้องภู” ถ้ามีแล้วทำไมไม่เคยเห็นล่ะ
“พ่อน้องภู ไม่ได้อยู่กับแม่และน้องภู...”
“พ่อ... อยู่ไกลมากๆ ทำให้เรามาเจอกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันไม่ได้” คำว่าพ่อกับแม่ไม่ได้รักกันมันคงละเอียดอ่อนเกินไป คำว่าไกลกันคงง่ายที่สุด
“คุณน้าบอกว่า ถ้าน้องภูมีพ่อ จะได้ขี่คอ” นึกถึงคำพูดและภาพในหัวที่เคยเห็น อธิบายให้แม่ฟังอย่างไม่ค่อยชัดถ้อยชัดคำ
“น้องภูไม่อยากขี่คอแม่แล้วเหรอ” ประคองหน้าเล็กแล้วถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“อยากคับ” เขาชอบขี่คอแม่ที่สุด
“น้องภูรักแม่หรือเปล่า”
“ยักคับ” เด็กน้อยรักแม่ที่สุดเหมือนกัน
“แม่ก็รักน้องภูที่สุดเหมือนกัน...”
“แม่ให้น้องภูขี่คอได้ กอดน้องภูได้ หอมแก้มน้องภูได้ น้องภูชอบหรือเปล่า” พูดแล้วทำทุกขั้นตอนจนเจ้าเด็กบ้าจี้หดคอหนีแล้วเริ่มหัวเราะออกมา
“ซอบคับ” ตอบรับออกมา
“น้องภูรักแม่ที่สุด แม่ก็รักน้องภูที่สุด...”
“แบบนี้ถึงพ่ออยู่ไกลมาหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะแม่มีน้องภู แล้วน้องภูก็มีแม่ ได้หรือเปล่า” ไล้ปลายจมูกตัวเองกับลูกชายขณะบอกเล่าในคำพูดที่คิดว่าลูกคงเข้าใจได้ และไม่ทำร้ายจิตใจของเขาแม้แต่น้อย
“.....” เด็กน้อยพยายามคิดตามสิ่งที่แม่พูดเพื่อทำความเข้าใจ
“น้องภูซอบอยู่กับแม่” แล้วเด็กน้อยก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม อ้าแขนกอดผู้เป็นแม่อย่างที่ชอบทำกันบ่อยๆ มาเสมอ
“แม่ก็ชอบอยู่กับน้องภู แล้วก็จะอยู่กับน้องภูตลอดไป” กอดตอบลูกชายแล้วสัญญาออกมาด้วยรอยยิ้ม แม้จิตใจของเธอเองก็รู้สึกผิดต่อลูกชายไม่น้อยก็ตาม
“คิกๆๆ” เด็กน้อยหัวเราะออกมาได้อีกครั้ง
เป็นความโชคดีของเด็กที่สามารถหลงลืมเรื่องซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย แค่อยู่กับคนที่รักและรู้สึกปลอดภัย เขาก็สามารถมองข้ามใครบางคนที่ไม่เคยมีอิทธิพลต่อชีวิตได้แล้ว
