๒ ผู้ถูกเมินตลอดไป (๒)
รอมานานกว่าห้าปีแล้ว ไม่มีทีท่าว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจกันบ้างเลย ทุกอย่างยังถูกโยนเป็นความผิดของเธอเสมอ
“ขนมอะไรทำไมเหม็นแบบนี้” หยิบขนมขึ้นมากินได้คำเดียวก็ต้องวางลงทันที ย่นจมูกแล้วใช้มือปัดกลิ่นออกจากตัว เธอเห็นเช่นนั้นก็คิ้วขมวดด้วยความสงสัย หยิบขนมขึ้นมาดมก็ไม่เห็นว่าจะเหม็นเลยสักนิด
“ก็...ขนมปังหน้ากระเทียมที่พี่ชอบไงคะ”
“ไม่กิน เธอเอาไปกินเถอะ เหม็นแบบนี้จะกินลงได้ยังไง” เขาเลื่อนจานออกห่างแล้วรีบขึ้นบนบ้านทันที โดยหญิงสาวไม่รู้เลยว่าสามีเข้าไปโก่งคออาเจียนอยู่ในห้องน้ำจนวิงเวียน อาการไม่ค่อยสู้ดีจนเขาต้องนอนพักสักครู่จึงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ช่วงนี้เข้าใกล้อาหารกลิ่นแรงไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนจะอาเจียนตลอดเวลาจนเริ่มสงสัยว่าตนเป็นอะไร บอกเลขานุการไว้แล้วว่าจะนัดตรวจสุขภาพวันมะรืนเพราะว่างพอดี
กลัวว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแล้วจะไม่ได้อยู่กับลูกสาว
“ไม่เห็นเหม็นเลย...ออกจะอร่อย” เธอหยิบขนมมากินเสียเองจนหมดแล้วค่อยเดินเข้าไปในครัว
มองนิ้วมือที่ติดพลาสเตอร์อันใหม่ก็ยิ้มกว้าง การกระทำเล็กน้อยของเขาสร้างความสุขแก่เธอเป็นอย่างมาก จึงฮัมเพลงแล้วเตรียมอาหารสำหรับลูกสาวและตนในช่วงเย็นเสียเลย ใช้เวลาอยู่ในครัวเกือบชั่วโมงจนได้ยินเสียงเรียกชื่อตนจึงได้ออกมาพบแขก
“พี่ปิ่น!”
คนที่มาเป็นขาประจำซึ่งเธอก็ต้องต้อนรับเหมือนเดิม แม้ว่าจะไม่ค่อยอยากคุยด้วยเท่าไหร่ก็ตาม หญิงสาวยังไม่ได้ถอดผ้ากันเปื้อนออก เพียงแค่ล้างมือแล้วรีบเดินมายังห้องรับแขกเพื่อทักทายปราณปรียาที่ทำหน้าตื่นเข้ามาในบ้าน
“ว่าไงปราณ”
“พี่แสนอยู่ไหมคะ” คำถามแรกก็เรียกหาสามีคนอื่นทันที
“อยู่ มีอะไรหรือเปล่า” พยักหน้าตอบกลับ ยังไม่ทันได้ตอบอะไรมากนักเจ้าของชื่อก็เดินลงมาจากบนบ้านด้วยชุดสูทหล่อเหลา ใบหน้าคมเข้มเหมือนพระเอกละครหลังข่าวที่เธอชื่นชม จึงมองเขาไม่วางสายตาแต่เหมือนชายหนุ่มจะให้ความสนใจคนมาใหม่มากกว่า
ส่วนเธอก็เป็นนางซินก้นครัว มองดูสภาพตัวเองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ...
“พี่แสน วันนี้พี่ได้ไปงานแซยิดของป้าจันทร์ไหมคะ” ถามสิ่งที่รู้คำตอบแน่ชัดแต่ต้องการย้ำอีกรอบเท่านั้นเอง คนฟังผงกหัวทันที
“ไปสิ” เขาได้รับเชิญแล้วก็ตอบตกลงเป็นที่เรียบร้อย ไม่มีข้ออ้างอื่นในการปฏิเสธหากไม่ไป
“ขอติดรถไปด้วยหน่อยนะ พอดีรถที่บ้านเสียแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็เอารถอีกคันไปทำธุระข้างนอก หนูไม่มีรถแล้วเนี่ย” ไม่พูดเปล่ายังขยับเข้าไปใกล้แล้วทำตาปริบเป็นการอ้อนอีกต่างหาก การกระทำไม่เหมาะสมจนเธออยากเดินเข้าไปกระชากแขนน้องสาวออกห่างจากสามีของตน
แต่ในความเป็นจริงไม่กล้าทำเช่นนั้น ทำเพียงแค่ยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิมแล้วยิ้มอย่างขมขื่นให้คนทั้งสอง
ไม่เข้าใจปราณปรียาเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่นั่งรถแท็กซี่ไปงาน เหตุใดต้องดั้นด้นมาขออาศัยรถของคนอื่นด้วย แต่เธอก็ปัดความคิดด้านลบออกทั้งหมดก่อนจะมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างคนไร้ตัวตน เพราะไม่สามารถแทรกบทสนทนาของคนทั้งสองได้เลย
เหมือนเป็นอากาศธาตุไปโดยปริยาย...
“ได้ ไม่มีปัญหาหรอก” เขาตอบรับเพราะไม่ได้คิดอะไรนอกจากช่วยน้องสาว แต่คนที่ได้รับความช่วยเหลือกลับดีใจเป็นอย่างมาก กอดแขนล้ำเอาไว้แน่นพลางยิ้มให้เขาจนตาปิด เหมือนคนรักกันมากกว่าหล่อนที่เป็นภรรยาเสียอีก
ภาพตรงหน้าสร้างความเจ็บปวดให้คนมองจนต้องเบือนหน้าหนี ก่อนเลือกเดินกลับเข้าครัวแต่โดนน้องสาวหันมาตั้งคำถามเหมือนตอกย้ำเธอมากกว่า
“ขอบคุณค่ะ! พี่แสนน่ารักที่สุด”
“แล้วพี่ปิ่นไปไหม” ไม่มีงานไหนที่เธอได้ไปกับสามี เขาไม่ชวนและหาเหตุผลเพื่อให้หล่อนอยู่บ้านได้เสมอ
อย่างเช่นนี้ที่รีบเอาเรื่องลูกสาวขึ้นมาอ้าง แม้ว่าเด็กหญิงจะมีพี่เลี้ยงคอยตามประกบก็ตาม “เขาต้องดูแลลูก” เธอได้ยินอย่างนั้นก็รู้ว่าเขาคงไม่อยากให้ไปด้วย จึงไม่คิดจะขอตามติดเพราะกลัวว่าจะกลายเป็นบุคคลที่ถูกสามีทอดทิ้งในงาน
“พี่ต้อง...รอรับน้ำจากเรียนพิเศษดนตรีน่ะ” ขยายความเพิ่มเติมแล้วน้องสาวก็พยักหน้าทำทีเหมือนเข้าใจ
“อ้อ ถ้างั้นเราไปกันเลยไหมคะ นานกว่านี้กลัวรถจะติดแล้วไปสาย” คนพูดควงแขนสามีของหล่อนแล้วชวนออกจากบ้านเพื่อไปงาน โดยไม่มีความเกรงใจคนที่ยืนนิ่งเลยสักนิด ทำราวโลกใบนี้มีเพียงสองคนจนเธอต้องกำหมัดอดกลั้นอารมณ์เอาไว้สุดความสามารถ
ถ้าแต่งงานกับคนที่เขารักเราคงไม่ต้องทนแบบนี้ แต่เพราะแต่งกับคนที่ไม่มีใจเสน่หาต่อกัน เธอเลยต้องอดทนแล้วนับหนึ่งถึงร้อยเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบ
