๑ บุคคลที่สาม (๔)
เขาไม่เคยกอดเธอหลังเสร็จกิจกรรมเลยด้วยซ้ำ มีเพียงหญิงสาวที่ต้องมองแผ่นหลังกว้าง ยิ่งทำให้อ้างว้างและเปล่าเปลี่ยวมากกว่าเดิม
“กินยาคุมด้วย” ประโยคแรกที่ได้ยินหลังอีกฝ่ายลุกไปอาบน้ำเมื่อความต้องการสิ้นสุดลง เขาพันผ้าเช็ดตัวท่อนข้างก่อนเดินเข้ามาบอกหล่อนเสียงเข้ม คนที่นอนอยู่บนเตียงค่อยหยัดกายลุกอย่างเชื่องช้า วาดขาลงแตะพื้นแล้วพยายามลุกยืนอย่างยากลำบาก
เหมือนเขาจะใส่อารมณ์กับเธอจนขาสั่นไปหมด จะลุกไปอาบน้ำก็ลำบากจนต้องนั่งนิ่งเหมือนเดิมพักหนึ่ง จ้องมองร่างสูงที่ยังยืนเท้าสะเอวระหว่างรอฟังคำตอบ
“ค่ะ” ผงกศีรษะรับคำทั้งที่เธอไม่อยากกินเลยสักนิด
หญิงสาวมีอาการเวียนศีรษะหลังกินยา ทั้งบางครั้งก็ประจำเดือนมาคลาดเคลื่อน แต่เมื่อเขาไม่ได้ป้องกันก็เป็นเธอที่ต้องรับภาระนั้นเอง
“เรื่องแก้วแตกน่ะ เธอจงใจใช่ไหม” นั่งเพื่อให้ร่างกายปรับตัวสามารถลุกยืนได้ จึงเดินไปทางห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ทำความสะอาดตามตัวเสร็จก็หยิบชุดนอนคือเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นมาสวมก่อนเดินมาที่เตียงนอน โดยสามีนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงเป็นที่เรียบร้อย
เขาจ้องเธอเหมือนต้องการคาดคั้นบางอย่างแล้วก็ถามออกมา “เปล่าค่ะ ตอนนั้นปิ่นตกใจเลยเผลอทำตก...” พูดไปตามความจริงที่เกิดขึ้น พยายามอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจกลับกลายเป็นถูกมองในแง่ร้ายเหมือนเดิม
“คิดว่าฉันจะเชื่อหรือเปล่า”
“ตามใจพี่แล้วกันค่ะว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ปิ่นแสดงความจริงใจของตัวเองไปแล้ว ต่อนี้ก็อยู่ที่พี่ตัดสินเองแล้วกัน” เหนื่อยจะพูดเรื่องที่เขามีความเชื่อส่วนตัวอยู่แล้ว อย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่มีทางฟังตนหรอก
เขามักเข้าข้างปราณปรียาเสมอ...
“อย่าทำร้ายปราณอีก” คำสั่งที่ทำให้เธอชะงักออกมาจากปากของคนร่วมเรียงเคียงหมอน ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นแล้วยืนอยู่ข้างเตียงไม่ยอมนั่งลงสักที นึกน้อยใจเขาที่โยนความผิดให้หล่อนตลอด
“พี่ชอบปราณทำไมไม่แต่งงานกับปราณไปเลยล่ะ” พูดด้วยความโมโหก่อนคิดได้ว่าทุกอย่างมันผิดพลาดเกิดจากเรื่องวันนั้นของเรา จึงเลือกจะปิดปากสนิทแต่คนที่ขึ้นกลับเป็นเขาเสียเอง ชายหนุ่มลุกนั่งบนเตียงแล้วคว้าแขนเธอดึงมาให้ขึ้นเตียงจนร่างบางถึงกับถลาล้มลงบนเบาะนุ่ม
“แล้วที่เรื่องมันวุ่นวายเป็นเพราะใคร ไม่ใช่เพราะเธอที่เอายาบ้าๆ นั่นให้ฉันกินเหรอ” ความเชื่อของเขาไม่มีทางสั่นคลอน แล้วมั่นใจว่าเรื่องราวทุกอย่างคนที่ผิดคือเธอ จึงให้หญิงสาวสวมบทผู้ร้ายอยู่เสมอ
“ปิ่นเปล่า...” ปฏิเสธเหมือนทุกครั้งแต่เขาไม่รับฟัง
“เธอทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะเลวทรามแค่ไหนขอแค่เธอต้องการก็เลือกจะทำอยู่ดี...เลิกเสแสร้งต่อหน้าฉันสักที ยังไงฉันก็ไม่หลงกลเธอหรอก”
“ตามใจ จะคิดยังไงก็ตามใจพี่ค่ะ ปิ่นมันเลวมันชั่วอยู่แล้ว ทำดีให้ตายก็ไม่เคยเป็นคนดีในสายตาของพี่หรอก ต่อจากนี้ก็อย่าเข้าใกล้คนเลวให้เชื้อชั่วมันติดก็แล้วกัน” ผลักเขาออกห่างแล้วคิดจะไปนอนกับลูกสาว
คุณอังคณาให้หลานแยกห้องนอนกับพ่อแม่ตั้งแต่สามขวบ โดยมีพี่เลี้ยงนอนเป็นเพื่อนพอโตอีกหน่อยค่อยให้นอนคนเดียว หล่อนจึงต้องนอนกับสามีตามลำพังทำให้ได้สานสัมพันธ์กันแทบทุกคืนที่เขาต้องการ
“ประชดเหรอ” ยิ่งดึงหล่อนเข้ามาใกล้ มองดวงหน้าหวานใกล้กว่าเดิม สัมผัสถึงลมหายใจและกลิ่นหอมที่ออกมาจากตัวเธอ
“ค่ะ ประชด” จ้องตาเขาไม่ยอมหลบ
ความจริงเธอเป็นคนแข็งคนหนึ่งไม่ค่อยยอมใคร แต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายมาโดยตลอด จนถึงครั้งนี้ที่นึกโมโหเมื่อถูกเขาโยนความผิดมาให้ทั้งที่ตนเองบริสุทธิ์
“ปล่อย ปิ่นจะไปดูลูก” บิดข้อมือเพื่อให้เป็นอิสระ หาข้ออ้างเรื่องลูกแต่เขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด
“ปากดีแบบนี้ไม่ต้องไปไหนหรอก ให้ฉันลงโทษสักทีสองทีดีกว่า” เหมือนมีแค่เรื่องเดียวที่สามารถข่มหล่อนได้จึงโน้มหน้ามาปิดปากอวบอิ่มทันที จนเธอไม่ทันจะผินหน้าหลบเลยด้วยซ้ำ ปากอวบอิ่มก็ถูกปิดและครอบครองโดยคนเป็นสามีแล้ว
“อื้อ” ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากร้องประท้วงในลำคอ ยกมือทุบอกเขาให้ปล่อยกลับไม่เป็นผล อีกฝ่ายยังคงจูบเธอเหมือนเดิมเพื่อเป็นบทเรียนไม่ให้ต่อปากต่อคำอีก ดันร่างบางนอนลงบนเตียงพร้อมขึ้นคร่อมทันที
บทเรียนเริ่มต้นขึ้นใหม่ พร้อมกับสติของหล่อนที่ค่อยเลือนหายไปเมื่อถูกรุกราน ยินยอมพร้อมใจไปกับสามีจนสุดปลายทาง แล้วก็ถูกเขาทิ้งไว้เช่นเดิม..
การมาเยือนของน้องสาวถือเป็นเรื่องปกติของบ้านหลังนี้ไปแล้ว หล่อนชินจนไม่เห็นว่ามันแปลกแม้ใจจะไม่อยากต้อนรับบ่อยนักก็ตาม ความสนิทสนมของเรามีน้อยจนแทบไม่มีบทสนทนาใดจะคุยกัน แต่อีกฝ่ายก็ยังขยันมาบ่อยเหลือเกินจนเธอต้องทำเป็นยิ้มแย้มเพื่อต้อนรับ
“พี่ปิ่นดูสบายดีนะ” หญิงสาวเดินเข้ามาทักคนที่กำลังเตรียมอาหารขึ้นโต๊ะ ทุกคนออกไปทำงานกันหมดไม่เว้นคุณอังคณาที่ออกไปข้างนอกเช่นเดียวกัน
สองพี่น้องจึงอยู่กันตามลำพัง หล่อนไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่จึงหาข้ออ้างเดินเข้ามาในครัวเพื่อทำอาหารเตรียมจัดขึ้นโต๊ะ
“สบายดี” ตอบไปตามความจริงเพราะเธอไม่ได้เจ็บป่วย
ความเงียบระหว่างคนทั้งสองทำให้บรรยากาศดูอึดอัดทันที อาหารจัดเตรียมใส่จานระหว่างที่แม่บ้านกำลังทยอยนำเมนูเหล่านั้นขึ้นโต๊ะ พวกเธอจึงได้อยู่ด้วยกันทำให้ปราณปรียาเลือกจะพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจซึ่งเก็บเอาไว้มาโดยตลอด
เหมือนเป็นการตอกย้ำความผิดให้รู้สึกผิดมากยิ่งกว่าเดิมไปอีก...
“ถ้าไม่เกิดเรื่องวันนั้นขึ้น ป่านนี้หนูก็คงแต่งงานกับพี่แสนไปแล้ว” ความจริงข้อนี้เธอทราบเป็นอย่างดี จึงทำเพียงแค่ยิ้มขมขื่นกับสิ่งที่กลับตาลปัตร ทำให้ตนถูกเกลียดจากสามีมากกว่าเดิมแล้วก็ไม่อาจแก้ไขหรือหาคนผิดได้
ทุกวันนี้ยังคงสงสัยว่าใครเป็นตัวการกันแน่
เพราะทั้งเขาและเธอต่างถูกวางยาเช่นเดียวกัน แต่ชายหนุ่มก็โยนความผิดมาให้ตนโดยไม่คิดจะฟังกันเลยสักนิด
“ความจริงก็ไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องในอดีตหรอกเพราะยังไงมันก็ผ่านไปไม่ย้อนกลับมาอีก แต่ว่านะพี่ปิ่น...พี่แสนกับปราณเรารักกัน เหมาะสมกันมากเลย น่าเสียดายที่ทุกอย่างพังลงในวันนั้นวันเดียว” ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหแล้วเพิ่มความดังของเสียงมากกว่าเดิม จ้องพี่สาวนิ่งจนเธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
