นัดพบผู้ใด #4
ตอนที่ 2 นัดพบผู้ใด
ฝ่ามือของลั่วเหม่ยจือเผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ที่แท้พวกเขายังติดต่อกันอยู่ ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น หาไม่แล้ว ฉินเนี่ยนอวี๋จะบงการบ่าวไพร่ในจวนอ๋องได้อย่างไร นี่นางหวังอันใดอยู่กันแน่
ความรู้สึกเจ็บร้าวเริ่มผุดขึ้นกลางอก ลั่วเหม่ยจือต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะประคองใบหน้าให้เรียบนิ่ง
“ยังไม่ไปอีก!” ผิงอ๋องคล้ายจะรำคาญเต็มที
ลั่วเหม่ยจือยกฝีเท้าอันหนักอึ้งก้าวมาข้างหน้า หยิบกล่องไม้สลักประดับทับทิมขนาดกว้างเท่าซองจดหมายมาถือเอาไว้ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม “แล้วเรื่องที่หม่อมฉันขออนุญาตไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่เล่าเพคะ”
ผิงอ๋องตวัดตามอง หลังจ้องนางสักพักก็เอ่ยเสียงเย็น “ถ้าทำงานสำเร็จ เจ้าก็ไปได้”
“เพคะ” ลั่วเหม่ยจือรับคำ ยอบกายให้เขา ก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยหัวใจหนักอึ้ง กล่องไม้ในมือเหมือนเป็นเครื่องลงทัณฑ์ ยิ่งถือยิ่งรู้สึกทรมานอย่างยิ่งยวด
ไฉนนางจะไม่รู้ว่ากล่องไม้นี้คือสิ่งใด เมื่อก่อนเป็นนางนำมาส่งให้ผิงอ๋องหลายครั้ง มันคือกล่องเอาไว้เก็บจดหมายที่พวกเขาใช้ติดต่อกัน ต่อให้ไม่ได้อ่าน นางก็พอจะเดาได้ว่าข้อความข้างในจะพรรณนาเรื่องใดบ้าง
พวกเขายังรักกัน ผิงอ๋องยังคงรักฉินเนี่ยนอวี๋ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บปวด ลั่วเหม่ยจือตัดสินใจเลิกคิด
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากจวนอ๋องไปอย่างช้า ๆ จวนตระกูลฉินอยู่ห่างไปสามตรอกนับว่าไม่ไกลมากนัก ตอนที่ลั่วเหม่ยจือมาถึงหิมะหยุดตกพอดี คำสั่งของผิงอ๋องคือให้ส่งถึงมือ นางจึงไม่อาจฝากบ่าวเฝ้าประตูเอาไว้ได้ หลังลงมาจากรถม้า ลั่วเหม่ยจือก็เคาะห่วงประตู แล้วแจ้งเจตจำนง
ที่นางไม่มั่นใจ คือฉินเนี่ยนอวี๋จะยอมพบหน้าหรือไม่
ลั่วเหม่ยจือรออยู่สักพัก ประตูไม้แดงสองบานใหญ่ก็เปิดออก นางหมุนตัวกลับไปมอง
หลังประตูบานนั้น มีหญิงสาวสามคนยืนอยู่ สตรีสามนางนั้นคือฉินเนี่ยนอวี๋และสาวใช้
วันนี้คุณหนูฉินอยู่ในชุดต้าซีซานสีแดงสดสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกฟูฟ่อง ร่างระหงยืนต้านลมทำให้เส้นผมและชายชุดปลิวไสว แลดูงดงามจับตา เครื่องหน้าหมดจดชะงักงันไปเล็กน้อยทันทีที่ได้เห็นกล่องไม้ในมือของลั่วเหม่ยจือ แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจก็จางหาย
ฉินเนี่ยนอวี๋ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหา รอยยิ้มบนใบหน้าเฉิดฉาย
ลั่วเหม่ยจือคล้ายมองจนตาพร่า ไม่คิดว่าตนเองจะกลับมาได้เห็นรอยยิ้มเช่นนี้จากสหายอีกครั้ง ความละอายเพียงเล็กน้อยเริ่มผุดขึ้นในอก
นางไม่รู้ว่าควรตอบสนองอย่างไร จะยิ้มแย้มส่งให้เหมือนก่อนก็ทำไม่ได้ ระหว่างนางกับฉินเนี่ยนอวี๋ไม่มีอะไรเหมือนเดิม โดยเฉพาะตัวนางเอง นางรู้ตัวดีว่าตนเองไม่ใช่คนดิบคนดีอันใด หรือต่อให้เป็นคนดีแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกอิจฉา
นางกับผิงอ๋องผ่านการกราบไหว้ฟ้าดิน ผ่านการร่วมหอ เขาคือพระสวามีของนาง แล้วฉินเนี่ยนอวี๋เป็นใคร ไฉนยังคิดยุ่งกับสามีผู้อื่นอีก จากความละอายเริ่มกลายเป็นความโกรธ เพียงแต่ลั่วเหม่ยจือไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า นางปกปิดความรู้สึกทั้งหมดด้วยใบหน้าเรียบเฉย
รอให้อีกฝ่ายเดินมาหยุดยืนเบื้องหน้าแล้ว เหม่ยจือจึงยื่นกล่องไม้ไปให้
ฉินเนี่ยนอวี๋รับมากอดไว้ ท่าทางทะนุถนอม “ขอบใจเจ้ามาก”
ลั่วเหม่ยจือไม่ได้เอ่ยคำใด สายตาจับจ้องอยู่บนกล่องไม้ใบนั้น
ฉินเนี่ยนอวี๋แสร้งทำเป็นไม่เห็น เอ่ยด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ตั้งแต่เกิดเรื่อง พวกเรายังไม่มีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกันเลย ในเมื่อวันนี้ได้พบหน้า ไปทานข้าวด้วยกันสักมื้อดีหรือไม่”
ลั่วเหม่ยจือดึงสายตากลับมาจากกล่องขึ้นมามองใบหน้าอีกฝ่าย กำลังชั่งใจว่าควรจะไปหรือไม่ ด้วยความอยากรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฉินเนี่ยนอวี๋กับผิงอ๋อง นางจึงตัดสินใจที่จะไป “ถ้าเจ้าไม่รังเกียจข้า ข้าก็เต็มใจ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปรถม้าคันเดียวกันเถิด เจ้าสั่งให้คนบังคับรถม้าของเจ้าตามไปก็พอ”
ลั่วเหม่ยจือทำตามที่ว่า เดินกลับไปสั่งคนบังคับรถม้า จากนั้นก็ขึ้นรถม้าจวนแม่ทัพไปกับฉินเนี่ยนอวี๋
รถม้าคันนี้ยังเป็นคันเดิมที่เนี่ยนอวี๋ใช้ ห้าปีที่ผ่านมาเหม่ยจือเคยนั่งมาไม่รู้กี่ครั้ง เมื่อก่อนนางรู้สึกว่ารถม้าคันนี้นั่งสบายมาก หากแต่ครานี้ นางกลับรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนตะปูเหล็กก็ไม่ปาน มันทั้งทรมานและอึดอัด
ฉินเนี่ยนอวี๋ใช้มือลูบฝากล่อง รอยยิ้มหวานซึ้งยังเหมือนทุกครา ราวกับกล่องใบนั้นคือใบหน้าของผิงอ๋อง ลั่วเหม่ยจือเห็นแล้วเผลอกำมือที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อ
เหมือนว่าฉินเนี่ยนอวี๋จะรอให้นางเปิดปากถามสิ่งใด แต่พอเห็นว่านางไม่เอ่ยปากเสียที เนี่ยนอวี๋จึงเอ่ยออกมาเสียเอง
“ท่านอ๋องให้เจ้านำกล่องมาส่ง คงบอกเจ้าแล้วกระมัง”
ลั่วเหม่ยจือส่ายหน้า ฝ่ามือกำแน่นขึ้น นางยังไม่โง่ที่จะคิดว่าเรื่องที่ท่านอ๋องต้องบอกจะเป็นเรื่องดี
“ยังหรือ?” เนี่ยนอวี๋เอียงคอมองสีหน้าประหลาดใจ แต่แล้วก็ปัดไม้ปัดมือ “ช่างเถิด ข้าบอกเจ้าเอง”
