โหวใจร้ายเป็นบิดาบุตรในครรภ์

9.0K · อัพเดทล่าสุด
ลออจันทร์ / เลี่ยงจิน 亮金
6
บท
24
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

(เสียงในใจ/เด็ก)ค่ำคืนแห่งพิษกำหนัดก่อเกิดเลือดเนื้อเชื้อไขของซ่างกวนโหวหน้ากากเหล็ก ทว่าหญิงสาวแสนอาภัพกลับได้ยินเสียงในใจของบุตรในครรภ์ 'ท่านแม่หนีออกจากจวนเดี๋ยวนี้! แต่ก่อนอื่นขโมยสมบัติก่อน!' "ข้าแต่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า หลายปีก่อนข้าเคยอธิษฐานว่าร่างกายนี้ข้าจะดูแลรักษาเอาไว้ให้สามีในอนาคตที่จะแต่งงานด้วย แต่ทว่าข้ากลับถูกบุรุษใจร้ายผู้สวมหน้ากากเหล็กฉกฉวยจูบแรกไปแล้วเจ้าค่ะ" ‘ตัวแสบ! เจ้ากล้าเอาเรื่องที่ข้าจูบเจ้ามาฟ้องพระประธานเชียวหรือ! หึ! จูบแรกแล้วอย่างไร ข้าเองก็สูญเสียจูบแรกของข้าให้เจ้าเช่นกัน!’ "ชายผู้นั้นโหดร้าย ใจร้าย แล้วยังจูบข้าจนปากบวมเจ่อไม่อาจกินอาหารรสเผ็ดไปหลายวัน" แค่ก! ซ่างกวนโหวถึงกับไอขึ้นมาเสียดื้อๆ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ รู้สึกผิดที่กะน้ำหนักไม่ถูกเผลอจูบนางแรงเกินไปจนทำให้นางปากบวม ‘ช่างน่าขายหน้านัก! เรื่องบัดสีเช่นนี้เจ้าก็ยังคิดจะเอามาฟ้ององค์พระโพธิสัตว์งั้นหรือ เจ้าคิดว่าพระโพธิสัตว์ท่านว่างมากนักหรือไง จึงต้องมาฟังเรื่องไร้สาระของเจ้า’ โหวหนุ่มสะบัดมือไพล่ไปทางด้านหลัง ไม่เคยรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้าเช่นนี้มาก่อน สิ่งนี้คงเรียกว่าความอับอายสินะ ‘ช่างดีเหลือเกิน เจ้ากำลังทำให้ข้าอับอาย!’ "ดังนั้นถ้อยคำสัจจะอธิษฐานที่ข้าเคยกล่าวไว้ต่อพระมหาโพธิสัตว์เจ้านับว่าเป็นโมฆะแล้ว ข้าจึงมาขอขมาที่ผิดคำสัตย์เจ้าค่ะ" หญิงสาวโขกหน้าผากลงกับพื้นสามครั้ง ความกลัดกลุ้มตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้รู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในห้วง ระบายออกไปแล้วก็รู้สึกโล่งใจ สีหน้าของนางดีขึ้น ก่อนจะหยิบผ้าขี้ริ้วและถังน้ำก้าวออกไป โหวหนุ่มถึงกับแค่นหัวเราะในลำคอ ‘นี่นางอธิษฐานอะไรต่อองค์พระประธานบ้างเนี่ย ช่างเป็นสตรีที่ขอเก่งจริงๆ ไหนจะขอพร ไหนจะตั้งสัจวาจา ในหัวเล็กๆ ของนางคิดเรื่องอะไรอยู่กันแน่’ คิดพลางมองตามแผ่นหลังบอบบางไปจนลับตา ก่อนที่หัวใจจะกระตุกหวามเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกกระหายจนอยากจะลิ้มรสเรียวปากหวานนุ่มนิ่มนั้นอีกครา ++++++ ‘ข้าคือตัวอ่อนระยะไซโกต ตอนนี้ข้าอยู่ในท่อนำไข่ของท่านแม่ และกำลังแบ่งเซลล์อย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาอีกราวๆ 3-4 วันข้าก็จะเคลื่อนตัวไปถึงมดลูกของท่านแม่ และใช้เวลาฝังตัวลงบนผนังมดลูกในวันที่ 5-6 เมื่อข้ามีอายุครบหนึ่งเดือน ตัวของข้าจะมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่สุดในการสร้างสมองอันชาญฉลาด ไขสันหลัง และหัวใจ ข้าจะเริ่มมีโครงสร้างของอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดวงตา กราม ปอด ตับ เส้นเลือด ระหว่างนี้จะเกิดถุงน้ำคร่ำห่อหุ้มตัวข้า รกและสายสะดือจะเริ่มก่อตัว ถึงเวลานั้นข้าก็จะกินอาหารจากสายสะดือที่ผูกติดกับมารดาได้แล้ว’ เสียงเจื้อยแจ้วพูดไม่หยุดแต่แล้วจู่ๆ ก็เงียบหายไป โจวซิงเหยียนเริ่มกระวนกระวายมองหาเจ้าของเสียงด้วยความเป็นห่วง แต่แล้วเสียงก็ดังขึ้นราวกับว่าเด็กน้อยได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ ‘วะ...ว้าวววว นี่เป็นการมาเกิดใหม่ที่น่าตื่นเต้นสุดๆ ไปเลย ข้ากำลังสัมผัสประสบการณ์การการอยู่ในมดลูกของมารดาตั้งแต่วันแรกที่มีการปฏิสนธิเลยหรือนี่ จะล้ำเกินไปแล้ว แล้วไอ้ความรู้สึกที่เป็นผู้ชนะจากบรรดาอสุจิกว่าร้อยล้านตัวเนี่ย มันให้ความรู้สึกดีสุดๆ ไปเลย ฮาฮ่าฮ่า ข้าคือผู้ชนะ ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ ข้าคืออสุจิที่มีความไวและแข็งแกร่งที่สุด ข้าคือราชินีอสุจิ วะฮาฮ่า!’ น้ำคร่ำหรือ? มดลูกหรือ? ผนังมดลูกหรือ? สะ...สายสะดือ หัวใจ ตับ ปอดหรือ? ระ...ราชินีอสุจิหรือ? ถ้อยคำแปลกประหลาด คำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ยิ่งพยายามทำความเข้าใจก็ยิ่งไม่เข้าใจ โจวซิงเหยียนค่อยๆ ขยับกายไปนั่งที่ตีนบันไดขึ้นเรือนราวกับต้องการเวลาสำหรับการจัดการความคิดที่แสนยุ่งเหยิง

นิยายรักโรแมนติกนิยายจีนโบราณท่านอ๋องผู้ชายอบอุ่นพระเอกเก่งตั้งครรภ์จีนโบราณมีลูกโรแมนติกตลก

บทนำ คำอธิษฐานของสตรีไร้ค่า

บทนำ

คำอธิษฐานของสตรีไร้ค่า

รถม้าเก่าราวกับล้อจะหลุดออกจากตัวรถแล่นมาจอดยังตีนบันไดทางขึ้นอารามเหม่ยซาน สตรีรูปร่างบอบบางสวมใส่เสื้อผ้าตกยุคสีหม่นย่างเท้าก้าวลงจากรถม้าพร้อมกับห่อผ้าสะพายไหล่

ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้นรถม้าก็แล่นออกไปโดยเร็ว แทบไม่สนใจผู้อยู่เบื้องหลังที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คุณหนูเล็ก’ แห่งจวนตระกูลโจวเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงรถม้าคันนี้เป็นรถม้าสำหรับนำขยะไปทิ้งนอกเมือง และรถม้าคันนี้อีกเช่นกันที่คอยไปรับไปส่งคุณหนูเล็กโจวซิงเหยียนเรื่อยมาราวกับเป็นรถม้าประจำตัว

โจวซิงเหยียนแหงนหน้ามองบันไดอารามกว่าหลายร้อยขั้นที่ทอดยาวขึ้นสู่ยอดเขา นางชาชินเสียแล้วกับการถูกปฏิบัติราวกับคนรับใช้ การถูกเมินเฉยไม่เห็นค่าดั่งไม่ใช่สมาชิกคนหนึ่งของตระกูลโจว

‘จำไว้นะซิงเหยียนเจ้าต้องปฏิบัติธรรม กินเจ สวดภาวนาให้ครบเจ็ดวัน เพื่อล้างเสนียดจัญไรที่ติดตัวเจ้าออกให้หมด เพราะเจ้าคือดาวหายนะที่ทำให้ครอบครัวต้องลำบาก หากไม่ครบเจ็ดวันก็ห้ามกลับจวนเป็นอันขาด!’

คำสั่งของมารดาหญิงสาวย่อมไม่อาจโต้แย้ง ก่อนจะก้มมองเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่ตนเองสวมใส่ เนื้อผ้าและการตัดเย็บแย่เสียกว่าเสื้อผ้าสาวใช้ส่วนตัวของพี่สาวเสียอีก

ใช่แล้ว...

โจวซิงเหยียนไม่มีสาวใช้ส่วนตัว อีกทั้งยังต้องอาศัยอยู่ที่เรือนเล็กหลังจวน พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สาวทุกคนได้อยู่เรือนใหญ่ ได้สวมเสื้อผ้าอย่างดี ได้กินอาหารหรูหรา ทว่านางกลับไม่เคยได้รับสิ่งนั้นเลย

โจวซิงเหยียนพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดนางจึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดามารดา ทั้งที่นางก็เป็นบุตรคนหนึ่งเหมือนกัน แต่นางก็ไม่อาจหาคำตอบได้

มารดามักชี้นิ้วด่าว่านางเป็นดาวหายนะ เป็นตัวกาลกิณี เป็นความอัปมงคลที่ต้องเก็บซ่อนไว้ไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้

เหมือนจะชาชินกับการถูกละเลย

เหมือนจะชาชินกับการถูกด้อยค่า

เหมือนจะชาชินกับการถูกรังเกียจ

มันก็แค่เหมือน...

หากนางชาชินจริงๆ หัวใจคงไม่เจ็บปวดถึงเพียงนี้

ในที่สุดหญิงสาวก็ก้าวขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย สองเท้าหอบร่างอ่อนแรงก้าวย่างเข้าไปในอาราม องค์พระโพธิสัตว์สีทองอร่ามสูงใหญ่จนต้องแหงนคอมองดั่งกำลังกดทับความคับแค้นใจของนางจนประทุผ่านขอบตาร้อนผ่าวระเรื่อไปด้วยหยาดน้ำใส

หญิงสาวทิ้งเข่าลงอย่างสิ้นไร้กำลังที่จะมีชีวิตอยู่

“ข้าแต่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า ได้โปรดดลบันดาลให้ครอบครัวของข้า มอบเศษเสี้ยวความรักให้ข้าด้วยเถิด หากว่าคำขอนี้ยากเกินไป หรือเป็นเพราะตัวข้าต่ำต้อยเกินกว่าจะได้รับความรัก เช่นนั้นก็ขอให้มีใครสักคนพาข้าออกไปจากจวนที่เป็นดั่งขุมนรกนี้ ขอให้มีใครสักคนเห็นคุณค่าในตัวข้า ไม่ต้องรักข้าก็ได้เจ้าค่ะ ขอเพียงมองข้าเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็พอ ได้โปรดให้ข้าได้สมหวังด้วย”

เสียงสั่นเครือคล้ายพยายามกลั้นสะอื้นอ้อนวอนอธิษฐานต่อรูปปั้นพระโพธิสัตว์ด้วยความสิ้นหวัง ด้วยรู้ดีว่าคำอธิษฐานนี้ไม่มีวันเป็นจริง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังหวัง เพราะแสงแห่งความหวังอันริบหรี่นี้ช่วยทำให้นางพอจะมีแรงยืนหยัดอยู่บนโลกที่โหดร้าย

หญิงสาวโขกหน้าผากลงบนพื้น ก่อนจะหอบร่างอ่อนแรงไปยังอารามด้านในซึ่งเป็นอารามของนางชีเพื่อทำการลงทะเบียนเข้าพัก ลึกเข้าไปมีห้องพักสำหรับผู้ที่มาค้างแรมเพื่อปฏิบัติสวดภาวนา นี่ไม่ใช่ปีแรกที่นางถูกสั่งให้มายังอาราม นางจึงค่อนข้างคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี

“เป็นนางอีกแล้วหรือ”

บุรุษที่นอนเอกเขนกอยู่ในห้องลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังองค์พระประธานสีทองขนาดใหญ่ลุกขึ้นเดินไปยังช่องเล็กๆ บริเวณฐานพระ สอดส่ายสายตามองออกไปเห็นร่างบอบบางที่ดูเหมือนจะซีดเซียวลงกว่าปีก่อนด้วยดวงตาหม่นแสง

“เป็นคุณหนูเล็กโจวซิงเหยียนแห่งจวนสกุลโจวขอรับท่านโหว”

องครักษ์หม่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ปีที่แล้วโจวซิงเหยียนก็มาถือศีลเจริญภาวนาที่อารามแห่งนี้เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน จะว่าไปแล้วห้าปีที่ผ่านมาซ่างกวนโหวมาพักที่อารามในช่วงเวลานี้และได้ยินคำอธิษฐานของนางทุกปีเช่นกัน

“ดูเหมือนคำอธิษฐานของนางจะเปลี่ยนไป”

เจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีดำสนิทตัดกับผิวขาวซีด ใบหน้าหล่อเหลารับกับดวงตาคมหางตาเชิดขึ้นดั่งคนหยิ่งทะนงตน มุมปากคล้ายหยักยิ้มเย้ยโลกที่แสนโสมม เป็นความงดงามที่ให้ความรู้สึกสูงส่งจนไม่อาจเอื้อมมือคว้า

“ท่านโหวจำได้หรือขอรับ ว่าปีที่แล้วคุณหนูเล็กสกุลโจวอธิษฐานขออะไร”

ซ่างกวนฮ่าวถิงไม่ได้ตอบแต่หยิบตำราขึ้นมาอ่านคล้ายมิได้สนใจสตรีนางนั้นอีก ทว่าแท้จริงแล้วเขากลับจดจำถ้อยคำอธิษฐานของสตรีผู้นั้นได้ขึ้นใจ

ไม่รู้ทำไมจึงได้จดจำทั้งที่ไม่สำคัญ หรือเป็นเพราะน้ำเสียงที่เฝ้าอธิษฐานนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นางร้องขอความรักจากครอบครัวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับคนจมน้ำกำลังจะตายที่ตะโกนขอความช่วยเหลือ

ทว่าครั้งนี้นางกลับร้องขอการออกจากจวน

เช่นนี้จะไม่ให้เขาสนใจได้อย่างไรเล่า

เจ้าอาวาสอารามเหม่ยซานแห่งนี้คือท่านลุงของซ่างกวนโหว เขาจึงมักมาพำนักที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิในทุกๆ ปี เพื่อหลีกหนีงานเลี้ยงสังสรรค์ที่แสนวุ่นวายในวงสังคม ในช่วงเวลานี้เหล่าคุณหนูคุณชายต่างวิ่งวุ่นออกงานก็เพื่อมองหาคู่ครองที่เหมาะสม ทว่าตระกูลโจวกลับผลักบุตรสาวคนเล็กให้มาหมกตัวอยู่ในอารามกลางป่าเขา ฉายชัดว่าไม่ต้องการให้บุตรสาวคนนี้ได้มีโอกาสพบเจอคู่ครอง แตกต่างจากบุตรสาวอีกคนที่ถูกจับแต่งกายแปลงโฉมด้วยอาภรณ์ล้ำค่าออกงานสังคมแทบทุกวันจนรองเท้าแทบสึก