ตอนที่3 ปัญหา
ตอนที่3 ปัญหา
มีคนว่าไว้ว่าหากเกิดมาเป็นผู้หญิงฐานะยากจนแต่กลับมีใบหน้าที่สะสวย ก็ไม่ได้ต่างกับเกิดมาพร้อมปัญหา
และยิ่งหากผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในวัยสดใส ก็ยิ่งไม่ง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตในสังคมที่ผู้คนมีจิตใจดำมืดและตกต่ำไปเรื่อย ปราศจากคำติฉินนินทาและการตัดสินจากผู้คนรอบข้าง
เหมือนชีวิตของเชอรีน หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้าสะสวยอ่อนกว่าวัย ที่หลังจากลูกเริ่มคอแข็งเธอก็เริ่มออกหางานอีกครั้ง ส่วนลูกชายก็ได้ป้าน้อยเป็นคนรับหน้าที่ดูแลให้เป็นยายไปเรียบร้อย
เพราะยังคงมีแค่วุฒิมัธยมปลาย งานที่เธอได้ก็ไม่พ้นพนักงานร้านขายของส่งเจ้าใหญ่ใกล้หอพัก เพราะเป็นร้านขายส่งจึงมีทั้งพนักงานชายและหญิง จำนวนพนักงานก็มีเกือบสิบชีวิตเหมือนจะเป็นสังคมแคบๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเรื่องราวเกิดขึ้นให้น่ารำคาญใจ
“อายุน้อยก็ดีแบบนี้เองเนอะ ผู้ชายที่ไหนเห็นก็เอ็นดูมองว่าน่ารัก แม้ว่าจริงๆ แล้วจะแอ๊บก็ตาม” เสียงจิกกัดของรุ่นพี่ร่วมงานดังขึ้นพูดลอยๆ เมื่อเชอรีนเดินผ่าน
ประโยคเหน็บแนมที่ไม่ใช่ครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาทำงาน เพียงเพราะเวลาเธอจะหยิบจับอะไรก็มีรุ่นพี่ร่วมงานที่เป็นผู้ชายเข้ามาช่วยเหลือ เธอไม่รู้หรอกว่าผู้ชายพวกนั้นเข้ามามีจุดประสงค์อะไรคิดยังไง แต่บางคนก็ชัดเจนว่าเพื่อนร่วมงาน และตัวของเธอก็รักษาระยะห่างอย่างดีมาตลอด พูดคุยแค่เรื่องงาน น้อยมากจะพูดเรื่องส่วนตัว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รอดพ้นจากสายตาและขี้ปากของเพื่อนร่วมงานบางคน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยไล่ๆ กันที่ทำงานมาก่อน
“ผู้ชายมันสนใจที่ไหน แค่แกใช้มารยาเป็นทำท่าทางอ่อนแอบอบบางให้มันอยากเข้าใกล้ แค่นั้นก็กระพือกันเข้าหาแล้ว” อีกคนตอบกลับเพื่อนตัวเองอย่างออกรสออกชาติ
“ถ้าแค่นั้นพวกพี่ก็ลองทำดูบ้างสิ จะได้ไม่ต้องยกของหนักๆ” เธอไม่ใช่คนชอบมีปากมีเสียง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะอยู่เงียบให้ใครหาเรื่องได้ร่ำไป
ปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย ปล่อยไม่ได้ก็ตอบโต้
และเธอทำงานตรงนี้มาหลายเดือนแล้ว ปล่อยมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ไม่มีใครหยุด เธอก็ต้องลงสนามประลองฝีปากไปด้วย
“พวกพี่ไม่ได้ถนัดเหมือนเธอนี่เชอ”
“นั่นสิ ถ้าพี่เก่งเหมือนเธอ ป่านนี้พี่คงลูกสองไปแล้ว”
“เรื่องแบบนี้ไม่เกี่ยวกับถนัดไม่ถนัดหรอกค่ะ...”
“ถ้าหน้าตาดี อยู่เฉยๆ ก็มีคนเข้าหาแล้ว” ก็ไม่ใช่พวกชอบบูลลี่รูปร่างหน้าตาใคร แต่กับคนบางประเภทไม่นึกเสียใจเลยสักนิดที่จะบูลลี่ออกมา
“เธอหมายความว่ายังไง!” เสียงแข็งดังขึ้นถาม
นี่แหละคือเหตุผลหลักของความไม่ชอบใจตั้งแต่แรกเห็น
คนทำงานใช้แรงงานในร้านนี้ส่วนใหญ่ก็เรียนไม่จบกันทั้งนั้น สูงสุดก็วุฒิมอหกแต่ส่วนใหญ่คือวุฒิมอสาม เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป หน้าตาไม่ได้มีใครโดดเด่น ผิวพรรณไม่ได้ขาวยวงใยเหมือนหยวกกล้วย ไม่ได้เรียบเนียนเหมือนลูกท่านหลานเธอ ทำให้สังคมในที่ทำงานแห่งนี้เดิมก็นับได้ว่าพวกเธอสองคนสวยไม่น้อย
แต่พอมีเชอรีนเข้ามา ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป
ฐานะเหมือนกัน การศึกษาพอกัน อายุอานามก็ไม่ได้ห่างไกลกันมาก แต่ทำไมพวกเธอเหมือนคนอายุช่วงเลขสาม แล้วทำไมเชอรีนกลับดูเหมือนพึ่งยี่สิบ ผิวพรรณหน้าตามีสิทธิ์อะไรที่จะนวลเนียนเปล่งปลั่งสมวัยแบบนั้น
มีตรงไหนยุติธรรมบ้าง
“ไม่รู้สิ เชออยากลองพูดอะไรแบบไม่คิดเหมือนพวกพี่บ้าง” พูดจบก็เดินเข้าร้านไปทันที
เธอสู้ชีวิตมาไม่น้อย ตั้งแต่เสียเสาหลักอย่าพ่อในวัยสิบสามปีก็อยู่กับแม่มาลำพัง ช่วยเหลือดูแลกันแบ่งเบางานแม่เท่าที่จะทำได้ ยิ่งพอมาตอนแม่ป่วยทุกอย่างเธอก็รับผิดชอบเองคนเดียว แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปใสซื่ออ่อนแอให้คนรังแก
ถ้าเป็นแบบนั้นเธอคงพ่ายแพ้ไปตั้งแต่เริ่มแล้วไม่ใช่หรือไง
แต่เพราะรู้ว่าตัวเองทางเลือกน้อยไม่มีคนเป็นแบล็คให้กับชีวิต ตัวเธอเองก็ไม่อยากมีเรื่องหรือปัญหา อยากใช้ชีวิตสงบสุขหาเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ ก็เท่านั้น
แต่ก็นั่นแหละ มันคงเป็นไปไม่ได้เพราะสังคมร้อยพ่อพันแม่ จิตใจยากแท้จะหยั่งถึง ไม่รู้เลยสักนิดว่าใครคิดหรือรู้สึกยังไง ใช่ว่าเราไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับพวกเขาแล้วเราจะสงบสุขราบรื่นได้
แม้เชอรีนจะไม่ใช่พวกยอมแพ้หรือยอมให้ใครรังแกเอาเปรียบได้เสมอ แต่คนมาทีหลังอย่างเธอกับคนที่มาก่อนและมีเพื่อนซี้ร่วมมือ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่เธอจะถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
ที่น่าหงุดหงิดกว่านั้นคือพอจะคาดเดาได้ว่าฝีมือใคร แต่กลับจับมือใครดมไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐานเอาผิด ทำให้เธอต้องกัดฟันทนกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ไปเรื่อยๆ
ทนจนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว
เชอรีนตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อเห็นร้านอาหารไม่ไกลเท่าไหร่เปิดรับสมัครพนักงานเสิร์ฟ เธอไม่ลังเลเลยจะเข้าไปถามรายละเอียดและสมัครงานทันที
เขาว่าฟ้ามักเล่นตลกกับคน โชคชะตามักส่งบททดสอบมาให้เราอยู่เรื่อยๆ
แข็งแกร่งก็ได้ไปต่อ อ่อนแอและไม่มีใครช่วยก็แพ้ไป
แต่เธออยากถาม ว่าที่เคยส่งมายังไม่พออีกเหรอ
น่าขำสิ้นดี
ร้านที่มีพนักงานชายหญิงก็ไม่พ้นปัญหาภายในกันเอง แต่พอมาร้านที่มีพนักงานผู้หญิงส่วนใหญ่ มีผู้ชายไม่กี่คนอยู่ในครัวลดปัญหาส่วนชู้สาวไปได้ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับปัญหาจากลูกค้าหัวงูแทน
เธอที่พอมีภูมิคุ้มกันจากการเคยเสิร์ฟในคลับมาก็หลับหูหลับตาบ้าง สัมผัสมือนิดๆ หน่อยๆ เธอทนได้ ทำเป็นมองข้ามว่าไม่เป็นไรแม้จะไม่ชอบเลยสักนิด
แต่บางคนที่เห็นว่าเงียบก็ยิ่งเอาใหญ่ บางคนมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากปัญญาที่จะควบคุมอารมณ์ความต้องการก็ลดน้อยลง ทำให้เสียมารยาทรุ่มร่ามกับเธออย่างหยาบคายเหมือนไม่เคยผ่านการอบรมมารยาทสังคมและสิทธิส่วนบุคลมาก่อน มือสัมผัสก้นงอนขณะที่หันหลังจะเดินจากไป เกิดปากเสียงที่เธอตำหนิอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ
คนเมาลุกหือขึ้นโต้แย้งโวยวาย แม้ผู้จัดการร้านจะออกมาไกล่เกลี่ยแล้วแต่ก็ไม่ยอมฟัง อวดอ้างสรรพคุณความยิ่งใหญ่ร่ำรวยของตัวเองออกมาเพื่อข่มขู่
ปัญหาส่วนตัวเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้เมื่ออยู่ในที่ทำงานและเวลางาน สุดท้ายก็เป็นความหนักใจที่บานปลายเป็นเรื่องใหญ่
และเธอ ก็จำต้องออกจากงานอีกครั้งหลังทำได้นานเกือบแปดเดือน
