หมู่บ้านซิ่งฮวา
และตอนที่หลี่ซานพายุวชนเข้าไปในลานกลางหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านหลายคนที่กำลังทำกิจกรรมของตัวเองต่างก็หยุดมือแล้วหันไปมองที่กลุ่มยุวชนกันเป็นตาเดียว พวกเขาไม่ค่อยได้เห็นคนเมืองบ่อยนัก โดยเฉพาะหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
ร่างอวบอิ่มในเสื้อผ้าฝ้ายสีดำลายดอกสดใสตัดกับผิวขาวผ่องเหมือนนมสด แก้มกลมระเรื่อแดงเพราะแสงแดด ใบหน้ามีแววสงบแต่ดวงตากลับนิ่งและลึก ก้าวเท้าแต่ละก้าวมั่นคงอย่างไม่ลังเล เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นจากกลุ่มหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างรั้วไม้
“ดูสิ คนเมืองคนนี้ขาวจั๊วะแทบจะสะท้อนแสงได้เลย”
“ตัวอวบ ๆ แบบนี้สิ น่าจะคลอดลูกได้ดี เอวก็ใหญ่ แขนขาก็แน่น เหมาะสมที่จะเป็นแม่บ้านในหมู่บ้านซิ่งฮวาจริง ๆ”
“ฉันล่ะอยากให้มาเป็นลูกสะใภ้บ้านฉันเสียเหลือเกิน ลูกชายของฉันก็ยังไม่ได้แต่งงานซะด้วย”
พอเหล่าชาวบ้านพูดจบก็มีเสียงหัวเราะคิกคักตามมาอย่างสนุกสนาน โจวลี่ลี่ได้ยินทั้งหมดชัดเจน หางตาของเธอเหลือบไปมองเพียงนิดเดียว ไม่ได้แสดงอาการโกรธหรือขัดเขิน กลับยิ้มบาง ๆ อย่างคนที่ผ่านโลกมามากพอจะเข้าใจว่าคำพูดพวกนี้อยู่บ้าง
‘ยุคนี้ความอวบคือความมั่งคั่งสินะ’
โจวลี่ลี่คิดอย่างขำ ๆ ในใจ ก่อนที่ด้านหลังของเธอจะมีเสียงกระซิบอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มของหญิงสาวที่เป็นสหายกับกลุ่มชายหนุ่มที่เคยแย่งเตียงเธอบนรถไฟนั่นเอง
“ดูพวกผู้ใหญ่พวกนั้นสิ พอเห็นยัยอ้วนนี่ก็แทบจะวิ่งเข้าหาเลย”
“นั่นสิ หน้าขาว ๆ แบบนั้นเดี๋ยวก็โดนจับคลุมผ้าแดงหรอก ฮ่า ๆ”
ถึงแม้ว่าคนพวกนั้นจะพากันหัวเราะคิกคักหลังจากพูดจบ แต่พอโจวลี่ลี่หันไปมองด้วยสายตาเรียบนิ่ง เสียงหัวเราะเหล่านั้นก็เงียบลงไปในทันที
ตอนนี้หัวหน้าทีมได้ออกมาต้อนรับเหล่ายุวชนแล้ว เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อกี่เพ้าฝ้ายสีหม่น ท่าทางเข้มแต่น้ำเสียงกลับฟังดูไม่ดุเท่าไรนัก
“ขอต้อนรับทุกคนมายังหมู่บ้านซิ่งฮวา ตั้งแต่วันนี้ไปทุกคนจะอยู่กินเหมือนชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ ใครขยันเราก็ให้รางวัล ใครที่ขี้เกียจคะแนนงานก็จะลดลง หวังว่าทุกคนจะเข้าใจกันนะ”
ยุวชนทุกคนพยักหน้าอย่างไม่กล้าขัด แต่ทว่าสายตาของหัวหน้าทีมกลับหยุดอยู่ที่โจวลี่ลี่ ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธออย่างเจาะจง
“เธอคือเด็กใหม่ที่มากับรถไฟขบวนนี้ใช่ไหม”
หัวหน้าทีมพูดขึ้นพลางมองโจวลี่ลี่ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ดวงตาคมของเขากวาดมองผ่านใบหน้าขาวผ่องและรูปร่างอวบอิ่มของหญิงสาวอย่างประเมิน จนคนถูกมองสัมผัสได้ถึงสายตานับสิบคู่ที่เริ่มหันมามองตาม โจวลี่ลี่จึงขยับตัวตรงก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“ค่ะ ฉันชื่อโจวลี่ลี่ มาจากปักกิ่งค่ะ”
“อืม…ชื่อเพราะดี ต่อไปนี้ให้ไปอยู่กลุ่มบ้านตะวันออก ส่วนที่พักจะให้เด็กในหมู่บ้านพาไป ขยันทำงานเข้าไว้ ที่นี่เราไม่ดูหน้าหรือชาติกำเนิด ดูกันที่น้ำมือเท่านั้น”
“ค่ะ”
จากนั้นหัวหน้าทีมก็หันไปพูดกับผู้ช่วยอีกคนสองสามคำก่อนจะเดินจากไป เหลือไว้เพียงเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของคนรอบข้างที่ยังจับจ้องมาที่โจวลี่ลี่อยู่ แต่เธอก็ทำแค่เพียงสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พลางยืดหลังตรงกว่าเดิม
แสงแดดยามบ่ายในหมู่บ้านซิ่งฮวานี้แรงจนแสบผิว ลมที่พัดมาพร้อมกลิ่นฟางและกลิ่นเหงื่อของแรงงานทำให้โจวลี่ลี่รู้สึกว่าชีวิตที่เคยอยู่ในเมืองนั้นช่างไกลแสนไกล แววตาของเธอสะท้อนประกายสู้ลึก ๆ ที่ไม่มีใครมองเห็น
แววตาของหญิงสาวจากเมืองใหญ่ ที่ถึงแม้ว่าจะถูกโยนมาในชนบทแสนกันดาร แต่ก็ยังไม่คิดจะยอมแพ้ให้โชคชะตาง่าย ๆ
ตกเย็นหลังจากที่หัวหน้าทีมประกาศแยกยุวชนไปตามกลุ่มต่าง ๆ แล้ว ท้องฟ้าของหมู่บ้านซิ่งฮวาก็เริ่มเปลี่ยนสีจากสีทองอ่อน ๆ กลายเป็นสีส้มแดง หญิงสาวอวบอั๋นนั่งอยู่ข้างหน้าต่างของห้องพักยุวชน ห้องไม้เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นชื้นและเสียงพูดคุยอย่างไม่ขาดสาย
เตียงไม้สามชั้นเรียงกันแน่นจนแทบไม่มีทางเดิน ยุวชนสาวสองคนกำลังซักผ้าอยู่มุมห้อง อีกสองคนคุยเสียงดัง และข้างในห้องก็ยังร้อน อับ และไร้ความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง
