บทย่อ
ข้าไม่ใช่หญิงในดวงใจของเขา ข้าไม่ใช่รักแรกของเขา ข้าไม่ใช่คนสำคัญ และข้าไม่ใช่คนในความทรงจำที่เปรียบเหมือนแสงจันทร์ขาวของเขาเช่นกัน ตัวข้าก็แค่หญิงสาวคลั่งรักคนหนึ่ง รักมากจนไม่อาจยอมเสียเขาให้ใคร
บทนำ #1
บทนำ
ลมราตรีพัดกรรโชกผ่านระเบียงทางเดินคดเคี้ยว เสียงใบไผ่เสียดสีกันดังกราวใหญ่ราวกับเสียงกระซิบกระซาบของภูตผีในความมืดมิด บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าของเรือนพักซอมซ่อท้ายจวนถูกผลักออกโดยปราศจากเสียงเคาะเตือนล่วงหน้า
เฉินอู่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ากรอบประตู ลมหนาวพัดเอาชายเสื้อคลุมของเขาปลิวไสว คิ้วเข้มดุจกระบี่ขององครักษ์หนุ่มขมวดเข้าหากันแน่นจนเป็นปมลึกตามความเคยชิน สายตาของเขาทอดมองไปยังสตรีที่ยังคงนั่งเงียบงันอยู่บนขอบเตียงไม้กระดานแข็งทื่อ
“ท่านอ๋องมีรับสั่งให้พระชายาไปพบที่ห้องหนังสือเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงขององครักษ์คนสนิทราบเรียบ หากแต่แฝงความเร่งเร้าอยู่ในที
ลั่วเหม่ยจือไม่ได้เอ่ยคำใด นางเพียงลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ อาภรณ์เนื้อหยาบสีซีดเซียวบนร่างพลิ้วไหวตามแรงลม
นางก้าวเดินตามหลังเฉินอู่ไปตามทางเดินหินชนวนทอดยาว ความเย็นเยียบจากแผ่นหินทะลุผ่านพื้นรองเท้าผ้าบาง ขึ้นมาเกาะกุมฝ่าเท้า ทว่า มันกลับไม่อาจเทียบได้กับความหนาวเหน็บที่กำลังกัดกินอยู่ภายใน จวนผิงอ๋องในยามวิกาลเงียบสงัด มีเพียงแสงสีเหลืองหม่นจากโคมไฟกระดาษที่สั่นไหวไปมาตามแรงลม คอยนำทางผ่านความมืดมิด
เมื่อมาถึงหน้าห้องหนังสือที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของตำหนัก เฉินอู่หยุดฝีเท้าลง เขาเบี่ยงกายหลบให้พ้นทางเป็นเชิงบอกให้นางเข้าไปเพียงลำพัง ลั่วเหม่ยจือสูดลมหายใจเข้าลึก รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายความกดดันที่แผ่ซ่านออกมารอบบริเวณ ก่อนจะยกมือขึ้นผลักบานประตูไม้สลักลายหนักอึ้งให้เปิดออกช้า ๆ
ภายในห้องหนังสือกว้างขวางนั้นจมดิ่งอยู่ในความมืดสลัว แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกรุกระดาษเข้ามาเพียงริ้วบาง ๆ เผยให้เห็นละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ กลิ่นหมึก กระดาษเก่า และไม้หอมที่เผาไหม้จนเหลือเพียงเถ้าถ่านผสมปนเปกัน สร้างบรรยากาศที่ทั้งน่าเกรงขามระคนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ร่างสูงใหญ่ของผิงอ๋องอู่อันหลางยืนหันหลังอยู่หน้าชั้นหนังสือไม้จันทน์แดง เงาดำทะมึนของเขาทาบทับลงบนพื้นกระดานราวกับมัจจุราชที่กำลังรอคอยเหยื่อ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของนางแผ่วเบาอยู่เบื้องหลัง เขาจึงค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา
ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติซึ่งมักจะสวมหน้ากากความเรียบเฉย บัดนี้เมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์ครึ่งซีกยิ่งแลดูเย็นชาแข็งกระด้างราวกับรูปสลักน้ำแข็งในเหมันต์ฤดู ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองนางทะลุผ่านความมืดมิด ไร้ซึ่งร่องรอยของความเมตตาใดๆ มีเพียงความเกลียดชัง เย้ยหยัน และบางสิ่งที่ลึกล้ำยิ่งกว่านั้นซุกซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งของนัยน์ตาสีรัตติกาล
ทุกครั้งที่เขามองนาง ความเย็นชาคือสิ่งเดียวที่เขามอบให้
“มานี่” เสียงทุ้มต่ำระคนแหบพร่าดังแหวกความเงียบ
ลั่วเหม่ยจือก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยุดยืนห่างจากเขาไปสามก้าว
อู่อันหลางก้าวประชิดตัวนางในพริบตา ความรวดเร็วและพละกำลังของเขานั้นเหนือล้ำเกินกว่าที่ผู้ใดจะคาดเดา มือแกร่งราวกับคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือขวาของนางอย่างรุนแรง
นางลอบสูดลมหายใจ สะดุ้งเล็กน้อย ความเจ็บทำให้ริมฝีปากของนางเม้มเข้าหากันแน่น แต่เลือกที่จะไม่ส่งเสียงร้องรำคาญใจใด ๆ ใช้ความเงียบกลืนกินความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาตามท่อนแขน
ท่ามกลางแสงสลัว ผิงอ๋องก้มหน้าลง สายตาที่ซ่อนอยู่ในเงามืดคล้ายจับจ้องมาที่ใบหน้าของนาง
ฉับพลันนั้น เขาก็กระชากแขนนางอย่างแรง ทั้งร่างปลิวถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างแข็งแกร่งดุจกำแพงหิน
“อ๊ะ...” เสียงอุทานเบา ๆ เล็ดลอดออกจากริมฝีปากของลั่วเหม่ยจือเป็นครั้งแรก
ยังไม่ทันที่นางจะตั้งหลักได้ เขาก็พลิกตัวนางด้วยพละกำลังมหาศาล ผลักนางถอยร่นไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะหนังสือไม้แดงเนื้อแข็งตัวใหญ่ เสียงของหนักกระแทกไม้ดังตึง!
ผิงอ๋องใช้แขนข้างหนึ่งกวาดแท่นหมึก พู่กัน และม้วนตำราไม้ไผ่ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทิ้งลงพื้นเสียงดังโครมคราม เศษหยกหยดน้ำและม้วนตำรากระจัดกระจายเกลื่อนกลาด แต่เขาหาได้สนใจไม่ มือแกร่งของเขากดไหล่ทั้งสองข้างของนางให้หงายราบลงไปบนพื้นผิวโต๊ะเย็นเฉียบ
เงาร่างทะมึนทาบทับลงมาปิดกั้นแสงจันทร์จนหมดสิ้น ลมหายใจร้อนผ่าวของชายหนุ่มเป่ารดผิวแก้มของนาง กลิ่นอายของบุรุษเพศเข้มข้น ดุดัน และอันตรายโอบล้อมนางไว้ทุกทิศทาง
“ทะ..ท่านอ๋อง...” ลั่วเหม่ยจือพยายามเค้นเสียงเรียก แววตาของนางไหวระริกแม้จะพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้เพียงใดก็ตาม
ทว่าผิงอ๋องไม่เปิดโอกาสให้นางได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ เขาประกบริมฝีปากลงมาบดขยี้เรียวปากของนางอย่างป่าเถื่อนและหิวกระหาย จุมพิตนั้นปราศจากความรักใคร่ทะนุถนอม มันคือการลงทัณฑ์ มันคือการระบายความแค้น
เขาสอดลิ้นร้อนระอุเข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานภายในโพรงปากของนางอย่างรุนแรง ดูดดึงริมฝีปากล่างของนางจนได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ลั่วเหม่ยจือหลับตาลง มือทั้งสองข้างของนางกำขอบโต๊ะแน่นจนข้อขาวซีด เล็บจิกเข้ากับเนื้อไม้เพื่อระบายความรัญจวนที่จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
มือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการจับดาบเลื่อนต่ำลงมากระชากสายคาดเอวของนางออกอย่างไม่ไยดี เสียงผ้าแพรฉีกขาดดังก้องในห้องเงียบงัน เสื้อคลุมตัวนอกของนางถูกถลกออกไปกองอยู่บนพื้น เผยให้เห็นเสื้อตัวในสีขาวบริสุทธิ์ที่ทาบทับอยู่บนผิวเนื้อขาวเนียนดุจหยก
สัมผัสของผิงอ๋องเต็มไปด้วยความรุนแรงและกักขฬะ เขาลูบไล้เรือนร่างของนางด้วยน้ำหนักมือที่ทำให้ผิวขาวเกิดรอยแดงเป็นจ้ำ นางสะท้านเฮือกเมื่อริมฝีปากร้อนจัดของเขาผละจากปากของนาง เลื่อนลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่อง ฟันคมขบเม้มลงบนเส้นชีพจรที่กำลังเต้นระรัวราวกับกลองศึก
“อึก!” นางหลุดเสียงสะอื้นออกมาเบา ๆ เมื่อเขาฝังเขี้ยวลงมาจนรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ซาบซ่านไปถึงไขสันหลัง
ร่างกายของนางดิ้นรนตามสัญชาตญาณ ทว่าน้ำหนักตัวของบุรุษเบื้องบนที่กดทับลงมานั้นหนักอึ้ง เขาไม่ได้ปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเองออกทั้งหมด เพียงแค่ดึงชายเสื้อคลุมขึ้นและปลดผ้าคาดเอวอย่างเร่งร้อน ก่อนจะแทรกตัวเข้ามาระหว่างเรียวขาของนางอย่างดุดัน ไร้ซึ่งการปลอบประโลม ไร้ซึ่งการเตรียมพร้อมใด ๆ
ความเจ็บปวดแหลมคมแล่นปราดเข้าสู่แกนกลางของร่างกายเมื่อเขารุกล้ำเข้ามาอย่างไม่ปรานี ลั่วเหม่ยจือเบิกตากว้าง หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลรินลงมาจากหางตา ร่างกายของนางเกร็งกระตุก มือซ้ายที่บีบขอบโต๊ะเปลี่ยนมาจิกฝังลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาผ่านเนื้อผ้าไหมราคาแพง
ผิงอ๋องคำรามในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าเต็มไปด้วยความอัดอั้น เขาขยับสะโพกถาโถมเข้าใส่นางอย่างบ้าคลั่ง จังหวะการสอดประสานหนักหน่วง รุนแรง และไร้ความปรานี เสียงเนื้อกระทบกันดังผสานกับเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่ในความมืด
ทุกครั้งที่เขากระแทกกระทั้นเข้ามา แผ่นหลังของนางก็เสียดสีกับพื้นโต๊ะแข็ง จนปวดแสบปวดร้อน แต่นั่นไม่อาจเทียบได้กับความเจ็บปวดในหัวใจ ความรักข้างเดียวและความโหยหาที่นางมีต่อเขามันลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง แต่นางรู้ดีว่าสิ่งที่เขาฝากฝังเข้ามาในร่างกายของนางไม่ใช่ความรัก หากแต่เป็นความเกลียดชัง
“เจ้าชอบเช่นนี้ใช่หรือไม่” เขากระซิบเสียงพร่าชิดใบหูของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดผิวเนื้อที่กำลังสั่นสะท้าน น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเย้ยหยัน “ดูสิ...ตรงนี้ของเจ้าสนองได้ดีทีเดียว”
ลั่วเหม่ยจือหลับตาลง ปล่อยให้เขากระทำย่ำยีตามอำเภอใจ รับเอาพายุอารมณ์อันบ้าคลั่งของเขาเข้ามาในทุกอณูสัมผัส เขาทั้งร้อนแรงและเย็นชาในเวลาเดียวกัน ร่างกายของเขาแผดเผานางจนแทบมอดไหม้
ความเสียวซ่านผสมปนเปกับความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นอารมณ์ถาโถมเข้าใส่จนนางแทบขาดใจ
ผิงอ๋องเริ่มเร่งจังหวะหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ มือแกร่งข้างหนึ่งสอดประสานเข้ากับมือของนาง เขาบีบฝ่ามือข้างนั้นแน่น
“อ๊ะ...อ๊า...” ลั่วเหม่ยจือไม่อาจกลั้นเสียงครางได้อีกต่อไป เมื่อเขาพุ่งทะยานเข้าสู่จุดลึกสุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายของนางโค้งหยัดขึ้นรับสัมผัสที่รุนแรงราวกับพายุคลั่ง
ผิงอ๋องกดสะโพกแนบชิด ฝังตัวตนของเขาเข้าสู่นางอย่างลึกซึ้งที่สุด พร้อมกับเสียงคำรามต่ำในลำคอ ร่างกายกำยำเกร็งกระตุก ปลดปล่อยความปรารถนาและความเกรี้ยวกราดทั้งหมดเข้าไปในตัวนาง
ความเงียบโรยตัวลงมาครอบคลุมห้องหนังสืออีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักของคนทั้งสองดังประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายวสันต์
ความอบอุ่นนั้นคงอยู่เพียงชั่วอึดใจ ผิงอ๋องถอนกายออกอย่างรวดเร็ว ราวกับรังเกียจเสียเต็มประดา เขาไม่ก้มลงจุมพิตหน้าผากนาง ไม่แม้แต่จะดึงเสื้อผ้าหลุดลุ่ยมาปกปิดเรือนร่างที่สั่นเทาของนาง เพียงขยับตัวลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อผ้าและผ้าคาดเอวของตนเองให้เข้าที่ ท่วงท่าของเขากลับมาสง่างามสูงส่งดังเดิม ผิดกับเมื่อครู่ที่กลายร่างเป็นสัตว์ป่าหิวกระหาย
ลั่วเหม่ยจือนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะหนังสือ เส้นผมสีดำขลับแผ่สยายปรกใบหน้าและแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแดง นางค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือสั่นเทาเอื้อมไปหยิบเศษเสื้อผ้าขาดวิ่นมาปิดบังหน้าอกของตนเอง ดวงตาคู่สวยหลุบต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่เพิ่งพรากเรี่ยวแรงทั้งหมดของนางไป
แสงจันทร์สลัวทาบทับใบหน้าด้านข้างของผิงอ๋อง เขาปรายตามองนางด้วยสายตาเย็นชาจับขั้วหัวใจ “ออกไปได้แล้ว!”
ลั่วเหม่ยจือพยายามจัดเสื้อผ้าขาดวิ่นของตนให้เข้าที่ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ปิดบังร่างกายไม่มิด เสื้อคลุมขนเพียงพอนถูกขว้างมาใส่หน้าอย่างไม่คิดออมแรง
เหม่ยจืออดไม่ได้ที่จะลอบมองคนกระทำ ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองนาง จึงค่อย ๆ ใช้เสื้อคลุมตัวนั้นห่อตัว แล้วเดินกลับออกไป

