๑ บุคคลที่สาม (๓)
สายตาตวัดมองน้องสาวที่เข้ามาตวาดจากทางด้านหลัง ยอมรับว่าไม่ชอบใจแต่ก็กดความรู้สึกเอาไว้เหมือนเดิม เธอกำลังเหม่อจึงไม่รู้ว่ามีคนเดินเข้ามาในครัวแล้วหยอกกันเสียงดังแบบนี้ ถอนหายใจเสียงเบาแล้วกำลังจะก้มเก็บเศษแก้วกระเบื้อง
“เป็นอะไรหรือเปล่า เรียกแค่นี้ทำไมตกใจมากขนาดนั้นด้วย” ถูกน้องดึงขึ้นมาเสียก่อนแล้วถามด้วยความเป็นห่วงปนสงสัย
“ขอโทษที พี่อาจจะเหม่อไปหน่อย” เธอส่ายหน้าแล้วรีบก้มลงเก็บเศษแก้วเพราะกลัวคนอื่นเดินมาเหยียบ ยอมรับว่าหงุดหงิดที่ถูกแกล้งพอสมควรแต่เก็บอารมณ์เอาไว้ ไม่อยากเหวี่ยงใส่อีกฝ่ายรู้ว่าปราณปรียาก็คงไม่ตั้งใจ
“เดี๋ยวหนูช่วย...” เข้ามาเตรียมจะช่วยเก็บแก้ว แต่เธอก็รีบตะโกนเสียงดัง
“ไม่ต้อง!” ปฏิเสธแล้วยังมองขวางเพราะไม่ชอบใจกับการกระทำของปราณปรียา พยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ที่น้องสาวเข้ามาแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ของพวกตน เธอย้ำกับตัวเองว่าเป็นคนผิดที่ทำลายสิ่งดีๆ ที่น้องควรได้รับ
แต่อีกใจก็ยังแย้งเสมอว่าเธอก็ควรได้รับความรักที่ดีบ้างเช่นกัน...
จึงเกิดการขัดแย้งในหัวแล้วเผลอตะโดนใส่อีกฝ่ายเสียงดังทำให้คนที่เดินเข้ามาใหม่ต้องชะงักเพราะได้ยินภรรยาใช้อารมณ์กับน้องสาวพอดี
“มีอะไรกัน”
ช่างประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน...
“อ่ะ...” อุทานเสียงเบาเมื่อเผลอจับแก้วจนบาดมือ หัวใจเต้นรัวกลัวว่าตัวเองจะถูกสามีมองไม่ดี แต่เหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะเขาใช้สายตากดเธอไว้ในทันที ตัดสินหญิงสาวเป็นที่เรียบร้อยว่าคนผิดคือใครในเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้เห็นทั้งหมด
“แก้วแตกเหรอ ปราณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ใครทำอะไรบอกพี่ได้เลยนะ” เข้ามาถามปราณปรียาที่ฉีกยิ้มให้อีกฝ่าย ต่างจากคนที่ก้มเก็บเศษแก้วไม่พูดจา
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ส่ายหน้ารวดเร็ว
“ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม” เขาสำรวจดูให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีรอยขีดข่วน เมินภรรยาของตนอย่างชัดเจนจนหญิงสาวเม้มปากแน่นเพื่อบอกตัวเองให้ทำใจกับสิ่งที่คิดไว้แล้วว่าต้องเกิดขึ้น
เขาไม่เคยมองเธอดีอีกเลยหลังจากเหตุการณ์วันนั้น...
“ไม่ค่ะ”
“งั้นก็ออกไปข้างนอกเถอะ เดี๋ยวให้แม่บ้านมาทำความสะอาด” พอเห็นว่าน้องสาวไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนก็พยักหน้าโล่งอก ค่อยบอกให้ออกจากห้องครัวพลางเหลือบมองภรรยาที่ยังคงนั่งหันหลังแล้วก้มเก็บเศษแก้วเหมือนเดิมไม่พูดอะไรสักคำ
“ค่ะ”
ทั้งสองออกไปแล้วเหลือเพียงหล่อนที่นั่งนิ่งเหมือนหิน สูดลมหายใจเข้าปอดลึกแล้วปาดน้ำตารวดเร็ว เธอรู้ดีว่าไม่ควรน้อยใจแต่ก็ห้ามความรู้สึกไม่ได้ เมื่อคนที่รักไม่สนใจกันแล้วแม้แต่น้อย ยังผลักเธอให้ออกห่างอีกต่างหาก
เขาทำเหมือนหล่อนไม่มีความรู้สึก...
“คุณปิ่นคะ...เดี๋ยวพวกพี่ทำเองค่ะ คุณปิ่นไปทำแผลดีกว่า” แม่บ้านเข้ามาเห็นพอดีจึงรีบบอกเธอแล้วเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
“ค่ะ”
ไม่ได้อิดออดอยู่ในครัว เลือกจะเดินออกมาข้างนอกแล้วไปล้างแผลก่อนพันพลาสเตอร์สีหวานเอาไว้ ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็กลับไปชงชาให้แม่สามีแต่ท่านออกไปข้างนอกแล้ว เธอจึงให้แม่บ้านตั้งโต๊ะอาหารเที่ยง
“แม่ทำไมมีพลาสเตอร์ที่นิ้ว” นั่งข้างลูกสาวแล้วถูกทัก ทำให้สายตาอีกสองคู่หันมามองด้วยความสนใจ
“พี่ปิ่นบาดเจ็บเหรอ” น้องสาวนึกเป็นห่วงจึงได้มองไม่หยุด
“มือไปโดนแก้วน่ะแต่ไม่เป็นอะไรมากหรอก...แม่ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แผลนิดเดียวเองไม่เจ็บเลย” เธอตอบปราณปรียาแล้วค่อยหันมายิ้มให้เด็กน้อยที่นั่งข้างกัน เหมือนว่าลูกสาวจะเป็นห่วงแม่มากจนเลิกสนใจอาหารเมนูโปรด
“หนูเพี้ยงๆ ให้ไหม” แววตากลมใสจ้องมองจนเธอยิ้มให้ลูกด้วยความเอ็นดู แผลอาจไม่ได้หายเจ็บแต่ได้พลังใจกลับมาเต็มเปี่ยม
“เอาสิ” ยื่นนิ้วไปตรงหน้าลูก
“โอมมมมม จงหายเจ็บหายปวดหายไปเลยเพี้ยง! แม่ดีขึ้นไหม” เป่าลมใส่นิ้วของแม่จนเธอหลุดยิ้มออกมา
“ดีขึ้นทันทีเลยค่ะ” ลงมือรับประทานอาหารต่อโดยสนใจแค่ลูกสาวของตัวเอง กระนั้นเสียงของสามีที่นั่งตรงข้ามก็ยังลอยเข้าหูเหมือนเดิม
“ทำตัวเองทั้งนั้น”
ไม่มีคำปลอบใจนอกจากคำพูดที่บั่นทอน...เหมือนทุกครั้งที่เขาทำนั่นแหละ
ถึงเขาจะไม่ชอบเธอและเมินเฉยต่อภรรยาทุกครั้งยามอยู่ในที่สาธารณะ แต่เมื่อกลับเข้ามายังห้องนอนปิ่นคีตาก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาไม่ให้ขาดตกบกพร่อง รวมถึงเรื่องบนเตียงเช่นเดียวกันที่ไม่เคยปล่อยสามีอดอยากปากแห้ง เพียงแค่เขาต้องการเธอก็พร้อมสนองได้ทุกเมื่อเพื่อจะได้รับความรักจากอีกฝ่ายบ้าง
แม้เป็นเพียงการสัมผัสทางร่างกายที่มีเพียงความใคร่ก็ตาม...
