บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 เจียงไหลเคยโต้ตอบที่ไหน?

“ฉันตามตอแยเขา แล้วเข้ามาแทรกแซงการหมั้นหมายของพวกคุณงั้นเหรอ?” เจียงไหลต่อประโยคของกู้เชียนเหอจนจบ

กู้เชียนเหอพลันแสดงสีหน้าเวทนาและน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งกว่าเดิม “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะ เธออย่าเข้าใจฉันผิดสิ”

“เชียนเหอก็แค่เป็นห่วงเธอน่ะ” กู้อันชางขมวดคิ้วเดินมาข้างหน้าพลางเช็ดน้ำตาให้กู้เชียนเหอ

“ตระกูลเผยมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อน ลำพังแค่เธอไม่มีทางรับมือได้หรอก”

เจียงไหลแสร้งทำเป็นเอียงอาย “แต่ตอนที่เขาเรียกฉันออกไปเมื่อกี้ เขาบอกว่าจะปกป้องฉันให้ปลอดภัยทุกวิถีทางเลยนะคะ”

“แถมยังบอกอีกว่า ถ้าพวกคุณยังปฏิบัติกับฉันอย่างลำเอียงอีกละก็ เขาเองก็ไม่รังเกียจที่จะทำให้เรื่องที่ตระกูลกู้ปฏิบัติอย่างทารุณกับลูกสาวแท้ ๆ โด่งดังจนรู้กันทั่วเลยด้วย”

กู้อันชางถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ด้วยนิสัยของเผยจิ่งชวนที่เป็นคนพูดคำไหนคำนั้นแล้ว ถ้าเจียงไหลเอาเรื่องนี้ไปฟ้องจริง ๆ พวกเขามีแต่จะเสียเปรียบ

“เรื่องของเธอ ตระกูลกู้ไม่ยุ่งก็ได้ ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน!”

กู้อันชางกัดฟันพูดออกมาหลังจากนิ่งเงียบไปครึ่งค่อนวัน

เจียงไหลไม่ได้สนใจคำพูดตามมารยาทของกู้อันชาง เธอหันหลังเดินไปโบกรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังบ้านของหลิวกั๋วหง

หลิวกั๋วหงกำลังเก็บของอยู่ในบ้าน ตอนที่เปิดประตูออกมา มีกล่องกระดาษที่แพ็กเรียบร้อยแล้วหลายกล่องวางกองอยู่ที่บริเวณทางเข้า

เขาก้าวเปิดประตูออกมาพลางเช็ดมืออย่างเก้ ๆ กัง ๆ “คุณคือ...?”

“เจียงไหล หลานสาวของหญิงชราที่คุณขับรถชนค่ะ” เจียงไหลแนะนำตัวด้วยท่าทีเป็นมิตร สายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลิวกั๋วหง

เขามีใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมมาตรฐาน เปลือกตาหย่อนคล้อยลงมาบดบังนัยน์ตาที่ขุ่นมัว จมูกงุ้มสีแดง ริมฝีปากหนาอมม่วงอมเขียว

ตอนวัยรุ่นฐานะครอบครัวธรรมดา ใช้เงินฟุ่มเฟือยอย่างไร้ขอบเขต ทั้งยังติดบุหรี่ติดเหล้า

พอถึงวัยกลางคนโชคชะตายิ่งตกอับ และมีลักษณะของการสูญเสียทรัพย์สินและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าตรงระหว่างคิ้วของเขากลับมีแสงสีทองวาบขึ้นมาจาง ๆ ซึ่งเป็นร่องรอยของการถูกเปลี่ยนดวงชะตาในช่วงสั้น ๆ

แต่ทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของเขานั้น ต่อให้ต้องตายเขาก็ไม่มีวันครอบครองมันไว้ได้แม้แต่เสี้ยวเดียว

น้ำเสียงของเจียงไหลอ่อนโยนลง

“เท่าที่ฉันรู้มา คุณหลิวลาออกจากงานล่วงหน้าสองวันก่อนเกิดอุบัติเหตุรถชน หรือว่าเป็นเพราะรับเงินของคนอื่นมา จึงจงใจทำให้เกิดอุบัติเหตุเมื่อคืนนี้กันแน่คะ?”

“พูดจาเหลวไหล!” หลิวกั๋วหงตกใจกับคำพูดของเธอ จนชามเซรามิกที่ถือไว้ในมือร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจาย

“เรื่องนี้ตำรวจสอบสวนจนกระจ่างตั้งนานแล้ว ยายแก่คนนั้นยังไม่คิดจะเอาความฉันเลย แล้วตอนนี้คุณหมายความว่ายังไง!”

เจียงไหลกอดอก “เรื่องที่คุณย่าไม่เอาความ ตระกูลกู้ของพวกเราคิดจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดค่ะ หรือว่ากระทั่งคำอธิบายที่สมเหตุสมผลคุณก็ให้ไม่ได้งั้นเหรอ?”

สายตาของหลิวกั๋วหงล่อกแล่กไปมา ริมฝีปากสั่นระริก “ฉัน... เป็นเพราะว่าฉันจะกลับบ้านเกิดไปเปิดร้านต่างหากเล่า!”

“ไม่มีคำไหนที่เป็นความจริงเลยสักคำ”

เจียงไหลเอ่ยเสียงเย็นชา ความอดทนอันน้อยนิดของเธอถูกหลิวกั๋วหงบดขยี้จนหมดสิ้น

เธอยกนิ้วขึ้นร่ายคาถา ยันต์สัจจะในกระเป๋าพลันพุ่งฝ่าอากาศออกมา แปะลงบนหน้าผากของเขาอย่างแน่นหนา

“อธิบายมา” เจียงไหลย้ำคำเดิม

“ฉันบอกไปตั้งนานแล้วว่าที่ฉันลาออกก็เพราะ... หลายวันก่อนมีเถ้าแก่คนหนึ่งมาหาฉันแล้วบอกว่ามีงานใหญ่ให้ทำ ขอแค่ฉันช่วยขนส่งสินค้าไปยังสถานที่ที่กำหนดเมื่อคืนนี้ ก็จะให้เงินฉันห้าแสน!”

หลังจากหลิวกั๋วหงพูดจบก็รีบตะครุบปากตัวเองทันที ดวงตาเบิกกว้างราวกับลูกกระดิ่ง

เขาควบคุมตัวเองไม่ได้จนหลุดปากพูดเรื่องนี้ออกมาได้อย่างไรกัน!

เจียงไหลเดาะลิ้น มองดูแผ่นกระดาษสีเหลืองที่แปะอยู่บนหน้าผากของหลิวกั๋วหง “ยอมทำตัวว่าง่ายตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องทนทุกข์หรอก”

ยันต์สัจจะโดยทั่วไปแล้วเป็นยันต์ที่สำนักใช้ในการสอบสวนนักโทษ ไม่เพียงแต่จะทำให้คนควบคุมตัวเองไม่ได้จนต้องพูดความจริงออกมาเท่านั้น

แต่ในขณะเดียวกันยังทำให้คนที่ถูกยันต์รู้สึกเจ็บปวดราวกับมีมดนับแสนตัวมารุมกัดกินหัวใจอีกด้วย

เจียงไหลมองดูเหงื่อเม็ดโตที่ไหลย้อยลงมาจากหน้าผากของหลิวกั๋วหงอย่างไม่ขาดสายพลางถามต่อ “คนที่ติดต่อให้คุณส่งของคือใคร?”

“พวกเราติดต่อกันทางเดียวตลอด ฉันไม่รู้ฐานะของเขาหรอก แต่ในโทรศัพท์ของฉันมีบันทึกการโอนเงินของเขาอยู่!” หลิวกั๋วหงหอบหายใจอย่างรุนแรง

เจียงไหลได้คำตอบที่ตัวเองต้องการแล้ว จึงยื่นมือไปดึงยันต์สัจจะที่แปะอยู่บนหน้าผากของเขาออก

ทั่วทั้งร่างของหลิวกั๋วหงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทรุดตัวลงไปนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นราวกับสุนัขตกน้ำ

เจียงไหลหยิบโทรศัพท์มือถือของเขามาจากบนโต๊ะ หลังจากปลดล็อกแล้วก็เปิดดูบันทึกการโอนเงิน แล้วใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเองถ่ายรูปเก็บเอาไว้

หลังจากเก็บโทรศัพท์มือถือคืนแล้ว เธอก็ก้มตัวลงไปกระชากจี้ห้อยคอถังข่าที่แขวนอยู่ที่คอของหลิวกั๋วหงออก

แสงสีทองตรงระหว่างคิ้วพลันมลายหายไปทันทีตามการเคลื่อนไหวของเธอ

“แก!” หลิวกั๋วหงมองดูจี้ตกไปอยู่ในมือของเจียงไหล นัยน์ตาทั้งสองข้างก็แดงก่ำ พยายามตะเกียกตะกายจะแย่งกลับคืนมา

เจียงไหลขย้ำมือเบา ๆ จี้พลันแปรสภาพกลายเป็นผงธุลีร่วงหล่นลงมาจากปลายนิ้วของเธอ

“จะตื่นเต้นไปทำไม สิ่งนี้มันไม่ใช่ของของคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

บนจี้ถังข่ามีผ้ายันต์เปลี่ยนดวงและวิชาลับของสำนักที่ถูกขโมยมาติดอยู่ เพียงแต่คนที่ร่ายคาถานั้นใช้วิชาที่ชั่วร้าย

เพื่อที่จะทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ จึงต้องใช้ผลบุญของผู้อื่นเป็นค่าตอบแทน

หลิวกั๋วหงโกรธจนหัวแทบระเบิด กัดฟันกรอดพลางพูด “นี่มันบุกรุกสถานที่ส่วนบุคคล ฉันจะแจ้งตำรวจมาจับแก!”

“คุณหลิวลองคิดถึงตัวเองก่อนดีกว่าค่ะ”

เจียงไหลหลุบตาลงพลางใช้กระดาษทิชชูเช็ดมือ “เรื่องอุบัติเหตุรถชนตระกูลกู้ของเราตัดสินใจที่จะฟ้องร้องให้ถึงที่สุด คุณเตรียมรอรับหมายศาลจากทนายความของพวกเราได้เลย”

พูดจบเจียงไหลก็เดินจากไปทันที

สำหรับเธอแล้ว หลิวกั๋วหงที่ถูกคนอื่นใช้เป็นหมากตัวหนึ่ง ไม่มีค่าให้ใช้ประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้ว

เจียงไหลจัดการเรื่องของหลิวกั๋วหงเสร็จสิ้น ตอนที่กลับมาถึงคฤหาสน์เหอเฟิงก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว

เธอผลักประตูห้องใต้หลังคาออก ฝีเท้าที่ก้าวเข้าไปข้างในพลันหยุดชะงักทันที

ผ้าห่มสีขาวนวลถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นอย่างลนลาน น้ำสกปรกที่ผสมไปด้วยเส้นผมและฝุ่นละอองไหลเจิ่งนองไปทั่วทุกหนทุกแห่งบนพื้นไม้ของห้องใต้หลังคา

เจียงไหลหันหลังกลับไปมองคนใช้สองคนที่ยืนอยู่ที่หัวบันได “ใครทำ?”

คนใช้ของตระกูลกู้จะมีพื้นที่รับผิดชอบเฉพาะของตัวเอง ชั้นบนสุดมักจะถูกจัดสรรให้กับพวกเธอเป็นประจำ

“คุณหนูเจียงรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณไปพัวพันกับสิ่งสกปรกมาไม่ใช่เหรอ!” หนึ่งในคนใช้โบกมืออย่างรังเกียจ

“ใช่ค่ะ พวกเราไม่มีกะจิตกะใจจะมารังแกคุณหรอกนะคะ เผื่อคุณจะไปฟ้องคนอื่นอีก” คนใช้อีกคนรีบพูดเสริมทันที

เจียงไหลไม่คิดจะโต้เถียงกับพวกเธอ เธอยกถังน้ำสกปรกที่ยังเหลืออยู่ครึ่งถังในห้องขึ้นมาโดยตรง แล้วสาดใส่ร่างของพวกเธอทันที

“แก!” เสียงของทั้งสองคนสั่นระริกด้วยความโกรธ

ก่อนหน้านี้พวกเธอใช่ว่าจะไม่เคยทำเรื่องเกินเหตุแบบนี้มาก่อน แต่เจียงไหลเคยโต้ตอบสักครั้งที่ไหน? เธอได้แต่กล้ำกลืนความน้อยใจและอดทนมาตลอด!

“เอะอะโวยวายอะไรกัน!” พ่อบ้านดึงชุดสูทที่ยับยู่ยี่พลางเดินขึ้นมาบนชั้นบนสุดด้วยความหงุดหงิด

“กลางค่ำกลางคืนมาแหกปาก... ไม่สิ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!”

พ่อบ้านเกาะราวบันไดไว้ พยายามยืนให้มั่นคง

หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เขาก็ยิ้มเสแสร้งพลางปรายตามองเข้าไปในห้องแวบหนึ่ง

“ห้องนี้อยู่ไม่ได้แล้วล่ะ ห้องอื่น ๆ ตอนนี้ก็ยังทำความสะอาดไม่เสร็จ คงต้องลำบากคุณหนูเจียงไปนอนที่ห้องนั่งเล่นก่อนแล้วล่ะครับ”

“แล้วพวกเธอล่ะ จะจัดการยังไง?” เจียงไหลชี้ไปที่คนใช้สองคนที่เนื้อตัวเปียกปอน

“เงินเดือนของพวกเธอในเดือนนี้จะต้องถูกหักแน่นอนครับ” พ่อบ้านเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

เจียงไหลเหลือบตาขึ้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอันตราย

“ทำห้องของคนอื่นพังยับเยิน แค่บอกว่าหักเงินเดือนประโยคเดียวก็สามารถหักล้างได้แล้วงั้นเหรอ?”

กู้เชียนเหอสวมชุดนอนผ้าไหมสีชมพูเดินขึ้นมาตามบันไดพลางใช้มือบีบจมูก

“นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร น้องไม่เห็นจำเป็นต้องบีบคั้นกันขนาดนั้นเลยนี่นา”

เจียงไหลเอามือไพล่หลังพลางร่ายคาถา “คุณพี่ส่งคนมาทำงั้นเหรอคะ? พูดจาใจกว้างจังเลยนะ”

สีหน้าของกู้เชียนเหอแข็งค้างไปแวบหนึ่ง “ฉันเปล่านะ เธออย่าคิดไปเรื่อยสิ”

สิ้นเสียงคำพูด คนใช้ทั้งสองคนพลันชี้นิ้วไปที่กู้เชียนเหอทันที

“คุณหนูกู้เป็นคนสั่งให้พวกเราทำค่ะ!”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel