โจวลี่ลี่หอบมิติห้างสรรพสินค้าทะลุมิติมาเป็นยุวชนในยุค 70 (1)
กึง! กึง! กึง!
“…รถไฟ?”
โจวลี่ลี่เด้งตัวขึ้นนั่ง แต่ร่างกลับโยกไปมา เพราะว่าเธออยู่บนขบวนรถไฟเก่าที่กำลังแล่นฝ่าทิวทัศน์ชนบทของจีนไปเรื่อย ๆ เบาะที่นั่งเป็นเบาะไม้แข็ง ผ้าม่านก็ซีดจาง ผู้โดยสารรอบข้างแต่งตัวเรียบง่ายถือกระเป๋าผ้าเดินผ่านไปมา
โจวลี่ลี่จึงก้มมองตัวเอง แทนที่จะเห็นชุดนอนผ้าไหมราคาแพง กลับเห็นร่างอวบกลมในเสื้อผ้าฝ้ายสีหม่น แขนกลมเนียนขาวซีด มืออวบที่ไม่มีร่องรอยการทำงานหนักเลยแม้แต่น้อย
“นะ นี่มันอะไรกันเนี่ย”
โจวลี่ลี่หันมองรอบข้าง พลางเห็นกระจกข้างหน้าต่างสะท้อนภาพหญิงสาววัยใส ผมมัดรวบหลวม ๆ ใบหน้ากลมซีด ขนตายาวแต่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในดวงตา เธออ้าปากค้างไปด้วยความตกใจและความงุนงงในทันที
“นะ นี่ไม่ใช่ฉัน!”
หลังจากนั้นในหัวก็พลันวาบด้วยภาพความทรงจำแปลกประหลาด หญิงสาวคนนี้ถูกกลุ่มวัยรุ่นชายกลั่นแกล้งเพียงเพราะเห็นว่าเธออ่อนแอ จึงต้องการแย่งที่นั่งของเธอ
“ออกไป พวกฉันจะนั่งที่นี่”
“ตะ แต่ว่าหนูซื้อตั๋วที่นั่งตรงนี้แล้วนะคะ”
“แล้วไง! ก็ฉันจะนั่งตรงนี้! หลบไป!”
เด็กสาวพูดอะไรไม่ออก ร่างกายขยับอย่างช้า ๆ เพราะน้ำหนักของตัวเองและความเกรงกลัว และเมื่อเธอไม่ยอมหลบให้ ชายคนหนึ่งก็ยื่นมือมาผลักอย่างแรง ทำให้ศีรษะของเธอกระแทกกับมุมเตียงไม้ดังปัง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง และกลุ่มวัยรุ่นก็กระเจิดกระเจิงหนีไป
ภาพความทรงจำใหม่ไหลบ่ากลับมา ชื่อของร่างนี้คือโจวลี่ลี่เช่นกัน หญิงสาววัยสิบแปดจากคนในเมือง ถูกส่งไปอยู่ชนบทในหมู่บ้านชิงเหอแทนพี่ชาย
โจวลี่ลี่ในร่างใหม่กะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะเข้าใจว่าตัวเองตายตอนเมา แล้วฟื้นขึ้นมาในร่างของหญิงสาวคนนี้ จากหญิงวัยสี่สิบที่เคยสั่งการบริษัทพันล้าน บัดนี้กลายเป็นสาวน้อยอวบขาวในชนบทปี 1978 ที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเครื่องสำอาง ไม่มีแม้แต่กระจกดี ๆ ให้ส่องหน้าเลยด้วยซ้ำ
และระหว่างที่โจวลี่ลี่กำลังอยู่ในความคิดอันสับสนและวนเวียนอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังเข้ามาในห้องไม้แคบ ๆ โจวลี่ลี่พยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงยังไม่ทันดี เงาร่างสามสี่คนก็โผล่เข้ามาในห้อง
“ฟื้นแล้วเหรอ คิดว่าจะแกล้งหลับไปตลอดกาลซะอีก”
“ใช่ ๆ แสบนักนะยัยอ้วน”
คำพูดเหล่านั้นแผดเสียงดังเหมือนจงใจยั่วยุ โจวลี่ลี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทของเธอค่อย ๆ เงยขึ้นอย่างช้า ๆ ครั้งนี้แววตาของเด็กสาวเย็นเฉียบ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม และน้ำเสียงก็ยังเรียบแต่หนักแน่นอีกด้วย
“เมื่อวานคนที่ผลักฉันบนรถไฟคือพวกนายใช่ไหม”
“แล้วจะทำไม อยากเอาคืนหรือยังไง”
พูดจบ โจวลี่ลี่ก็หัวเราะในลำคอแผ่ว ๆ เสียงหัวเราะนั้นไม่ดังมาก แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นทันที ก่อนที่เด็กสาวจะยกมือขึ้น ลูบแผลที่ขมับของตัวเอง พร้อมกับพูดขึ้นช้า ๆ ทีละคำ
“ฉันเป็นคนไม่ชอบใช้กำลัง แต่ถ้าใครคิดจะเหยียบย่ำ ฉันก็จะทำให้พวกมันรู้ว่าอย่าคิดเล่นผิดคน”
ปัง!
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดอะไร โจวลี่ลี่ก็ยกมือขึ้นฟาดโต๊ะไม้ข้างเตียง แรงกระแทกทำให้แก้วน้ำบนโต๊ะกระเด้งเสียงดังจนทุกคนสะดุ้งโหยง
“เมื่อคืนฉันเกือบหัวแตกและสลบไป เพราะว่ามีคนผลัก ถ้าเรื่องนี้ถึงหูเจ้าหน้าที่รถไฟ พวกนายรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“กะ ก็ไม่ได้ตั้งใจนี่หว่า”
ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนพร้อมกับพูดขึ้น โจวลี่ลี่ได้ยินอย่างนั้นก็ยกคิ้วขึ้นด้วยความท้าทายและไม่เกรงกลัว
“ไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นเหรอ แต่พวกนายจงใจที่จะขโมยที่นั่งที่ฉันจ่ายเงิน”
“…”
“ในเมืองหลวงนะ คนแบบนี้เรียกว่านักเลงข้างถนน น่าเสียดายที่พวกนายไม่รู้จักเลือกเหยื่อ”
“เอ่อ…พวกเราก็แค่ล้อเล่น”
“หึ! ถ้าอยากให้เรื่องนี้จบง่าย ๆ ก็ขอโทษฉันซะ แล้วฉันจะถือว่าพวกนายไม่ได้ตั้งใจ”
“…”
“ถ้าไม่ขอโทษเรื่องนี้ก็ไม่จบ!”
“…ขะ ขอโทษ”
“พูดให้ดังหน่อยสิ”
“ขอโทษ!”
“ดีมาก ทีหลังก็อย่าไปแกล้งใครมั่วซั่วอีกก็แล้วกัน”
กลุ่มคนเหล่านั้นมองหน้ากัน ก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้อง เสียงฝีเท้าเร็วเหมือนกลัวจะได้ยินเสียงของเธออีก และเมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
