ไม้หอมไป๋มู่เซียง #3
เช้าวันถัดมาหิมะตกตั้งแต่เช้ามืด
ลั่วเหม่ยจือสะดุ้งตื่นขึ้นจากความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ามาถึงกระดูก นางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความปวดระบมจากเมื่อคืนยังคงหลงเหลืออยู่ ริมฝีปากบางเม้มแน่นก่อนจะค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น ไม่มีคนใช้ ไม่มีน้ำอุ่น ไม่มีแม้แต่ถ่านไฟ สิ่งเหล่านี้นางเริ่มชินเสียแล้ว นางคว้าเสื้อคลุมขนเพียงพอนมาสวมทับอย่างลวก ๆ รวบผมยาวด้วยเชือกเส้นหนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดประตู
ลมหนาวพัดปะทะเข้ามาทันที หิมะโปรยลงมาไม่ขาดสาย ลานจวนด้านหลังขาวโพลนจนแทบแยกไม่ออกว่าตรงไหนคือทางเดิน ลั่วเหม่ยจือเดินตรงไปยังอ่างเก็บน้ำด้านหลัง ใช้ถังไม้ตักน้ำเดินกลับมาอย่างทุลักทุเล หลังจากจัดการตัวเองเสร็จถึงได้เดินไปโรงครัว
โรงครัวของจวนผิงอ๋องเต็มไปด้วยผู้คน กลิ่นอาหารลอยอบอวล เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ แต่เมื่อร่างของลั่วเหม่ยจือปรากฎขึ้นที่หน้าประตู เสียงบางส่วนก็เงียบลง สายตาหลายคู่หันมามอง มีทั้งดูแคลนและเย้ยหยัน นางไม่สนใจ เดินเข้าไปช้า ๆ หยิบชามไม้ขึ้นมาใบหนึ่ง
สาวใช้อาวุโสที่ยืนอยู่หน้าหม้อโจ๊กเหลือบตามอง ไม่มีความคิดที่จะตักโจ๊กให้นาง
ลั่วเหม่ยจือมองไปที่อีกฝ่าย นางจำได้ว่าสาวใช้นางนี้เรียกว่าป้าตู้ ก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ลั่วเหม่ยจือจึงลังเล
รออยู่นานยังไม่เห็นอีกฝ่ายจะตักโจ๊กให้เสียที นางจึงเอ่ยปาก “รบกวนตักโจ๊กให้ข้าที”
“ท่านพูดว่าอะไรนะ ข้าไม่ได้ยิน?” ป้าตู้ทำท่ายกมือป้องหู ไม่ปกปิดแววตาเย้ยหยัน เจตนาชัดว่ากำลังกลั่นแกล้งผู้อื่น
ลั่วเหม่ยจือเงียบ มือที่ถือชามกำแน่นขึ้น ตั้งแต่นางมาอยู่ที่นี่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีสีหน้าไม่ดี แต่ยังไม่เคยมีใครกล้าออกหน้ากลั่นแกล้งนางเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับคนเหล่านี้
“มารับอาหารสมควรเป็นหน้าที่บ่าวไพร่ ไม่ทราบว่าพระชายาเสด็จมาทำอันใดหรือเพคะ” ป้าตู้ยังเอ่ยวาจาถากถาง จงใจเน้นเสียงคำว่าพระชายาเป็นพิเศษ
ในเมื่อทราบเจตนาคนเหล่านี้แล้ว ลั่วเหม่ยจือจึงคร้านจะอยู่ให้อับอาย นางไม่ตอบโต้ นำชามกลับไปวางที่เดิม แล้วเดินออกจากโรงครัวไปเงียบ ๆ
บ่าวไพร่พวกนั้นพากันหัวเราะตามหลัง
ลานด้านนอกเงียบสงัด หิมะยังคงตกไม่หยุด นางยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ดึงเสื้อคลุมให้กระชับ ใบหน้ายังคงเรียบเฉย
ดูท่าว่าฉินเนี่ยนอวี๋จะลงมือกับนางแล้ว
ลั่วเหม่ยจือไม่ได้เดินกลับเรือน แต่เดินตรงไปยังเรือนด้านหน้า สามเดือนแล้ว นางไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้าน สมควรต้องกลับไปเสียที
เหอกงกงเป็นขันทีดูแลตำหนักชั้นใน กว่าที่ลั่วเหม่ยจือจะได้พบอีกฝ่ายต้องยืนรอท่ามกลางลมหนาวเกือบเค่อ นางไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในที่พำนักของผิงอ๋องโดยไม่มีคำสั่ง อีกทั้งการจะออกจากจวนยังต้องขออนุญาตก่อน
เหอกงกงเดินออกมา ครั้นเห็นนางสีหน้าท่าทางพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ข้ารับใช้ของผิงอ๋องเป็นเช่นนี้ พอจะเข้าใจได้ ก็ใครใช้ให้นางทำชีวิตเจ้านายของพวกเขาพังกัน
“ไม่ทราบว่าพระชายาต้องการพบกระหม่อมด้วยเรื่องอันใดพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอยากจะกลับไปเยี่ยมบ้าน รบกวนเหอกงกงช่วยไปขออนุญาตท่านอ๋องให้ทีได้หรือไม่”
เหอกงกงไม่อยากพูดคุยกับนางเกินความจำเป็น จึงหันมาบอกให้นางรอเดี๋ยว จากนั้นกลับเข้าไปรายงาน
ผิงอ๋องถูกสั่งห้ามเหยียบเข้าวัง เขาจึงเหมือนคนว่างงาน หลายวันมานี้อารมณ์เหมือนไม่สู้จะดีนัก บ่าวไพร่ที่เข้ามารับใช้ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เหอกงกงตะโกนแจ้งจากหน้าประตูเสียงเบา “ท่านอ๋อง พระชายามาขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่อนุญาต!” น้ำเสียงขุ่นมัวของผิงอ๋องตอบกลับมาทันควัน เหอกงกงคล้ายจะรู้คำตอบอยู่แล้ว เตรียมตัวจะกลับออกไป ทว่าเขาเพิ่งจะหมุนตัว เสียงของผิงอ๋องกลับดังขึ้นอีกครั้ง “เรียกนางเข้ามา”
ได้ยินอย่างนั้น เหอกงกงไม่กล้ารอช้า รีบไปทำตามสั่ง
ลั่วเหม่ยจือคิดไม่ถึงว่าจะถูกเรียกเข้าพบในยามกลางวัน นางรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง เพราะการพบหน้ากันแต่ละครั้ง มักจบลงด้วยเรื่องอย่างว่า
ผิงอ๋องยังคงอยู่ในห้องหนังสือ เมื่อมาถึงหน้าประตู เหอกงกงก็พยักพเยิดให้นางเข้าไปลำพัง ลั่วเหม่ยจือผลักประตูเปิดออก ก่อนจะเดินเข้าไปช้า ๆ วันนี้ผิงอ๋องสวมชุดขาวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลายังคงความเย็นชา แสงจากด้านนอกส่องกระทบผิวขาวดุจไข่มุกของเขา แลดูแล้วทั้งงดงามและสูงศักดิ์
นานมากแล้วที่ลั่วเหม่ยจือไม่มีโอกาสได้ยลโฉมผิงอ๋องชัดเต็มตาเช่นนี้ ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงอยู่บ้าง คนผู้นี้ไม่ว่าจะมองมุมไหน ล้วนล่อลวงใจผู้คนทั้งสิ้น
ครั้นนึกขึ้นได้ว่าตนเองสวมเสื้อคลุมขนเพียงพอนของเขา ร่างกายของลั่วเหม่ยจือพลันสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
โชคดีที่ผิงอ๋องเหมือนจะมองข้ามเรื่องนั้นไป สายตาคมดุจใบมีดเพียงกวาดมองนางรอบเดียวก็ดึงสายตากลับ จากนั้นหยิบกล่องใบหนึ่งเลื่อนมาด้านหน้า “นำกล่องใบนี้ไปส่งให้ถึงมือเนี่ยนอวี๋”
