๒ ผู้ถูกเมินตลอดไป (๕)
เช้าวันต่อมาเลือกจะไปส่งลูกด้วยตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้าสามี ไม่รู้ว่าเขาทราบหรือเปล่าที่เธอห่างเหินเพราะกำลังน้อยใจ หลายครั้งที่รู้สึกเองก็ต้องหายเองเพราะเขาไม่มีทางตามมาง้อเธอหรอก เมินเฉยต่อกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
โรงเรียนใกล้บ้านคือสถานที่ศึกษาของบุตรสาว ใช้เวลาไม่นานก็ถึงหน้าโรงเรียนโดยเธอลงมาส่งถึงหน้าห้อง ได้พบครูประจำชั้นที่คุ้นเคยเพราะมาหลายครั้งยามมีกิจกรรม รู้จักกับผู้ปกครองหลายคนแต่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กันเท่าไหร่
โบกมือลากับธารธารินทร์ที่หน้าห้องเรียนก็พบกลุ่มผู้ปกครองคนอื่น เธอไม่ค่อยอยากเข้าไปทักทายเท่าไหร่เพราะไม่ได้สนิทสนมแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ จึงต้องยิ้มแล้วยกมือไหว้คนอายุมากกว่าตามมารยาท
“คุณปิ่นมาส่งลูกสาวเองเหรอคะวันนี้” เข้ามาถามเสียงเพราะใบหน้ายิ้มแย้ม เธอจึงรีบสวมหน้ากากเข้าสังคมยิ้มรับทันที
“ใช่ค่ะ” จำต้องยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อคุยกับแม่ของเพื่อนร่วมห้องลูกสาว ไม่อยากมีปัญหาในภายภาคหน้า อย่างไรมีมิตรก็ดีกว่าศัตรู
“เมื่อคืนไม่ได้ไปงานแซยิดคุณจันทร์เหรอคะ” เหมือนทุกคนจะไปงานนี้กันหมดไม่เว้นกระทั่งสามีของเธอ ปิ่นคีตายังคงรักษาหน้าตาเอาไว้เหมือนเดิมแล้วหาเหตุผลที่พอจะฟังขึ้นมาตอบคำถามของบรรดาแม่ๆ ทั้งหลายซึ่งจ้องตะครุบข่าวไปพูดต่ออย่างสนุกปาก
“ต้องเลี้ยงลูกค่ะ ช่วงนี้พี่เลี้ยงลาไม่มีใครดูแลน้องน้ำเลยต้องจัดการเองทั้งหมด”
“อ้อ ค่ะ” ทุกคนพยักหน้าไม่ได้ถามต่อ
หล่อนจึงสบโอกาสยิ้มเป็นการปิดท้ายแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้น แต่ยังไม่ทันเดินไปไหนไกลก็ได้ยินเสียงของกลุ่มแม่ๆ พูดคุยกันจนต้องหยุดชะงักฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยหัวใจที่บอบช้ำมากกว่าเดิม แผลในใจไม่เคยได้รับการเยียวยารักษา ถูกตีซ้ำอย่างนั้นทุกวันจนเธอไม่รู้ว่าวันไหนถึงจะจบลงสักที
เกลียดการถูกนินทาลับหลัง แต่ก็อยากรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแม้ไม่ได้เห็นด้วยตาก็ตาม...
“ตอนอยู่ในงานฉันนึกว่าคุณแสนรับเมียเพิ่ม ตัวติดกันไม่ห่าง กอดแขนหัวเราะหยอกล้อ เฮ้อ...สงสัยคุณแสนจะเป็นพระยาเทครัวซะแล้วล่ะมั้ง” มือบางกำเข้าหากันด้วยความโกรธ รีบเดินออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นด้วยความเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้
ออกจากเขตโรงเรียนก็มาขึ้นรถยนต์ที่คนขับจอดคอยท่าอยู่ด้านหน้าติดกับประตู เอนกายพิงเบาะด้วยความเหนื่อยล้า ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยดนอกจากความปวดที่กัดกินใจของตน ระหว่างนั่งอยู่บนรถแล้วมองสองข้างทางก็พบร้านขนมที่จำได้ทันทีว่าเป็นของโปรดบุพการี ไม่รอช้ารีบให้คนรถช่วยจอดเพื่อลงไปซื้อขนม
“คุณพ่อคุณแม่...สวัสดีค่ะ” ไม่บ่อยนักที่จะกลับมายังบ้านที่เติบโตมา หลังแต่งงานก็แทบไม่ได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน ยกเว้นวันไหนจะพาลูกสาวมาไหว้ตายาย ซึ่งครั้งล่าสุดก็เมื่อเดือนก่อนแต่ก็ไม่ได้อยู่นานนักเพราะเด็กหญิงต้องไปเรียนพิเศษต่อ
วันนี้จึงเป็นโอกาสดีให้กลับมาบ้าน เธอเข้ามาก็พบบิดามารดานั่งอยู่ห้องโถงแล้วทำกิจกรรมของตัวเอง คุณพ่อเกษียณจากงานก็กลับมาอยู่บ้าน เป็นวิทยากรหรืออาจารย์พิเศษตามรั้วมหาวิทยาลัยบ้าง ส่วนมารดาก็เริ่มทำธุรกิจเครื่องประดับกับเพื่อน
แต่วันนี้ยังดีที่ไม่ได้ออกไปไหน อยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา...
ถึงจะไม่ได้รับความรักจากพวกท่าน ก็ไม่ลืมบุญคุณที่อุ้มชูเลี้ยงดูเด็กคนนี้จนมีหน้าที่การงานดี ได้ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบแม้จะไม่อบอุ่นก็ตาม
“มีอะไรถึงได้กลับบ้าน” คุณพ่อเป็นฝ่ายถาม
“ผ่านร้านขนมที่คุณพ่อคุณแม่ชอบเลยซื้อมาฝากค่ะ” เธอไม่รอช้ารีบวางขนมโปรดของพวกท่านลงบนโต๊ะเล็ก มอบรอยยิ้มให้บุพการีแต่เหมือนจะไปไม่ถึงเพราะไม่ได้รับรอยยิ้มตอบ นอกจากการพยักหน้าแบบขอไปที
“ขอบใจ” เพียงแค่ประโยคเดียวก็ตัดจบไม่มีการต่อบทสนทนาแต่อย่างใด เธอจึงต้องเป็นฝ่ายถามขึ้นมาเอง
“สบายดีไหมคะ”
“อือ สบายดี”
บรรยากาศดูเย็นยะเยือกจนเธอไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อไป เหมือนพวกท่านไม่ได้ต้องการต้อนรับลูกสาวนอกคอกคนนี้เท่าไหร่ กระนั้นตนก็ไม่ยอมแพ้พยายามยิ้มแย้มแล้วชวนคุยเหมือนเดิม
“วันหลังปิ่นจะพาลูกมาเล่นด้วยนะคะ” หนูน้อยเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของทั้งสองครอบครัว เพียงแค่เอ่ยถึงก็ทำให้คุณแม่ยิ้มออกมาได้แล้ว
บางครั้งท่านก็ไปเล่นกับหลานที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะลูกสาวหล่อนพูดคุยสนุก ผู้ใหญ่เห็นก็รักและเอ็นดูกันทั้งนั้น
“ได้ คิดถึงหลานเหมือนกัน คราวก่อนอยู่ไม่นานก็รีบกลับซะแล้ว”
อดที่จะส่งค้อนให้เธอไม่ได้ด้วยความน้อยใจที่พาลูกกลับเร็ว ปิ่นคีตายิ้มด้วยความดีใจเมื่อตนไม่ถูกเมิน ก่อนมองไปรอบบ้านเพื่อหาน้องสาวที่ไม่อยู่บ้านตัวเอง
คงไม่ใช่ไปหาสามีหล่อนหรอกนะ...
“น้องไปทำงานเหรอคะ”
“ใช่ ไปแต่เช้าแล้วล่ะ” ไม่ได้รับคำตอบชัดเจนว่าปราณปรียาอยู่ที่ไหน แต่เธอก็ไม่สนใจอยากเข้าไปเก็บความทรงจำที่ห้องนอนมากกว่า
“หนูขอขึ้นห้อง...” กำลังจะลุกจากโซฟาเพื่อเข้าห้องตัวเอง ก็เพิ่งทราบความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ทำให้หล่อนรับรู้ทันทีว่าตัวเองถูกทิ้งอย่างแท้จริง
“ห้องนั้นน้องเอาไว้เก็บเสื้อผ้า แม่เอาของลูกลงมาไว้ข้างล่างตรงห้องรับแขกน่ะ” ชี้ไปยังห้องนอนของแขกที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งไม่ได้รับแขกมานานแล้ว ส่วนใหญ่เอาไว้เก็บของมากกว่า
“อ้อ ค่ะ” พยักหน้ารับทราบแล้วเดินเข้าไปในห้องนั้นอย่างเหม่อลอย มองของทุกอย่างที่ถูกวางไว้ระเกะระกะก่อนจะยิ้มขมขื่น พึมพำกับตัวเองเสียงเบา
“แล้วตรงไหน...ถึงจะเป็นที่ของเรานะ”
ไม่มีที่ซึ่งเป็นของเธออย่างแท้จริงด้วยซ้ำ...
