โจวลี่ลี่หอบมิติห้างสรรพสินค้าทะลุมิติมาเป็นยุวชนในยุค 70 (2)
“แค่ท่าทางกับคำพูดก็พอ ไม่ต้องเสียพลังไปต่อสู้กับพวกที่ไม่คู่ควร”
เมื่อพูดจบ โจวลี่ลี่ก็เงยหน้าขึ้นมองเพดานไม้เก่าพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ยุคไหน การเป็นคนที่ไม่ยอมให้ใครเหยียบ มันคือกฎข้อแรกของการอยู่รอด
และหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายบนรถไฟจบลง โจวลี่ลี่ก็ได้นั่งเงียบ ๆ อยู่ริมหน้าต่าง มองทุ่งกว้างที่ค่อย ๆ ละลายผ่านสายตาไป เสียงหวูดรถไฟดังยาว ๆ ล้อเหล็กเสียดสีกับรางเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
กึง! กึง! กึง!
อากาศในตู้โดยสารร้อนอับ กลิ่นถ่านไม้จากหัวรถจักรลอยอบอวล โจวลี่ลี่หลับตาพิงหน้าต่าง ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง หญิงวัยสี่สิบในร่างสาวน้อยวัยสิบแปด ชีวิตในเมืองหลวงที่สิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน และอนาคตใหม่ที่กำลังรออยู่ในหมู่บ้านห่างไกลที่เธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเต็ม ๆ
“ชีวิตใหม่ครั้งนี้ จะไม่วิ่งตามความสำเร็จเหมือนเดิมอีกแล้ว”
โจวลี่ลี่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ เพราะชาติก่อนทำงานหนักแทบตาย สุดท้ายก็ยังไม่ได้ใช้เงินสมใจเลย ที่สำคัญเธอยังครองโสดจนตาย ก่อนที่เธอจะก้มมองมือของตนเอง มืออวบ ขาว ผิวเรียบเนียนเหมือนผ้าไหม มือที่ดูก็รู้ว่าไม่เคยจับจอบจับเสียมเลยแม้แต่ครั้งเดียวอย่างแน่นอน
“เธอคงจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีเลยสินะ” โจวลี่ลี่รู้สึกคิดหนักไม่ว่าเธอหรือร่างเดิมก็ไม่เคยทำงานไร่สวนมาก่อน ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะปรับตัวได้
บนรถไฟที่โยกไหวไปตามรางเหล็ก โจวลี่ลี่หลับตาลงอีกครั้ง และในความมืด เธอกลับได้ยินเสียงแปลกประหลาดคล้ายระฆังเงินแว่วมา
ติง!
ทันใดนั้น โจวลี่ลี่ก็รู้สึกเหมือนร่างของตัวเองถูกดึงไปยังที่ว่างสีขาวสะอาด สายลมอบอุ่นหอมกลิ่นลาเวนเดอร์พัดผ่านมาเบา ๆ และเมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คือสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ที่เธอไม่คิดว่าจะได้พบ และไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง และที่แห่งนั้นก็คือ…มิติของห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่
อาคารขนาดใหญ่สว่างไสวในช่วงกลางวันอย่างน่าประหลาด ป้ายตัวอักษรสีทองเหนือประตูเขียนว่าห้างสรรพสินค้าส่วนตัวของโจวลี่ลี่ ทำเอาเธอกะพริบตาถี่ ๆ คิดว่าตัวเองตาฝาดหรืออยู่ในความฝัน แต่เมื่อเดินเข้าไปข้างใน ทุกอย่างกลับจับต้องได้จริงเสียอย่างนั้น
ทางเดินกว้างเรียงรายด้วยชั้นวางสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหารสด อาหารแห้ง ยารักษาโรค เครื่องมือทำครัว และแม้แต่เครื่องจักรเล็ก ๆ ที่เป็นของสมัยใหม่ก็มีอยู่บนชั้นวาง ทำเอาโจวลี่ลี่ยืนอึ้งด้วยความตกตะลึง พลางพึมพำขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
“นี่มันอะไรกันเนี่ย หรือว่านิ้วทองคำแถมมากับการเกิดใหม่?” โจวลี่ลี่สำรวจห้างสรรพสินค้าขนาดกลางอย่างสนใจใคร่รู้ ก่อนจะลองดึงข้าวสารออกมาจากชั้นวาง
พรึ่บ!
“นะ นี่มันของจริง…”
โจวลี่ลี่ตกใจจนเกือบทำกระสอบข้าวสารหล่นมือ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ และคิดว่าห้างสรรพสินค้านี้อาจจะเป็นรางวัลจากสวรรค์ก็ได้ แต่ภาพตรงหน้าก็เหมือนจริงและสัมผัสได้จริงๆ จนไม่คิดว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา แต่เธอจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร เพียงแค่คิดภาพทุกอย่างรอบตัวจางหายไป ทันใดนั้นเสียงหวูดรถไฟก็กลับมาอีกครั้ง
กึง! กึง!
โจวลี่ลี่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้เธอยังคงนั่งอยู่บนเบาะไม้ของขบวนรถไฟในท่าเดิมก่อนหน้านี้ แต่ในมือกลับมีถุงข้าวสารที่หนักอึ้งอยู่จริง ๆ เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาสับสน แต่ควรที่จะยอมรับและปรับตัวอยู่กับมันให้ได้จะดีกว่า
เมื่อคิดได้อย่างนั้นโจวลี่ลี่ก็พยายามทำจิตใจให้สงบ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากเลยก็ตาม เธอพยายามทำความเข้าใจกับมิติห้างสรรพสินค้าของตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะนำข้าวสารกลับเข้าไปไว้ในมิติเช่นเดิม
โจวลี่ลี่ไม่ได้เข้าไปในมิติเพราะกลัวจะมีคนเข้ามาในตู้รถไฟนี้ ถึงแม้ว่าพ่อแม่ของร่างเดิมจะเหมาตู้นี้ให้เธอแล้วก็ตาม ปกติจะนอนได้ 4 คนแต่เพราะครอบครัวนี้รักร่างเดิมมากจึงเหมาตู้นอนนี้ให้เธอและนั่นทำให้คนกลุ่มนั้นอยากมานอนที่ตู้นี้ด้วย หลังจากนั้นเธอพยายามสงบใจและข่มตาให้หลับลงอีกครั้ง และกำจัดความฟุ้งซ่าน จนเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด
