บทนำ คำอธิษฐานของสตรีไร้ค่า
บทนำ
คำอธิษฐานของสตรีไร้ค่า
รถม้าเก่าราวกับล้อจะหลุดออกจากตัวรถแล่นมาจอดยังตีนบันไดทางขึ้นอารามเหม่ยซาน สตรีรูปร่างบอบบางสวมใส่เสื้อผ้าตกยุคสีหม่นย่างเท้าก้าวลงจากรถม้าพร้อมกับห่อผ้าสะพายไหล่
ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นรถม้าก็แล่นออกไปโดยเร็ว แทบไม่สนใจผู้อยู่เบื้องหลังที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คุณหนูเล็ก’ แห่งจวนตระกูลโจวเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงรถม้าคันนี้เป็นรถม้าสำหรับนำขยะไปทิ้งนอกเมือง และรถม้าคันนี้อีกเช่นกันที่คอยไปรับไปส่งคุณหนูเล็กโจวซิงเหยียนเรื่อยมาราวกับเป็นรถม้าประจำตัว
โจวซิงเหยียนแหงนหน้ามองบันไดอารามกว่าหลายร้อยขั้นที่ทอดยาวขึ้นสู่ยอดเขา นางชาชินเสียแล้วกับการถูกปฏิบัติราวกับคนรับใช้ การถูกเมินเฉยไม่เห็นค่าดั่งไม่ใช่สมาชิกคนหนึ่งของตระกูลโจว
‘จำไว้นะซิงเหยียนเจ้าต้องปฏิบัติธรรม กินเจ สวดภาวนาให้ครบเจ็ดวัน เพื่อล้างเสนียดจัญไรที่ติดตัวเจ้าออกให้หมด เพราะเจ้าคือดาวหายนะที่ทำให้ครอบครัวต้องลำบาก หากไม่ครบเจ็ดวันก็ห้ามกลับจวนเป็นอันขาด!’
คำสั่งของมารดาหญิงสาวย่อมไม่อาจโต้แย้ง ก่อนจะก้มมองเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่ตนเองสวมใส่ เนื้อผ้าและการตัดเย็บแย่เสียกว่าเสื้อผ้าสาวใช้ส่วนตัวของพี่สาวเสียอีก
ใช่แล้ว...
โจวซิงเหยียนไม่มีสาวใช้ส่วนตัว อีกทั้งยังต้องอาศัยอยู่ที่เรือนเล็กหลังจวน พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สาวทุกคนได้อยู่เรือนใหญ่ ได้สวมเสื้อผ้าอย่างดี ได้กินอาหารหรูหรา ทว่านางกลับไม่เคยได้รับสิ่งนั้นเลย
โจวซิงเหยียนพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดนางจึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดามารดา ทั้งที่นางก็เป็นบุตรคนหนึ่งเหมือนกัน แต่นางก็ไม่อาจหาคำตอบได้
มารดามักชี้นิ้วด่าว่านางเป็นดาวหายนะ เป็นตัวกาลกิณี เป็นความอัปมงคลที่ต้องเก็บซ่อนไว้ไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้
เหมือนจะชาชินกับการถูกละเลย
เหมือนจะชาชินกับการถูกด้อยค่า
เหมือนจะชาชินกับการถูกรังเกียจ
มันก็แค่เหมือน...
หากนางชาชินจริงๆ หัวใจคงไม่เจ็บปวดถึงเพียงนี้
ในที่สุดหญิงสาวก็ก้าวขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย สองเท้าหอบร่างอ่อนแรงก้าวย่างเข้าไปในอาราม องค์พระโพธิสัตว์สีทองอร่ามสูงใหญ่จนต้องแหงนคอมองดั่งกำลังกดทับความคับแค้นใจของนางจนประทุผ่านขอบตาร้อนผ่าวระเรื่อไปด้วยหยาดน้ำใส
หญิงสาวทิ้งเข่าลงอย่างสิ้นไร้กำลังที่จะมีชีวิตอยู่
“ข้าแต่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า ได้โปรดดลบันดาลให้ครอบครัวของข้า มอบเศษเสี้ยวความรักให้ข้าด้วยเถิด หากว่าคำขอนี้ยากเกินไป หรือเป็นเพราะตัวข้าต่ำต้อยเกินกว่าจะได้รับความรัก เช่นนั้นก็ขอให้มีใครสักคนพาข้าออกไปจากจวนที่เป็นดั่งขุมนรกนี้ ขอให้มีใครสักคนเห็นคุณค่าในตัวข้า ไม่ต้องรักข้าก็ได้เจ้าค่ะ ขอเพียงมองข้าเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็พอ ได้โปรดให้ข้าได้สมหวังด้วย”
เสียงสั่นเครือคล้ายพยายามกลั้นสะอื้นอ้อนวอนอธิษฐานต่อรูปปั้นพระโพธิสัตว์ด้วยความสิ้นหวัง ด้วยรู้ดีว่าคำอธิษฐานนี้ไม่มีวันเป็นจริง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังหวัง เพราะแสงแห่งความหวังอันริบหรี่นี้ช่วยทำให้นางพอจะมีแรงยืนหยัดอยู่บนโลกที่โหดร้าย
หญิงสาวโขกหน้าผากลงบนพื้น ก่อนจะหอบร่างอ่อนแรงไปยังอารามด้านในซึ่งเป็นอารามของนางชีเพื่อทำการลงทะเบียนเข้าพัก ลึกเข้าไปมีห้องพักสำหรับผู้ที่มาค้างแรมเพื่อปฏิบัติสวดภาวนา นี่ไม่ใช่ปีแรกที่นางถูกสั่งให้มายังอาราม นางจึงค่อนข้างคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี
“เป็นนางอีกแล้วหรือ”
บุรุษที่นอนเอกเขนกอยู่ในห้องลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังองค์พระประธานสีทองขนาดใหญ่ลุกขึ้นเดินไปยังช่องเล็กๆ บริเวณฐานพระ สอดส่ายสายตามองออกไปเห็นร่างบอบบางที่ดูเหมือนจะซีดเซียวลงกว่าปีก่อนด้วยดวงตาหม่นแสง
“เป็นคุณหนูเล็กโจวซิงเหยียนแห่งจวนสกุลโจวขอรับท่านโหว”
องครักษ์หม่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ปีที่แล้วโจวซิงเหยียนก็มาถือศีลเจริญภาวนาที่อารามแห่งนี้เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน จะว่าไปแล้วห้าปีที่ผ่านมาซ่างกวนโหวมาพักที่อารามในช่วงเวลานี้และได้ยินคำอธิษฐานของนางทุกปีเช่นกัน
“ดูเหมือนคำอธิษฐานของนางจะเปลี่ยนไป”
เจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีดำสนิทตัดกับผิวขาวซีด ใบหน้าหล่อเหลารับกับดวงตาคมหางตาเชิดขึ้นดั่งคนหยิ่งทะนงตน มุมปากคล้ายหยักยิ้มเย้ยโลกที่แสนโสมม เป็นความงดงามที่ให้ความรู้สึกสูงส่งจนไม่อาจเอื้อมมือคว้า
“ท่านโหวจำได้หรือขอรับ ว่าปีที่แล้วคุณหนูเล็กสกุลโจวอธิษฐานขออะไร”
ซ่างกวนฮ่าวถิงไม่ได้ตอบแต่หยิบตำราขึ้นมาอ่านคล้ายมิได้สนใจสตรีนางนั้นอีก ทว่าแท้จริงแล้วเขากลับจดจำถ้อยคำอธิษฐานของสตรีผู้นั้นได้ขึ้นใจ
ไม่รู้ทำไมจึงได้จดจำทั้งที่ไม่สำคัญ หรือเป็นเพราะน้ำเสียงที่เฝ้าอธิษฐานนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นางร้องขอความรักจากครอบครัวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับคนจมน้ำกำลังจะตายที่ตะโกนขอความช่วยเหลือ
ทว่าครั้งนี้นางกลับร้องขอการออกจากจวน
เช่นนี้จะไม่ให้เขาสนใจได้อย่างไรเล่า
เจ้าอาวาสอารามเหม่ยซานแห่งนี้คือท่านลุงของซ่างกวนโหว เขาจึงมักมาพำนักที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิในทุกๆ ปี เพื่อหลีกหนีงานเลี้ยงสังสรรค์ที่แสนวุ่นวายในวงสังคม ในช่วงเวลานี้เหล่าคุณหนูคุณชายต่างวิ่งวุ่นออกงานก็เพื่อมองหาคู่ครองที่เหมาะสม ทว่าตระกูลโจวกลับผลักบุตรสาวคนเล็กให้มาหมกตัวอยู่ในอารามกลางป่าเขา ฉายชัดว่าไม่ต้องการให้บุตรสาวคนนี้ได้มีโอกาสพบเจอคู่ครอง แตกต่างจากบุตรสาวอีกคนที่ถูกจับแต่งกายแปลงโฉมด้วยอาภรณ์ล้ำค่าออกงานสังคมแทบทุกวันจนรองเท้าแทบสึก
