๒ ผู้ถูกเมินตลอดไป (๑)
๒
ผู้ถูกเมินตลอดไป
ความเหนื่อยล้าทำให้หญิงสาวที่ตั้งใจปักเสื้อให้ลูกสาวนอนอยู่บนโซฟาที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งปกติหล่อนไม่ค่อยนอนกลางวันเท่าไหร่ มักเอาเวลาไปพัฒนาทักษะของตัวเองมากกว่า แต่ช่วงนี้เธอรู้สึกว่าทำอะไรก็ง่วงจนต้องปลีกตัวมานอนจึงถูกคุณอังคณาบ่นบ่อยครั้ง
เธออยากขอกลับไปทำงานแต่ไม่ได้รับอนุญาต อยากให้ดูแลลูกสาวอยู่บ้านมากกว่า ซึ่งเธอก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ อีกใจก็อยากอยู่บ้านเพื่อดูแลธารธารินทร์ในช่วงเวลาที่ลูกยังอยากอยู่กับตน เพราะตอนนี้ลูกสาวติดแม่เป็นอย่างมาก เรียนชั้นอนุบาลกลับมาบ้านก็เรียกหามารดาก่อนเพื่อน
เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้แต่คนที่หลับใหลก็ไม่ได้ยิน มือเล็กถูกจับอย่างแผ่วเบาก่อนพลาสเตอร์จะถูกแกะออกด้วยความเบามือเช่นเดียวกัน แทบไม่รู้สึกตัวว่าถูกทำอะไรบ้างกระทั่งคนที่หลับใหลเริ่มสัมผัสได้ถึงความแสบเล็กน้อยอยู่ปลายนิ้วจึงหรี่ตามอง
แทบไม่อยากเชื่อตาตัวเองด้วยซ้ำว่าบุคคลที่กำลังแกะพลาสเตอร์คือสามีของตัวเอง...
เขาทำทุกอย่างด้วยความเงียบโดยที่เธอยังคงแสร้งหลับตาเหมือนเดิม หัวใจอุ่นวาบเมื่อคิดว่าเขาไม่ได้เย็นชาอย่างที่แสดงออกเลยสักนิด แผลเล็กนิดเดียวก็ยังเข้ามาทำให้เธอ เกือบเผลอหลุดยิ้มออกมาแล้วก็ต้องเม้มปากเอาไว้เหมือนเดิม
ชอบบรรยากาศในตอนนี้จนอยากหยุดเวลาเอาไว้ เธอต้องการอยู่กับเขาต่อไปเรื่อยๆ
เหมือนได้พี่แสนคนเดิมกลับคืนมา...
“พี่แสน...กลับมาเมื่อไหร่” สุดท้ายก็ต้องตื่นเมื่อเขาจัดการพลาสเตอร์ในมือเธอเรียบร้อย ร่างหนาจึงลุกยืนเต็มความสูงก่อนย่องออกจากห้องเพื่อจะได้หลีกหนีจากการโดนจับผิด กลับถูกภรรยาเรียกเอาไว้ก่อนจนต้องหยุดฝีเท้า
“เมื่อกี้” หันกลับมามองทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสดงสีหน้าเรียบเฉยคลายกับว่าตนเองเพิ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่น ทำเอาหล่อนถึงกับต้องแสดงละครเหมือนไม่รู้เรื่องไปด้วย ทั้งที่ความจริงเห็นการกระทำของเขาทั้งหมด
หัวใจกลับมาเต้นแรงอีกครั้งเพียงแค่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสามีของตัวเอง ความสุขเอ่อล้นท่วมอกขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงเล็กน้อย
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ถามพาซื่อเหมือนไม่รู้เรื่อง
“เปล่า” เป็นเขาเสียเองที่หลบสายตามองทางอื่น กลัวภรรยาจะรู้ทันว่าเมื่อครู่ทำสิ่งใดลงไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่อายจะแสดงความห่วงใย แต่ตอนนี้ที่พูดตลอดว่าเกลียดหล่อนนักหนา พอจะทำสิ่งดีต่อเธอกลายเป็นอายจนไม่กล้าเอ่ย
“อยากกินอะไรไหม” เห็นเขาเดินออกมาข้างนอกก็รีบก้าวเท้าตาม ไม่ปล่อยโอกาสที่บรรยากาศกำลังดีให้หลุดมือ รีบเดินเข้าไปขวางอีกฝ่ายเอาไว้พร้อมถามเสียงหวาน ทำให้เขาต้องชะงักไปครู่หนึ่งยามเห็นดวงตากลมพราวระยับอยู่ตรงหน้า
ต้องยอมรับว่าหล่อนเป็นคนสวยชนิดหาตัวจับยาก ถ้าเข้าวงการก็คงเป็นนางเอกแถวหน้าได้ไม่ยาก กลับต้องมาถูกจองจำด้วยคำว่าภรรยาและแม่ของลูก ชายหนุ่มไม่เคยควงเธอออกงานเลยสักครั้ง กระนั้นงานแต่งของพวกเขาก็ยังเป็นที่กล่าวขานตลอด
เจ้าสาวที่สวยหยาดเยิ้มกับชุดแต่งงานของหล่อนซึ่งกลายเป็นชุดที่เจ้าสาวคนอื่นนำมาเป็นตัวอย่างเพื่อจะได้ใส่ตาม กลายเป็นแฟชั่นไอคอนไปเสียแล้ว ส่วนเขาก็รูปหล่อจนเป็นที่กล่าวถึงเช่นเดียวกัน ถือเป็นงานแต่งสมบูรณ์แบบของไฮโซที่โด่งดังมากกว่าดาราไปแล้ว
“ไม่ล่ะ จะไปงานแซยิดคุณจันทร์เย็นนี้ ค่อยไปหาอะไรกินในงานก็ได้” เธอเข้าใจทันทีว่าเขาจะออกงาน เคยอยากขอตามไปด้วยแต่ก็กลัวจะเสียใจเมื่อถูกปฏิเสธ หากเขาไม่พูดก่อนก็ไม่คิดร้องขอ เข้าใจสามีทุกอย่างพร้อมทั้งให้อิสระเขาเต็มที่
ขอเพียงกลับมานอนที่บ้านก็พอ...
“งั้นกินขนมรองท้องหน่อยดีกว่า เดี๋ยวปิ่นไปเอามาให้” จำได้ว่าทำขนมปังกระเทียมกรอบเอาไว้ จึงรีบเดินเข้าครัวเพื่อนำขนมใส่จานมาเสิร์ฟให้คนตัวสูงที่นั่งรออยู่ห้องรับแขกที่อยู่ติดกับห้องนั่งเล่นส่วนตัวของคนในครอบครัว
ขนาดของบ้านค่อนข้างใหญ่พอสมควร เจ้านายอยู่กันเพียงแค่สี่คนเท่านั้น แล้วคุณอังคณากับศตวรรษก็ไม่ค่อยอยู่ติดบ้านเท่าไหร่ มีเพียงหล่อนคนเดียวที่อยู่แทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ค่อยได้ออกไปไหนกับเขาบ้างเลย ยกเว้นบางวันที่ลูกสาวขอให้ไปรับก็จะออกไปพร้อมคนรถเพื่อรับธารธารินทร์กลับบ้าน
“แล้วทำไมมานอนที่โซฟา” ขนมปังกรอบวางลงตรงหน้า เขาไม่ได้มองของว่างแต่เลือกจะถามเธอแทน
“น่าจะเพลียเลยเผลอหลับน่ะค่ะ ช่วงนี้ง่วงบ่อยกว่าปกติเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม” ตอบตามความจริงพร้อมปิดปากหาว กลายเป็นว่าประโยคนั้นถูกแปลงตามความเข้าใจของร่างหนาจนสื่อสารกันผิดพลาด เกือบมีเรื่องเสียแล้ว
“จะบอกว่าฉันรบกวนการนอนของเธอเหรอ”
“เปล่าค่ะ แค่พูดให้ฟังเท่านั้นเอง” ส่ายหน้าอย่างรวดเร็วก่อนตอบสามีเพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะขึ้น เธอเหนื่อยที่ต้องใช้อารมณ์ อยากอยู่กับความสัมพันธ์ที่ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งมากกว่า ได้เพียงรอเวลาว่าวันไหนเขาจะยอมเข้าใจกันสักที
