บท
ตั้งค่า

ถอนทุนคืนบ้าง #8

ตอนที่ 4 ถอนทุนคืนบ้าง

เห็นว่านางหน้าซีดเซียว ลู่ซื่อก็คร้านจะต่อว่านางอีก “นั่งลงเถิด พาน้องมาทานข้าวก่อน หิวไม่ใช่หรือ” พูดจบลู่ซื่อก็เดินไปนั่งบนตั่งริมหน้าต่าง

ลั่วเหม่ยจือไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ได้แต่เดินไปนั่งลงบนโต๊ะพร้อมน้องชาย ลั่วเจียวเจียวยกสำรับเข้ามาพอดี

สามพี่น้องนั่งทานข้าวกันเงียบ ๆ มีเพียงความเร็วจากตะเกียบของลั่วเสี่ยวเป่าที่เป็นสีสัน

ไม่รู้ว่าลู่ซื่อกำลังขบคิดสิ่งใดอยู่ ลั่วเหม่ยจือเห็นใบหน้าอ้วนกลมของนางเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอด สักพัก อีกฝ่ายก็ตบโต๊ะดังปัง

ลั่วเสี่ยวเป่ากับลั่วเจียวเจียวพากันสะดุ้งโหยง เสี่ยวเป่าเกือบจะทำขาหมูติดคอ

ลั่วเหม่ยจือมองไปก็เห็นว่าแม่เลี้ยงกำลังจ้องนางเขม็ง ในใจพลันบังเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี

“เจ้า!” จู่ ๆ ลู่ซื่อก็ยกมือขึ้นมาชี้หน้า เหมือนว่านางยังคิดคำพูดไม่ออก จึงหยุดไป ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ ก็เอ่ยออกมาจนได้ “เจ้ากับท่านอ๋องได้หลับนอนกันหรือไม่”

แค่ก ๆ ลั่วเหม่ยจือถึงกับสำลักข้าว รีบมองไปยังน้องชายน้องสาว

เห็นว่าลั่วเจียวเจียวก้มหน้างุด พุ้ยข้าวเข้าปากประหนึ่งตนเองเป็นคนหูหนวก ส่วนเสี่ยวเป่าไม่สนใจสิ่งใด นอกจากขาหมูพะโล้เบื้องหน้า ลั่วเหม่ยจือถึงได้วางใจ

นางไม่ได้ตอบคำ แต่เหมือนว่าลู่ซื่อจะไม่ได้รอคำตอบเช่นกัน อีกฝ่ายยังพูดต่อไปว่า “ดูจากสภาพเจ้าแล้ว คงยังสินะ เป็นพระชายาประสาอะไร ยังแต่งตัวซอมซ่อ นี่ท่านอ๋องคงรังเกียจเจ้ามากกระมัง”

ลั่วเหม่ยจือพูดไม่ออก ความหิวมลายหายไปสิ้น นางค่อย ๆ วางตะเกียบลง

“ตัวก็เสียแล้ว ชื่อเสียงก็ป่นปี้ ซ้ำยังทำให้บิดาและครอบครัวลำบาก เจ้าไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ” ลู่ซื่อยังไม่มีความคิดจะหยุดบ่น ลั่วเหม่ยจือกลัวว่านางจะพูดจาเสียดแทงใจ กำลังจะเอ่ยปากหาทางเปลี่ยนเรื่อง ทว่าประโยคถัดมาของอีกฝ่ายทำให้นางต้องชะงัก

“ข้าจะบอกให้นะ ถ้าเป็นข้า จะไม่ยอมขาดทุนเป็นอันขาด ดูอย่างพ่อของเจ้า ข้ายังปราบเสียอยู่หมัด เจ้าก็ควรต้องถอนทุนคืนบ้าง ถึงท่านอ๋องจะไม่สนใจ แต่ข้าไม่เชื่อว่าตำแหน่งพระชายาของเจ้าจะใช้การไม่ได้”

สีหน้าของลู่ซื่อตอนนี้ เหมือนกำลังครุ่นคิดวางแผน

ลั่วเหม่ยจือมองไปที่นาง พักหนึ่ง ลู่ซื่อก็หลุดจากภวังค์ความคิด ครั้นเห็นใบหน้าเรียบเฉยของลั่วเหม่ยจือแล้ว เจ้าตัวพลันสบถเสียงดัง “เพ้ย! ทำสีหน้าอันใดของเจ้า เพราะอย่างนี้ ถึงได้มัดใจท่านอ๋องไม่ได้”

“ท่านแม่ รอให้ข้ากับน้องชายน้องสาวทานข้าวเสร็จแล้ว พวกเราค่อยคุยกันดีหรือไม่เจ้าคะ” เหม่ยจือจำต้องรีบเอ่ยขัด เพราะเกรงว่านางจะพูดจาลงลึกไปกว่านั้น

ลู่ซื่อพ่นลมหายใจออกมา ยอมหยุดพูดแต่โดยดี

ลั่วเจียวเจียวลอบถอนใจด้วยความโล่งอก เหลืออีกปีกว่า กว่าที่นางจะถึงวัยมีคู่ ใครอยากฟังเรื่องระหว่างสามีภรรยาก่อนวัยอันควรกันบ้าง ส่วนลั่วเสี่ยวเป่ายังคงสนใจแต่เรื่องกิน

หลังจากทานเสร็จ ลั่วเหม่ยจือช่วยน้องสาวเก็บสำรับไปล้าง จากนั้นก็เดินตามลู่ซื่อไปยังห้องหนังสือของบิดา ภายในห้องอบอุ่นกว่าข้างนอกมากนัก เพราะมีกระถางไฟ นางจำได้ว่าปีนั้น แม่เลี้ยงของนางใช้สินเดิมเพื่อสร้างห้องเพิ่มให้บิดาเอาไว้อ่านตำราเตรียมเข้าสอบ

แต่น่าผิดหวัง เพราะศึกชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทรุนแรงมาหลายปี ผู้ใดควบคุมการสอบจิ้นซื่อได้ ถือว่ามีแต้มต่อ เพราะเช่นนี้ จึงเกิดการทุจริต ต่อให้ท่านพ่อมีความสามารถแค่ไหน ก็ไม่มีทางสอบได้ การเมืองต้าจิ้นช่างทำให้ผู้คนได้เปิดตาจริง ๆ

“นั่งสิ” ลู่ซื่อสงบลงมากแล้ว น้ำเสียงที่ใช้จึงเป็นโทนปกติ รอให้ลั่วเหม่ยจือนั่งลงแล้ว นางก็ชี้ไปยังป้ายผู้เข้าสอบบนโต๊ะทำงานของท่านพ่อ “เห็นนั่นไหม”

เหม่ยจือมองตามไป “ปีนี้ท่านพ่อจะเข้าสอบอีกหรือเจ้าคะ”

“ใช่ มันคือความหวังสูงสุดของเขา” เอ่ยออกมาแล้ว สีหน้าของลู่ซื่อก็เปลี่ยนเป็นท้อใจ “ท่านพ่อของเจ้ายังเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง”

“ไม่มีทางหรอกเจ้าค่ะ” ลั่วเหม่ยจือเอ่ยโดยไม่ต้องหยุดคิด “ถึงแม้ว่าจะมีการแต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้วก็จริง แต่องค์รัชทายาทยังขาดกำลังสนับสนุน จะอย่างไรเขาก็ต้องใช้การสอบครั้งนี้เพื่อนำคนของตนเข้ามา ท่านพ่อไม่มีเส้นมีสาย ไม่เคยประจบประแจงผู้ใด สำคัญสุดคือไม่ใช่คนขององค์รัชทายาท ไม่มีทางจะสอบได้”

“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ อาชีพแม่ค้าอย่างข้า วันหนึ่งพบเจอผู้คนมากมาย ฟังเรื่องซุบซิบนินทามาก็มาก จะไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร ข้าแค่อยากให้พ่อเจ้าสมหวัง”

เหม่ยจือเองก็อยาก แต่บุตรสาวบัณฑิตยากจนเช่นนางจะไปทำอันใดได้

ลู่ซื่อย่อมไม่รู้ความคิดของลูกเลี้ยง เมื่อเห็นว่านางยังมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่สนใจสิ่งใด ก็เอ่ยปากต่อว่าต่อขาน “เพราะเรื่องของเจ้า ซ้ำเติมพ่อของเจ้าเข้าไปอีก ไม่คิดจะทำตัวให้มีประโยชน์บ้างหรือ แล้วสีหน้าไร้ความรู้สึกเช่นนี้ เจ้าแสดงให้ใครดู มิน่าเล่า ท่านอ๋องถึงรังเกียจเจ้า”

เมื่ออารมณ์ขึ้นแล้ว ลู่ซื่อเหมือนจะหยุดไม่ได้ ไม่รอให้ลั่วเหม่ยจือเอ่ยสิ่งใด โทนเสียงที่แผดขึ้นอีกสองส่วนก็ดังตามมา “พวกเราไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ ไม่ใช่ตระกูลใหญ่ที่มีการแก่งแย่งชิงดี ไยต้องเก็บซ่อนความรู้สึก ตีหน้านิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้หรือว่ามันขาดสีสัน”

ลั่วเหม่ยจือเถียงไม่ออก มาคิด ๆ ดูแล้ว นางเริ่มเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งมาตั้งแต่เมื่อใดกัน น่าจะตั้งแต่ที่คบหากับฉินเนี่ยนอวี๋ เพราะฝ่ายนั้นสดใสร่าเริงอยู่ตลอดเวลา นางก็เลยต้องกลายเป็นคนเงียบขรึม ไม่กล้าจะแสดงออก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel