บทที่ 9 ลูกสาวคนเดียวของตระกูลกู้
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน!” เสียงแหลมสูงของซ่งฉินดังขัดขึ้นมา
เธอและกู้อันชางในชุดนอนเดินขึ้นมาถึงชั้นบน ทั้งคู่รีบเอาตัวเข้าบังเพื่อปกป้องกู้เชียนเหอไว้ข้างหลังทันที
ซ่งฉินหันไปเล่นงานเจียงไหล “เธอใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรฮะ ถึงได้ทำให้พวกเธอใส่ร้ายเชียนเหอแบบนี้!”
“คุณนายกู้ประเมินฉันสูงไปแล้วค่ะ” สายตาของเจียงไหลเหลือบมองไปที่ยันต์สัจจะที่อยู่บนหลังของพวกเธออย่างแนบเนียน
“บางทีพวกเธออาจจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอะไรคือจิตสำนึกที่ดีก็ได้นะคะ”
เธอสาวเท้าเดินไปตรงหน้าทั้งสองคน “พวกเธอบอกว่านี่เป็นคำสั่งของพี่สาว แล้วมีหลักฐานไหมล่ะคะ?”
“มีค่ะ”
คนใช้คนหนึ่งหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาด้วยท่าทางแข็งทื่อ
“ประวัติแชตของพวกเรากับคุณหนูกู้อยู่ในนี้ทั้งหมดค่ะ ก่อนหน้านี้เธอเคยสั่งให้พวกเราตัดเสื้อผ้าของคุณ สั่งให้เอาพวกงูพิษไปปล่อยไว้ในห้องของคุณ...”
เจียงไหลกอดอก เอนหลังพิงกำแพง แสงไฟจากโถงทางเดินที่สลัวสาดส่องลงบนใบหน้าของเธอ ทำให้ยากจะอ่านอารมณ์ความรู้สึก
“แล้วมีอะไรอีกไหม?”
“ยังมีอีกค่ะ คุณหนูกู้สั่งให้พวกเราเปลี่ยนผ้าห่มของคุณเป็นแบบที่มีตัวแมลง แล้วก็สั่งให้ลบไฟล์วิทยานิพนธ์จบการศึกษาออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณด้วยค่ะ...”
ปากของคนใช้คนนั้นยังคงพ่นความจริงออกมาไม่หยุด
ตามสัญชาตญาณแล้วเธออยากจะยื่นมือไปปิดปากตัวเองใจจะขาด แต่ทว่ามือทั้งสองข้างกลับขยับไม่ได้เลย ราวกับถูกมัดเอาไว้ด้วยเหล็กกล้า
เจียงไหลหยิบโทรศัพท์มาจากมือของคนใช้คนนั้น แล้วเปิดดูประวัติแชตระหว่างพวกเธอกับกู้เชียนเหอ
เรื่องราวระยำตำบอนทุกอย่าง ถูกบันทึกเอาไว้ในนั้นทั้งหมด
“คุณนายกู้ยังไม่เชื่ออีกเหรอคะ อยากดูหลักฐานป่ะ?” เจียงไหลยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าซ่งฉิน
ซ่งฉินไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอปัดโทรศัพท์เครื่องนั้นร่วงกระแทกพื้นจนแตกกระจาย
“อย่าคิดว่าการใช้ลูกไม้ชั้นต่ำแบบนี้จะมาสาดโคลนใส่เชียนเหอได้นะ เธอเป็นคนยังไง พวกเรารู้ดีกว่าเธอ!”
กู้อันชางเองก็มีสีหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
“เจียงไหล เธอกับเชียนเหอเป็นพี่น้องกัน อย่าหันหลังมาเป็นศัตรูกันเองเลย”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันไปมองพ่อบ้านที่กำลังยืนอึ้งอยู่ข้างๆ “ยังไม่รีบลากตัวสองคนนี้ออกไปอีก!”
พ่อบ้านรีบขานรับละล่ำละลัก พยายามจะลากตัวคนใช้ทั้งสองคนออกไป แต่ทว่าพวกเธอเหมือนถูกกาวตราช้างตรึงเอาไว้กับพื้น ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
กู้เชียนเหอเห็นแบบนั้นก็ร้อนรนใจจนแทบบ้า อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น กระชากจี้ห้อยคอเส้นเล็กๆ ของตัวเองออกมาแล้วบีบจนแตกละเอียด
กระแสพลังปราณอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากตัวของกู้เชียนเหอทันที คนใช้ทั้งสองคนพลันล้มพับหมดสติไปกับพื้น และยันต์สัจจะที่อยู่ด้านหลังของพวกเธอก็ไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
มันคือวัตถุอาคม
สายตาของเจียงไหลกวาดผ่านกู้อันชางและซ่งฉิน ไปหยุดอยู่ที่กู้เชียนเหอซึ่งยืนอยู่ด้านหลังทั้งสองคน
ขนาดตัวเธอเองยังแทบไม่มีวัตถุอาคมระดับสูงแบบนี้ไว้ในครอบครองเลย แล้วคนหนุนหลังของยัยนี่เป็นใครกันแน่?
กู้เชียนเหอเดินเข้าไปกุมมือเจียงไหลด้วยท่าทางน่าเวทนา
“น้องต้องไม่เชื่อคำพูดของพวกเธอแน่ๆ ใช่ไหมจ๊ะ? นี่มันเป็นแผนยุแยงให้เราแตกคอกันชัดๆ ปกติพี่ปฏิบัติต่อเธอดีแค่ไหน... เธอรู้ดีแก่ใจนะ”
เจียงไหลมองดูการละครของกู้เชียนเหอด้วยแววตาเย็นชา แต่อารมณ์เย้ยหยันในส่วนลึกของดวงตากลับแปรเปลี่ยนเป็นความสนิทสนมคุ้นเคยอย่างรวดเร็ว
“พี่หวังดีกับฉันเสมอมา ต้องไม่ทำเรื่องแว้งกัดฉันลับหลังอยู่แล้วค่ะ” เจียงไหลขยับเข้าไปใกล้ชิดกู้เชียนเหอ น้ำเสียงอ่อนลงไปหลายระดับ
กู้เชียนเหอสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ประชิดเข้ามาข้างกาย รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าแทบจะค้างเติ่งจนประคองไว้ไม่อยู่
คนใช้พูดแฉแหลกไปถึงขนาดนั้นแล้ว ทำไมยัยนี่ถึงไม่ฉวยโอกาสนี้ไล่เธอเหมือนแต่ก่อน แต่กลับเออออห่อหมกไปกับเธอซะงั้น...
กู้เชียนเหอเม้มริมฝีปาก
“ถ้าน้องมีความอึดอัดใจอะไรก็อย่าเก็บเอาไว้เลยนะ ตอนแรกพี่คิดว่าถ้าน้องไม่โอเคจริงๆ พี่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นเอง เพราะยังไงตระกูลกู้ก็ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของพี่อยู่แล้ว”
“เชียนเหอ ลูกพูดอะไรน่ะ!” ซ่งฉินตวัดสายตาดุดันใส่เจียงไหลทันที
“ลูกคือลูกสาวคนเดียวของตระกูลกู้เรา ใครหน้าไหนจะกล้าบอกว่านี่ไม่ใช่บ้านของลูกกัน!”
เจียงไหลเอ่ยเสียงเรียบ “นั่นสิคะ พี่อยู่เสวยสุขแทนฉันที่ตระกูลกู้มาตั้งหลายปี ตอนนี้จะมีใครไม่ยอมรับฐานะของพี่กันล่ะคะ?”
“ยังพอรู้ความอยู่บ้าง” ในที่สุดแววตาของกู้อันชางก็ฉายแววพึงพอใจขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
“เรื่องภายในตระกูลกู้ เธอก็อย่าเอาไปป่าวประกาศให้ประธานเผยฟังบ่อยๆ เลย ฝั่งเผยซื่อกรุ๊ปเองก็มีปัญหาให้จัดการเยอะแยะอยู่แล้ว”
“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่ตอนนี้ห้องใต้หลังคามันอยู่ไม่ได้แล้ว”
เจียงไหลมองเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ก่อนหน้านี้พ่อบ้านบอกว่าไม่มีห้องว่างเหลือเลย ถ้าพี่ไม่รังเกียจ คืนนี้ฉันขอไปนอนห้องเดียวกับพี่ได้ไหมคะ?”
“ฉัน...” กู้เชียนเหอถึงกับน้ำท่วมปาก ตอบปฏิเสธไม่ถูก
ห้องนอนของเธอเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในคฤหาสน์เหอเฟิงแห่งนี้
ตอนที่เธอบรรลุนิติภาวะ ซ่งฉินและกู้อันชางทุ่มเงินกว่าหนึ่งล้านหยวนเพื่อรีโนเวตห้องให้เธอใหม่ทั้งหมด
เรื่องอะไรจะยอมให้เจียงไหลเข้ามานอนด้วย!
สีหน้าของกู้อันชางพลันมืดมนลงทันควัน “ห้องพักสำหรับแขกที่ว่างอยู่มีตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวให้คนจัดหาให้เธอสักห้องก็สิ้นเรื่อง”
“ตกลงค่ะ” เจียงไหลตอบรับ
เธอไม่ได้คาดหวังว่าคนตระกูลกู้จะเปลี่ยนท่าทีได้ในทันทีหรอก แต่สิ่งที่พวกเขาก่อกรรมไว้กับเธอในชาติก่อน เธอจะทวงคืนมาทั้งหมดอย่างแน่นอน
วันต่อมา
ตอนที่เจียงไหลเดินลงมาข้างล่าง ที่ห้องนั่งเล่นมีคนนั่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันถึงหกคน
นอกจากกู้ฉีโย่ว ลูกชายคนที่สามของตระกูลกู้ที่อยู่ถ่ายละครข้างนอกตลอดเวลาแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็มากันครบ
คุณย่ากู้ตบที่นั่งข้างกายตัวเองด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “ไหลไหล มานั่งนี่มา”
เจียงไหลเดินไปนั่งลงข้างกายท่านตามนั้น ซึ่งฝั่งตรงข้ามที่เธอนั่งอยู่พอดีก็คือกู้สิงอวิ๋นที่เพิ่งกลับมาจากไปดูงาน
เขาอยู่ในชุดโค้ตตัวยาวสีดำทำจากหนัง เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวในมีรอยยับย่นเล็กน้อยเนื่องจากการเดินทางเป็นเวลานาน ราวกับเขารับรู้ได้ถึงสายตาของเจียงไหล เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
เจียงไหลเอ่ยทักทายตามมารยาท “พี่ใหญ่”
“อืม” น้ำเสียงของกู้สิงอวิ๋นฟังดูเฉื่อยชา เขากวาดสายตามองสำรวจเจียงไหลตั้งแต่หัวจรดเท้า “เธออยากจะเข้ามาทำงานในบริษัทงั้นเหรอ?”
เขาได้ยินเรื่องนี้มาจากกู้เชียนเหอก่อนที่จะเดินทางกลับมาแล้ว
“ใช่ค่ะ”
“กู้ซื่อกรุ๊ปไม่ใช่สถานที่ที่เธอนึกอยากจะมาก็มาได้ เพียงเพราะมีใบปริญญาแค่ใบเดียวนั่นหรอกนะ” กู้สิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองอย่างเย็นชา
กู้เชียนเหอที่นั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินคำพูดของกู้สิงอวิ๋น ในใจก็ลอบยินดีจนเนื้อเต้น
พี่ใหญ่เป็นคนที่เกลียดการใช้เส้นสายที่สุด เจียงไหลเพิ่งอ้าปากก็บอกว่าจะเข้าทำงานในบริษัท นี่มันเป็นการเหยียบกับระเบิดของเขาเข้าอย่างจังเลยล่ะ
กู้เชียนเหอแสร้งทำเป็นลำบากใจพลางสาดโคลนซ้ำเติมว่า
“น้องอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจระบบของกู้ซื่อกรุ๊ปเท่าไร คนที่จะเข้าไปทำงานที่นั่นได้ล้วนแต่เป็นระดับหัวกะทิทั้งนั้น... ถ้าเธอไม่อยากอยู่ว่างๆ ที่บ้านจริงๆ ละก็ ให้พี่ช่วยจัดหางานตำแหน่งสบายๆ ในบริษัทเล็กๆ ให้ก็น่าจะไม่มีปัญหานะ”
เจียงไหลอมยิ้มมองกู้เชียนเหอ ก่อนจะค่อยๆ พ่นคำพูดออกมาทีละคำ
“ไม่ไปค่ะ”
“เมื่อวานยังทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่เลย วันนี้เริ่มทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงซะแล้ว!”
ซ่งฉินกระแทกแก้วในมือลงบนโต๊ะน้ำชาอย่างแรง เธอรู้สึกโมโหกับท่าทางของเจียงไหลเป็นอย่างมาก
“เชียนเหออายุยังน้อยก็สามารถประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงได้แล้ว ส่วนเธอ… ต่อให้ตระกูลกู้ยอมเอาเงินไปฟาดหัว ก็ไม่แน่ว่าจะมีบริษัทไหนยอมรับเธอเข้าทำงานเลยด้วยซ้ำ!”
กู้อันชางที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่พูดไม่จา เขาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้นเบาๆ ขณะจ้องมองเจียงไหล
คุณย่ากู้ถูกคนพวกนี้ทำให้โมโหจนแน่นหน้าอก หายใจติดขัด กำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อเถียงปกป้องหลานสาว แต่ก็ถูกเจียงไหลกดไหล่เอาไว้เสียก่อน
“ไหลไหล พวกเขา...” คุณย่ากู้ขมวดคิ้วมุ่น คำดุด่าว่ากล่าวขยับมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว
“ฉันเคยพูดตอนไหนเหรอคะว่าฉันจะใช้เส้นสายเข้าทำงานในบริษัท?”
เจียงไหลแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจมองไปยังคนตรงหน้า พลางใช้มือเท้าคาง
“ว่าไงคะพี่สาว ตระกูลกู้ไม่มีเงินเหลือพอที่จะเอาไปรักษาหูให้พี่แล้วงั้นเหรอ?”
กู้เชียนเหอขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอสะอื้นไห้พลางพูดว่า
“ฉันก็แค่ไม่อยากให้เธอต้องไปขายหน้าต่อหน้าผู้สมัครงานคนอื่นๆ ก็แค่นั้นเอง การคิดจะเข้าทำงานที่กู้ซื่อกรุ๊ปมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิดหรอกนะ”