ตอนที่2 ครอบครัว
ตอนที่2 ครอบครัว
ไม่รู้เธอเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่าที่อยากเหลือใครสักคนไว้ในชีวิต ทั้งที่รู้ว่าความสามารถตัวเองช่างน้อยนิด ทั้งที่เงินทองสำรองแทบไม่มี แต่กลับมักง่ายอยากเก็บหนึ่งชีวิตไว้เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจและความรู้สึก
สามเดือนกว่าหลังจากแม่ทำการรักษาเป็นระยะเวลาที่ยื้อได้นานพอสมควร แต่แม่ของเธอก็ทรมานไม่น้อยจนรู้สึกผิดแต่สุดท้ายก็จากไปอย่างสงบ เธอยอมรับว่าโหวงเหวงในใจไม่น้อยแม้จะทำใจเผื่อไว้แล้ว เตรียมใจไว้ล่วงหน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพอถึงเวลาจริงๆ ก็ยังคงเศร้าจนเหมือนเสียศูนย์
แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคงไม่พ้นเรื่องราวของตัวเอง เพราะชีวิตวุ่นวายแทบไม่ได้หยุดพัก มีเรื่องให้คิดให้ทำตลอดจนไม่ได้สนใจเรื่องหยิบย่อยใด ละเลยตัวเองไปจนไม่สังเกตว่าประจำเดือนขาดหาย รู้ตัวอีกทีหลังงานศพแม่เสร็จประมาณอาทิตย์กว่า ร่างกายทรุดหมดสติจนที่ทำงานต้องเรียกรถโรงพยาบาลมารับ
“รู้ตัวหรือเปล่าคะว่าตั้งครรค์อยู่ จากที่หมดตรวจคร่าวๆ อายุครรภ์อยู่ประมาณสิบสองสัปดาห์แล้วค่ะ...”
“ดีที่ร่างกายคุณแม่แข็งแรงมาก แต่ถึงยังไงหมอก็อยากให้คุณแม่ระวังตัวและพักผ่อนให้ดีกว่านี้นะคะ”
เหมือนถูกน๊อคกลางอากาศ ตกใจ มึนงง สับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว จำได้ว่าเธอเห็นกับตาว่าเขาสวมเครื่องป้องกันทุกครั้ง แต่แล้วทำไม...
เพราะแบบนั้น มันคือความสงสัยแรกที่เธอเกริ่นไปก่อนหน้านี้ถึงความเห็นแก่ตัว เพราะตัดสินใจเก็บเด็กไว้ด้วยความโดดเดี่ยวของตัวเอง ทั้งที่ไม่รู้เลยว่ามันจะยากเย็นแค่ไหน แต่เธอก็เลือกแล้ว
หลังตัดสินใจเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว สิ่งที่ต้องจัดการต่อมาก็คือเรื่องอนาคตต่อจากนี้ หากยังอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ง่ายกับการหางานเท่าไหร่
ชีวิตวัยรุ่นที่เธอแทบไม่ได้ใช้แต่กลับมีชีวิตที่เต็มที่กับชีวิตมาก แล้วก็เดินท่ามกลางทางเลือกครั้งแล้วครั้งเล่าที่ต้องตัดสินใจเองลำพังโดยไม่เคยรู้เลยว่าอันไหนถูกหรือผิด
แต่ในเมื่อเลือกแล้ว คิดว่าดีที่สุดในตอนนี้แล้ว เธอก็จะทำมันให้ดีที่สุดต่อไปกับสิ่งที่ตัวเองเลือก
เชอรีนตัดสินใจเดินหน้าเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานให้กับตัวเองเพราะบ้านเธออยู่นอกเมือง หมู่บ้านไม่แออัด พื้นที่ปลอดโปร่ง แม้จะอยู่ชานเมืองแต่ก็ไม่ได้ห่างไกลความเจริญสำหรับคนมีรถส่วนตัว แต่คนไม่มีอย่างเธอไม่สะดวก พาตัวเองเข้าไปอยู่ใจกลางแหล่งความเจริญจะได้สะดวกกับการเดินทาง หางาน เช่าห้องพักเล็กๆ อยู่ตัวคนเดียวประหยัดค่าใช้จ่าย
“อยู่คนเดียวเหรอ” ป้าข้างห้องถามไถ่หลังย้ายเข้ามาอยู่ใหม่
“สวัสดีค่ะ หนูมาอยู่คนเดียวค่ะป้า” ยกมือไหว้ทักทายทำความรู้จักไว้
“ท้องหรือเปล่า” มองหน้าท้องนูนเล็กน้อยอาจเข้าใจว่าหน้าท้องได้ แต่ด้วยสัดส่วนอื่นที่คนวัยเกษียณมองปราดเดียวก็มั่นใจว่าไม่ใช่พุง
“ค่ะ” ตอบรับด้วยรอยยิ้ม ไม่รู้อีกฝ่ายคิดยังไง แต่ก็ยิ้มไว้ก่อนและไม่คิดปิดบัง
“ป้าชื่อน้อยนะ อยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว มีอะไรก็พูดคุยกันได้” แต่ผู้ใหญ่ตรงหน้ากลับไม่ได้ถามต่อเรื่องท้อง แนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง
“หนูชื่อเชอนะคะ ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
นั่นคือการเริ่มต้นในพื้นที่ใหม่ของเธอ และฟ้าก็ยังเห็นใจหลังผ่านเรื่องราวมากมายมา ส่งคนใจดีมีเมตตาเข้ามาในชีวิต
ป้าน้อย หญิงวัยเกษียณไร้ลูกไร้สามี คนที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเธอจนกลายเป็นเหมือนครอบครัว เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้พึ่งพา ช่วยเหลือดูแลเธอยามท้องที่โตขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่ง เจ้าตัวเล็กลืมตาออกมาดูโลก
“อย่าดื้ออย่าซน เลี้ยงง่ายๆ นะลูก” ป้าน้อยลูบหัวเล็กอย่างอ่อนโยน พูดกับเด็กทารกแรกเกิดที่พึ่งออกจากโรงพยาบาลอย่างเอ็นดู อยู่ห้องติดกันมาหลายเดือน สนิทสนมกันจนเห็นเป็นลูกเป็นหลานไปแล้ว
“ขอบคุณป้าน้อยนะคะ ถ้าไม่ได้ป้าหนูคงเหนื่อยกว่านี้” แม่ลูกอ่อนยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้าอย่างซาบซึ้ง
แม้อีกฝ่ายไม่มีลูกไม่มีสามีแต่ก็ผ่านร้อนผ่านหนาว มีเพื่อนฝูงและลูกหลานของเพื่อนพ้องให้เธอได้ผ่านประสบการณ์ของแม่ลูกอ่อนมา ช่วยเหลือเชอรีนได้อย่างดี
“ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง อะไรช่วยกันได้ก็ช่วยเหลือกันไป” ยิ้มเอ็นดู แม้หญิงสาวจะท้องไม่มีพ่อ แต่ที่สัมผัสและรู้จักมาเป็นเด็กดีไม่น้อย เรื่องราวในอดีตของเชอรีนถูกถ่ายทอดผ่านเจ้าตัวให้ป้าน้อยฟัง
ตกใจ แต่เห็นใจและสงสารมากกว่า นับว่าใจเด็ดไม่น้อยที่เลือกเส้นทางหลายอย่างและผ่านมาได้ด้วยตัวเองในวัยนี้
ตัวเชอรีนเองยิ่งพอได้เห็นหน้าลูกก็ยิ่งยืนยันแล้วว่าเธอไม่เสียใจกับทางเลือกนี้ ทุกทางเลือกในยามที่ตัดสินใจ ทุกคนไม่รู้หรอกว่าคำตอบจะถูกหรือผิด ปลายทางจะดีหรือแย่ แต่หากมันคือที่สุด ณ ตอนนั้น ก็หมายความว่ามันคงดีที่สุดแล้ว
ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด ไม่มีใครไม่เคยสับสน แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องเลือกสักทางที่คิดว่าดีที่สุดแล้วผ่านมันมาให้ได้
น้องภู หรือ เด็กชายภูผา ลูกชายที่น่ารักของเธอ ชื่อที่ถูกตั้งหวังให้ลูกแข็งแกร่งและแข็งแรงดั่งภูผา และที่สำคัญกว่านั้น...
