๑ บุคคลที่สาม (๒)
แม้จะไม่ได้เกิดจากความรักแต่ก็ถือเป็นหลานคนแรกของชนสรณ์ไพศาล รับทรัพย์ตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ
คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดของจริง...
“มาตั้งแต่เมื่อไหร่น้องปราณ” ท่านเข้ามาทักหลานสาวพร้อมรอยยิ้ม ต่างจากยามคุยกับสะใภ้ที่แทบจะไม่ยิ้มให้กันเลยสักครั้ง แม้ว่าหล่อนจะดูแลแม่สามีดีแค่ไหนก็เหมือนว่าจะไม่เคยดีพอสำหรับท่าน ยังคงเป็นสะใภ้แสนชังเหมือนเดิม
จึงได้ก้าวถอยออกมาให้ทั้งสองได้พูดคุยกัน อาจเพราะตนไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของเพื่อนท่าน แล้วยังได้แต่งงานจากการวางแผนที่ตนไม่ได้ทำอีก จึงได้รับสายตาที่เกลียดชังมาแทน
“เมื่อครู่ค่ะคุณแม่ พอดีคุณแม่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่นเลยให้เอาของฝากมาส่งถึงมือคุณแม่น่ะค่ะ มีหลายอย่างลองเลือกดูนะคะ” พากันเดินไปนั่งยังห้องรับแขกพร้อมกับข้าวของทั้งหมดที่แม่บ้านกำลังจัดแยกเพื่อนำของกินไปไว้ในครัว
“จ้า ขอบใจมากนะลูก”
“ค่ะ” เธอยิ้มให้ท่านแล้วมองรอบบ้านอีกครั้ง
การมาเยือนของปราณปรียาดูเหมือนจะสร้างความสุขแก่เจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก เธอจึงพยายามทำตัวเล็กลีบแบนไม่ให้เป็นที่สังเกต กลัวว่าแววตาแห่งความสุขของคุณอังคณาจะเปลี่ยนไปเมื่อหันมามองตน
บ้านหลังใหญ่โตไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขได้เลย ลูกสาวคือสิ่งเดียวที่สร้างรอยยิ้มแก่กัน ขณะที่สามีก็เห็นเธอเป็นเพียง...เครื่องระบายความใคร่
เรานอนห้องเดียวกันแต่เหมือนห่างไกลกันมากกว่าเดิม
เคยคาดหวังเอาไว้ว่าเขาจะกลับมาเป็นพี่ชายแสนดีเหมือนในอดีต แต่ตอนนี้เธอเลิกหวังไปนานแล้ว ขอเพียงแค่ใจดีให้กันบ้างก็พอ...
“พี่แสนล่ะคะ” ถามถึงเจ้าของบ้านที่ไม่เห็นหน้าค่าตาในวันหยุด ทั้งที่เมื่อวันก่อนเพิ่งไปซื้อของด้วยกัน แต่เธอกลับรู้สึกคิดถึงจนต้องมาหาเขาเพื่อจะได้พูดคุยกับอีกฝ่าย ไม่สนใจสถานะของเราสองคนว่าเป็นพี่เขยกับน้องภรรยา
เพราะความจริงเธอควรได้เป็นภรรยาเขาด้วยซ้ำ...
อีกอย่างทุกคนก็เข้าข้างหล่อนกันหมด หากอยากได้อะไรเพียงแค่เอ่ยปากก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว จึงไม่คิดจะสนใจความรู้สึกของพี่สาวเลยสักนิด
โยนความผิดทุกอย่างให้ปิ่นคีตาจนหมด
“อยู่ห้องทำงาน กำลังเซ็นเอกสารอะไรไม่รู้วุ่นวายไปหมด” วันหยุดก็มีงานต้องเคลียร์เหมือนเดิมจึงหอบเอกสารมาทำที่บ้าน
“หนูเข้าไปหาได้ไหมคะ มีเรื่องงานจะคุยกับพี่แสนพอดีเลย” แย้มยิ้มทันทีเมื่อเห็นว่าเขาอยู่บ้าน
“เอาสิ เข้าไปเลย” พยักหน้าโดยลืมเรื่องความเหมาะสมไปเสียสนิท
ร่างบางลุกจากโซฟาแล้วเดินเข้าไปยังห้องทำงานของเขา ขณะที่คนเป็นภรรยาเริ่มหึงหวงสามีของตน แม้ใจจะบอกให้ปล่อยวางก็ทำไม่ได้เสียที จึงคิดจะลุกเพื่อไปขัดขวางคนทั้งสองไม่ให้อยู่ด้วยกันตามลำพัง
“จะไปไหน” ถูกแม่สามีรั้งเอาไว้พร้อมถามเสียงเข้ม
“เอาขนมไปให้พี่แสนค่ะ” เธอคิดหาข้ออ้างทันที
“ไม่ต้อง อยู่นี่แหละ” ท่านเลือกจะสั่งให้เธอนั่งลงทางสายตา เล่นเอาเจ้าตัวถึงกับไม่กล้าก้าวเดินไปข้างหน้า ลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ก่อนนั่งลงเหมือนเดิม คิดจะแย้งท่านเพราะไม่ต้องการให้สามีอยู่ตามลำพังกับหญิงอื่นในที่ลับตา
ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางทีสองพี่น้องอาจได้สามีคนเดียวกัน...
ซึ่งเธอจะไม่ยอมเป็นอันขาด
“แต่ว่า...” คิดแย้งท่านกลับถูกใช้ไปทำอย่างอื่น เหมือนเป็นเรื่องปกติที่หล่อนต้องดูแลคุณอังคณาประหนึ่งเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งหญิงสาวก็พยายามไม่คิดมากและเต็มใจบริการท่าน แต่วันนี้ค่อนข้างกังวลเมื่อปราณปรียาเข้าไปในห้องทำงานของเขาแล้วไม่ยอมออกมาสักที
“ไปเอาชามาให้ฉันหน่อย อยากกินกับขนมหวานพอดีเลย” ไม่ได้คิดอะไรมากนักจึงได้สั่ง ท่านเห็นว่าปราณปรียาเป็นหลานสาว หากจะคุยกับศตวรรษก็ไม่มีอะไรเสียหาย อย่างไรก็รู้จักกันมานานหลายสิบปี เป็นพี่น้องที่สนิทสนมคนหนึ่ง
ลืมคิดเรื่องความเหมาะสม..ที่สำคัญคือไม่ได้คิดถึงใจของลูกสะใภ้เลยสักนิด
“ค่ะคุณแม่” ค้อมศีรษะแล้วยอมเดินเข้าครัวเพื่อทำตามความต้องการของท่าน
ทราบดีกว่าคุณอังคณาไม่ชอบตนเป็นทุนเดิม ด้วยไม่ใช่สายเลือดเดียวกับเพื่อนสนิทของท่าน แล้วนิสัยของหล่อนก็ค่อนข้างเงียบขรึมไม่ได้สนใสคุยเก่งเหมือนปราณปรียา ทั้งยังแย่งการแต่งงานของน้องสาวอีก ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ท่านตั้งป้อมรังเกียจไว้เสียสูงลิบ
เข้ามาในครัวก็เลือกจะชงชาให้แม่สามีตามที่เคยทำมาตลอด ท่านไม่เคยชมว่าหล่อนชงชาได้อร่อยแต่ก็รู้จากการที่ไม่เคยดื่มชาของแม่บ้านคนอื่นเลย มักให้สะใภ้ชงชาเสมอแล้วก็ดื่มจนหมดทุกครั้ง เธอจึงหวังใช้การชงชาเพื่อเอาชนะใจท่าน
แต่ผ่านมาห้าปีแล้วก็ยังเหมือนเดิม หล่อนไม่เป็นที่ยอมรับจากทั้งคุณอังคณาและสามีของตัวเอง จนไม่คาดหวังอีกต่อไปว่าจะได้รับความรักหรือการยอมรับ...
“พี่ปิ่น!” เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้เธอตกใจจนสะดุ้ง เผลอทำแก้วชาราคาหลายหมื่นตกลงพื้นแตกกระจาย
“ว้าย...” ส่งเสียงร้องออกมาทันที
