ตอนที่4 ไม่ยอม
ตอนที่4 ไม่ยอม
แม่เลี้ยงเดี่ยวหญิงหม้ายไร้สามีไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าอาย ออกจะน่าภูมิใจด้วยซ้ำที่สามารถใช้ความพยายามที่มีรับผิดชอบหนึ่งชีวิตที่สร้างขึ้นมาอย่างไม่ทิ้งขว้างหรือโยนภาระให้ใครคนอื่น
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบเดียวกันหมด ไม่ใช่ความคิดบางคนจะพัฒนาตามโลก และอาจจะรวมถึงคนที่แค่มีอคติต่อตัวบุคคล เลยหยิบยกเรื่องใดก็ได้เพื่อลดทอนคุณค่าของคนที่ตัวเราไม่ชอบ กล่าวหาว่าร้ายด้วยเรื่องการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยคำพูดต่างๆ นานา
“น้องภูมาช่วยแม่เลือกพ่อเหรอจ๊ะ” ดวงแข พนักงานสาวแต่งตัวดูดีทำงานในบริษัทใหญ่โต แต่พอประโยคที่ออกจากปากกลับทำให้ไม่อยากเชื่อว่าผ่านการศึกษามา
“พ่อคือไยคับ” เด็กน้อยวัยสองขวบครึ่งเอียงหัวถามกลับไปอย่างไม่เข้าใจ
ด้วยวัยที่ยังไม่ได้ออกสู่สังคมเข้าโรงเรียน วันๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมและพื้นที่เล็กๆ กับแม่และยายน้อยที่ช่วยเลี้ยงดู เลยยังไม่เคยได้ยินคำว่าพ่อและความหมายของคำว่าพ่อ
“ตายแล้ว! นี่แม่น้องภูไม่ได้สอนให้รู้จักคำว่าพ่อหรอกเหรอเนี่ย” ฤดี พนักงานเพื่อนซี้ของดวงแขอุทานขึ้นด้วยความตกใจ แต่สีหน้าท่าทางไม่ได้ตกใจอย่างที่ควร กลับเป็นเหมือนความขบขันมากกว่า
“พ่อก็คือคนที่จะอยู่กับน้องภูเหมือนแม่ แต่เป็นผู้ชายยังไงละจ๊ะ” ดวงแขตอบคำถามของเด็กน้อยให้เข้าใจความหมาย
“ใช่จ้ะ ถ้าน้องภูมีพ่อ น้องภูจะได้ขี่คอด้วยนะ” ฤดีเสริมต่อ
“.....” เด็กชายภูผาได้ยินแบบนั้นก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับคิดตามสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด
ขี่คอ เขาเคยเห็นคุณลุงให้น้องสาวขี่คอเดินผ่านหน้าห้องพัก เด็กน้อยเคยอยากขี่แบบนั้นและแม่ก็ให้ขี่ได้ ความคิดของเด็กก็เข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดที่ขาดหายไป จนกระทั่งผู้ใหญ่ตรงหน้าพูด
“พวกเธอจะพูดให้เด็กคิดมากทำไม” สิระ พูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายกับผู้หญิงสองคนนี้ไม่น้อย รู้ดีว่าไม่ค่อยชอบหน้าแม่ของเด็ก แต่ก็ไม่สมควรที่จะมาลงกับเด็กแบบนี้
“พวกฉันกำลังช่วยพี่อยู่นะ ถ้าเด็กอยากได้พ่อขึ้นมา แม่ของเด็กอาจจะเลือกพี่ก็ได้” ดวงแขหันไปพูดกับเพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่าด้วยรอยยิ้มมีจริต
และนี่คือส่วนสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่พนักงานบางคนไม่ชอบแม่ของเด็กชายภูผา ผู้หญิงที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งแม่บ้านได้ไม่นาน อยู่ในชุดยูนิฟอร์มเรียบๆ ที่ทางบริษัทมีให้ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอาง ผมรวบมัดไม่มีการแต่งเติม
แต่กลับเป็นผู้หญิงที่ดึงดูดความสนใจจากพนักงานชายในออฟฟิศไปได้อย่างง่ายดาย ไหนจะใบหน้าของคนอายุยี่สิบหกปี แต่กลับดูอ่อนเยาว์ราวกับพึ่งยี่สิบต้นๆ ผู้หญิงที่ผ่านการมีลูกมาแต่กลับมีทรวดทรงสะโอดสะองสัดส่วนชัดเจน
เป็นเรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่อยากให้ตัวเองดูดีและโดดเด่น โดยเฉพาะกับคนที่ตนมักคิดว่าด้อยกว่า(ด้วยการตัดสินเองและความรู้สึกส่วนตัว) ตำแหน่งหน้าที่การงานของสาวออฟฟิศ การศึกษาที่สูงกว่า กระเป๋าแบรนด์เนมราคาสูง เสื้อผ้าที่ถูกจัดเข้าชุดอย่างดี เครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ที่ถูกประถินลงผิว นั่นคือสิ่งที่ควรจะดึงดูดเพศตรงข้ามหรือได้รับความสนใจก่อนคนธรรมดาๆ
และเมื่อมันเกิดสิ่งตรงกันข้ามขึ้น มันทำให้ความหยุมหยิมและอคติในใจของคนบางคนเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ชอบเพราะรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยและอันตรายทางความงาม ยินยอมไม่ได้กับความไม่พยายามของอีกฝ่ายแต่กลับเป็นผลขึ้นมา
กลายเป็นความไม่ชอบหน้าและสรรหาคำพูดดูถูกด้อยค่าอย่างไม่รู้สึกผิด
“น้องภู” เสียงแห่งความปลอดภัยของเด็กน้อยดังขึ้น พร้อมกับร่างอรชรของผู้เป็นแม่เดินหน้าตั้งเข้ามาหาลูกชายตัวเอง
“แม่” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นวิ่งเข้าไปสู่อ้อมกอดของผู้เป็นแม่ทันที ซบหน้าลงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เด็กไม่เข้าใจ
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เชอรีนยังไม่ตำหนิลูกชายที่แอบหนีเธอออกมาเล่นเพ่นพ่าน ถามอาการของลูกชายที่แปลกไปอย่างเป็นห่วง
“จะเป็นอะไรล่ะ ก็ลูกของเธออยากมีพ่อน่ะสิ” ดวงแขกอดอกพูดด้วยสีหน้าที่ดูราวกับสงสารเด็กไม่น้อย
“ลูกเธอไม่รู้จักคำว่าพ่อด้วยซ้ำเชอ ทำไมเธอใจร้ายกับลูกขนาดนี้” ฤดีเสริมขึ้นราวกับตำหนิการกระทำของเชอรีน
“ถึงเด็กจะไม่มีพ่อแต่เธอก็ควรสอนให้รู้จักคำว่าพ่อนะ วันหนึ่งต้องไปเรียนไปเจอเพื่อนแล้วจะทำยังไง...”
“ไม่ว่าเธอจะถูกผู้ชายทิ้งหรือพ่อของเด็กตาย แต่ก็ควรสอนให้ลูกนะเชอ” ดวงแขพูดต่อราวกับหวังดีเหลือหลาย เผื่อไปถึงอนาคตที่อดห่วงเด็กน้อยตรงหน้าไม่ได้
เชอรีนได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจได้ในทันทีว่าลูกของเธอคงเจอกับคำพูดบางอย่างที่ทำร้ายจิตใจสำหรับเด็ก เด็กที่ไม่รู้จักคำว่าพ่อไม่เคยถามหาพ่อเพราะยังไม่เข้าใจ แต่อยู่ๆ ต้องมารับรู้อะไรที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้จนเกิดความรู้สึกไม่ดีขึ้น
คนพวกนี้ไม่ชอบเธอ แต่กลับไปลงที่ลูกของเธอแทน
“ขอบคุณในความหวังดีนะคะ แต่ถ้าอะไรที่คนอื่นเขาไม่ต้องการ ฉันว่าพวกคุณอาจจะไม่เข้าใจว่ามันคือเรื่องไร้มารยาทและสอดไม่เข้าเรื่อง”
“นี่เธอว่าพวกฉันเหรอ!” ดวงแขหน้าตึงตาขึงถามออกไปอย่างไม่พอใจ
แต่เชอรีนหาได้สะทกสะท้านหรือหวาดกลัวไม่ โดยเฉพาะหากรังแกลูกของเธอ
เธอไม่ยอม
“การมีพ่อแม่ครบไม่ได้การันตีว่าเด็กจะเติบโตมาอย่างดีมีคุณภาพ เพราะดูจากพวกคุณแล้วคงมีทั้งพ่อและแม่ แถมผ่านการศึกษาจนเข้าทำงานบริษัทใหญ่โตแบบนี้ได้...”
“แต่กลับไม่รู้จักใช้แค่เศษสมองจะคิดวิเคราะห์ได้ด้วยซ้ำ ว่าอะไรควรหรือไม่ควรพูดกับเด็ก!”
