บทที่ 1 ซ่างกวนโหวหน้ากากเหล็ก
บทที่ 1
ซ่างกวนโหวหน้ากากเหล็ก
โจวซิงเหยียนเปลี่ยนเป็นสวมใส่อาภรณ์สีเทาขาวของอาราม เนื้อผ้าของนางชีแม้จะหยาบกระด้างในความรู้สึกของคนทั่วไป แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับผ้าไหมล้ำค่าในความรู้สึกของหญิงสาว เนื้อผ้าที่อุ่นแนบไปกับผิวไม่มีรอยปะชุนให้ระคายเคืองแตกต่างจากอาภรณ์ของนางโดยสิ้นเชิง
แขนเล็กๆ คล้องตะกร้าหวายก่อนจะย่ำเท้าก้าวเข้าไปในป่าหลังอาราม ฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้เหมาะแก่การเก็บสมุนไพรมาตากแห้งเพื่อเอาไว้ปรุงยาแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านที่ทุกข์ยาก ในปีแรกไท่ซือได้กรุณาสอนให้นางรู้จักสมุนไพรชนิดต่างๆ ปีหลังมานี้นางจึงเชี่ยวชาญจนสามารถออกไปเก็บสมุนไพรด้วยตนเองเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระไท่ซือที่เริ่มแก่ชรามากแล้ว
“นะ...นี่ต้นโสม ช่างโชคดีเหลือเกิน ไท่ซือจะต้องดีใจมากแน่ๆ เลย”
หญิงสาวยอบกายลงเมื่อเห็นดอกโสมสีแดง นางใช้มือแหวกหญ้าออกเพื่อดูดอกโสมชัดๆ เมื่อมั่นใจก็ลงมือขุดโสมทันที
ฉัวะ!
เสียงคมดาบแหลมคมตัดผ่านบางสิ่งอย่างรวดเร็วดังแหวกอากาศที่เงียบสงัด
ตุ๊บ!
ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างจะตกลงตรงหน้าหญิงสาว หัวใจของนางหล่นวูบ ใบหน้าถอดสี เรียวปากอ้ากว้างกระนั้นกลับมีสติมากพอที่จะไม่ส่งเสียงกรีดร้องออกไป
ศีรษะมนุษย์!
หญิงสาวกระถดตัวถอยกรูดไปกับผืนดินก่อนที่แผ่นหลังจะไปชนเข้ากับขาของใครบางคน นางรีบหมุนตัวกลับดวงตาเบิกกว้างกว่าเดิมเมื่อเห็นบุรุษชุดดำสวมใส่หน้ากากเหล็กปิดบังใบหน้ากว่าครึ่ง
ซ่างกวนโหว!
ปราณกระบี่สีดำกวัดแกว่งไปในอากาศอย่างรวดเร็วสังหารชายชุดดำกว่าหลายสิบชีวิตที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยวิชาตัวเบาหมายสังหารซ่างกวนโหวที่อยู่เพียงลำพังให้ตายตก
“อึก...”
ดวงตาของโจวซิงเหยียนเบิกกว้างยกมือขึ้นปิดปากไม่ให้ส่งเสียงร้องออกไป ก่อนจะมองมือสังหารชุดดำตายตกลงต่อหน้าต่อตาทีละคน...ทีละคน ศีรษะหลุดออกจากบ่า แขนหลุดออกจากลำตัว บ้างก็ร่างกายขาดครึ่ง ท่อนล่างยังคงยืนค้างในขณะที่เรือนกายส่วนบนล้มลงไปกองกับพื้น
เฮือก!
เรือนกายผวาแทบสิ้นสติเมื่อมืออาบโลหิตข้างหนึ่งกระเด็นลงมาตกอยู่ข้างลำตัว จังหวะนั้นเองที่ซ่างกวนโหวพลาดพลั้งถูกคมดาบเฉือนเข้าที่ต้นแขนซ้ายแต่เพียงพริบตาเดียวเขาก็หมุนตัวขึ้นกลางอากาศแล้วสะบัดปราณดาบสังหารชายชุดดำอย่างรวดเร็ว
เวลานี้หัวใจของหญิงสาวแทบหยุดเต้น หวาดกลัวจนใบหน้าซีดขาว ทันใดนั้นเองที่ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำทองอาบโลหิตได้หมุนกายกลับมาพร้อมกับจ่อคมกระบี่มาที่ลำคอบอบบางของหญิงสาว
น้ำหนักของกระบี่บาดลงบนผิวขาวซีดจนเลือดสีชาดไหลริน โจวซิงเหยียนรับรู้ได้ในทันทีว่าเขาต้องการจะฆ่าปิดปากนาง
“ขะ...ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
หญิงสาวรีบหลุบเปลือกตาลงต่ำ เรือนกายสั่นเทิ้มหวาดหวั่นดั่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพญามัจจุราช ด้านหลังโหวซ่างกวนฮ่าวถิงนั้นเต็มไปด้วยร่างที่ไร้ศีรษะไร้แขนขาเกลื่อนกลาดกว่ายี่สิบชีวิต กลิ่นคาวคลุ้งชวนคลื่นเหียน น้ำสีแดงย้อมผืนป่าจนกลายเป็นทะเลเลือด
“ดะ...ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ได้โปรด!”
นางร้องขอชีวิตด้วยน้ำเสียงแหบพร่าดั่งมีบางสิ่งตีบตันอยู่ภายในลำคอ แม้ชีวิตของนางจะไร้ค่าแต่นางก็ยังไม่อยากตาย
“ขะ...ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ ขะ...ข้าสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้เป็นอันขาด”
นับตั้งแต่ลืมตาดูโลกนางไม่เคยพบเจอกับความรักเลย ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบของพ่อแม่ พี่น้อง นายบ่าว หรือมิตรสหาย นางไม่อยากตายไปโดยไม่เคยรับรู้ว่าความรักที่แท้จริงเป็นเช่นไร
“เจ้ามีค่าพอให้ข้าไว้ชีวิตงั้นหรือ”
น้ำเสียงห้าวทุ้มต่ำเอ่ยถามคล้ายเย้ยหยันอยู่ในที เมื่อโจวซิงเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับดวงตาแดงระเรื่อ ดั่งคำพูดแหลมคมกรีดลงไปยังปมในใจของนางจนแหว่งวิ่น ทิฐิมานะทำให้นางเม้มปากเข้าหากันเป็นเส้นตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ต่อให้ชีวิตของข้าไม่มีค่าสำหรับใคร แต่ข้าก็รักชีวิตของข้า อย่าให้กระบี่ของท่านโหวต้องแปดเปื้อน ด้วยการสังหารสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่าเลย”
ทุกการขยับเขยื้อนของนางยิ่งทำให้คมกระบี่กดลึกมากขึ้น ทว่าเวลานี้นางกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด นั่นเพราะบาดแผลในใจที่ถูกสะกิดเปิดปากแผลนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่า
ดวงตาคมกร้าวมองสตรีที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าราวกับนักล่ากำลังประเมินเหยื่อ ในขณะโจวซิงเหยียนรู้สึกราวกับตนเองเป็นนักโทษที่กำลังรอรับคมกระบี่อยู่บนลานประหาร
หึ...
ซ่างกวนโหวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ริมฝีปากกดลึกคล้ายเย้ยหยันสิ่งมีชีวิตที่แสนไร้ค่าตรงหน้า
ฉึบ!
ตวัดกระบี่ขึ้นตัดผ้าผูกผมสีน้ำตาลหม่นให้ขาดออกจากกัน ส่งผลให้เรือนผมดำขลับสยายตกลงกลางแผ่นหลังระไปตามกรอบหน้าหวานก่อนที่กระบี่จะกลับคืนสู่ฝักของมันที่สะพายอยู่ข้างเอว
โจวซิงเหยียนไม่รอให้อีกฝ่ายพูดหรืออนุญาตนางรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งเร็วที่สุดในชีวิตออกจากป่าไปในทันที ดวงตาคมกร้าวมองตามไล่หลังแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพึมพำออกมาแผ่วเบา
“นึกว่าจะเป็นสตรีที่น่าเบื่อเสียอีก”
เมื่อลับร่างบอบบางของคุณหนูเล็กแห่งจวนสกุลโจวซ่างกวนโหวก็ถึงเซถอยหลังไปสองก้าวเพราะถูกลอบทำร้าย คมกระบี่ฟาดลงที่กลางแผ่นหลังเป็นรอยยาว อีกทั้งเมื่อครู่เพราะเผลอมองนางจึงถูกมือสังหารฟันเข้าที่แขนซ้าย
นักฆ่ากว่าร้อยชีวิตกรูเข้ามาดั่งห่าฝน องครักษ์ข้างกายและองครักษ์เงาปะทะกับนักฆ่าเหล่านั้นไปคนละทิศละทาง คิดว่าสังหารพวกมันหมดแล้วแต่กลับมีนักฆ่าอีกกลุ่มดักซุ่มลอบสังหารเขาที่กำลังเดินทางกลับอารามเหม่ยซาน
ใครกันที่อยากจะฆ่าข้า!
แม้จะมีศัตรูอยู่มากแต่ซ่างกวนฮ่าวถิงกลับแน่ใจว่าศัตรูผู้นี้ไม่ธรรมดา อำนาจของมันเหนือกว่าเขา นักฆ่าที่ส่งมาล้วนเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์มากฝีมือ
