บทที่ 6 ชุดนอนของพี่สาวชุดเดียวก็เกินสามพันแล้ว
เจียงไหลไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกวาบหวามในใจของเผยจิ่งชวนเลยสักนิด
เธอซ่อนยันต์สื่อสารในกระเป๋าไว้ในฝ่ามือ พลังปราณอุ่นวาบที่เต้นเป็นจังหวะแผ่ซ่านอยู่รอบปลายนิ้วของเธอ
ดวงชะตาฟ้าประทานนี่ร้ายกาจจริงๆ แค่สัมผัสกันไม่กี่วินาที ก็ทำให้ยันต์ของเธอมีคลื่นพลังปราณที่แข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้!
เจียงไหลพกชาดบริสุทธิ์และกระดาษยันต์กลับมาที่ห้อง หลังจากลงกลอนประตูเรียบร้อยแล้ว เธอก็เปิดใช้งานยันต์สื่อสารทันที
ร่างกึ่งโปร่งแสงของชายชราค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหาวออกมาด้วยความเหนื่อยล้า
เจียงไหลรีบเล่าเรื่องราวประหลาดที่เธอพบเจอในวันนี้ให้ฟังก่อนเป็นอันดับแรก
“อาจารย์คะ เคล็ดวิชาลับของสำนักที่หายสาบสูญไปหลายปีกลับมาปรากฏที่นี่... ถ้าอย่างนั้น พวกคนทรยศที่หนีรอดไปได้ในตอนนั้น จะอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่าคะ?”
อาการง่วงงุนของตาเฒ่าหายไปเป็นปลิดทิ้ง นิ้วมือขยับคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิ้วที่ขมวดมุ่นไม่ยอมคลายออก
เขาโลดแล่นในแวดวงสำนักเร้นลับมานานหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องที่ไม่สามารถทำนายได้
และเรื่องนี้ดันมาเกิดขึ้นตอนที่เจียงไหลลงเขาเพื่อมาเผชิญด่านเคราะห์พอดี ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเคราะห์กรรมตามดวงชะตาของเธอ หรือมีใครบางคนบงการอยู่เบื้องหลังกันแน่
“ศิษย์รัก เรื่องนี้อาจารย์จะไปปรึกษากับพวกอาวุโสในสำนักอย่างละเอียด เคล็ดวิชาลับนี้ปรากฏขึ้นมาอย่างมีเงื่อนงำ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของเธอในตอนนี้คือต้องผ่านพ้นด่านเคราะห์ในตัวไปให้ได้ก่อน”
ร่างของตาเฒ่าลอยอยู่กลางอากาศพลางหมุนรอบตัวเจียงไหลเพื่อเอ่ยเตือน
“อาจารย์วางใจได้ค่ะ” เจียงไหลมองชายชราด้วยสายตาจริงจัง “แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคุณย่า ยังไงฉันก็ต้องสืบให้ถึงที่สุดค่ะ”
“ยัยเด็กคนนี้นี่! ตอนนี้ปีกกล้าขาแข็งอยู่ไกลหูไกลตา อาจารย์คนนี้สั่งสอนอะไรไม่ได้แล้วใช่ไหม!”
ตาเฒ่าหนวดเครารุงรังบ่นพึมพำข้างหูเจียงไหลไม่หยุด จนกระทั่งพลังงานของยันต์สื่อสารหมดลง เสียงพูดจ้อไม่หยุดนั้นถึงได้เงียบหายไป
เจียงไหลนวดขมับตัวเองอย่างเหนื่อยใจ
ไม่จำเป็นต้องให้อาจารย์ต้องมาคอยกังวลมากขนาดนั้นหรอก ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แน่นอนว่าเธอต้องรักชีวิตตัวเองมากขึ้นอยู่แล้ว
วันต่อมา
ตอนที่เจียงไหลตื่นขึ้นมาก็เกือบจะเที่ยงแล้ว
เธอสวมรองเท้าสลิปเปอร์เดินลงมายังห้องอาหารที่ชั้นล่าง คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะอาหารนอกจากกู้เชียนเหอและซ่งฉินแล้ว ยังมีชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อยอีกคนหนึ่งด้วย
เมื่อเขาสบตากับเจียงไหล เขาก็เบือนหน้าหนีไปเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว “ไหลไหล ตื่นแล้วเหรอ”
นี่คือพ่อบังเกิดเกล้าของเธอ... กู้อันชาง
คุณปู่กู้เป็นถึงบุคคลระดับแนวหน้าที่มีชื่อเสียงในวงการธุรกิจของหนานเฉิง แต่กู้อันชางกลับเป็นคนไม่เอาถ่านอย่างสิ้นเชิง
นับตั้งแต่เขามารับช่วงต่อกู้ซื่อกรุ๊ป บริษัทก็เผชิญกับการดิ่งลงเหวครั้งใหญ่ตั้งหลายครั้ง ดีที่ได้บารมีและรากฐานเก่าแก่ในอดีตช่วยพยุงไว้ให้ฟื้นตัวกลับมาได้
คงต้องบอกว่า อูฐที่ผอมโซก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า
“คุณกู้” เจียงไหลเอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงช้าๆ
ไม่นานนักสาวใช้ก็นำถ้วยและตะเกียบมาวางให้เธอ
“ช่วงนี้กินอยู่เป็นยังไงบ้าง มีอะไรไม่ชินไหม?” กู้อันชางเอ่ยถามไถ่ตามมารยาทพลางคีบกับข้าวให้เจียงไหล
“ก็ดีค่ะ”
เจียงไหลตอบแบบขอไปที แต่พอเห็นเนื้อกุ้งที่เพิ่มเข้ามาในถ้วย เธอก็ใช้ตะเกียบเขี่ยมันไปไว้ด้านข้างทันที
“ลูกชอบกินกุ้งที่สุดไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่กิน?” กู้อันชางสังเกตเห็นการกระทำของเจียงไหล คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ฉันแพ้กุ้งค่ะ” เจียงไหลวางตะเกียบลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คนที่ชอบกินกุ้งน่าจะเป็นพี่สาวมากกว่ามั้งคะ”
ตอนที่เธอเพิ่งกลับมาที่ตระกูลกู้ใหม่ๆ กู้อันชางก็คีบกุ้งให้เธอแบบนี้แหละ
ตอนนั้นเธอกลั้นใจกินมันเข้าไป คืนนั้นเลยถูกคนขับรถและสาวใช้หามส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน
เธอถึงขั้นช็อกจากการแพ้อย่างรุนแรงระหว่างทาง กว่าจะยื้อชีวิตกลับคืนมาได้ก็เกือบแย่
เรื่องที่สาวใช้ในบ้านยังจำได้แม่นยำ แต่กู้อันชางกลับทำเหมือนคนความจำเสื่อม
“ถ้าลูกไม่บอก พ่อจะไปรู้ได้ยังไงว่าแพ้กุ้ง?” กู้อันชางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะหันไปคีบของโปรดให้กู้เชียนเหอแทน
“จะสำออยอะไรนักหนา แค่กุ้งตัวเดียวไม่ทำให้ถึงตายหรอก”
เจียงไหลก้มหน้าตักข้าวเข้าปากเงียบๆ ไม่ตอบโต้คำพูดของเขา
“แล้วก็ช่วงนี้พ่อกำลังปรึกษากับแม่อยู่ เรื่องที่ลูกถูกทางมหาวิทยาลัยสั่งพักการเรียนเพราะไปก๊อบปี้วิทยานิพนธ์จบการศึกษา วันไหนจะกลับไปเรียนได้ก็ยังไม่รู้... ถ้ายังเรียนไม่จบแบบนี้ คนอื่นเขาจะมองว่าตระกูลกู้ของเราเป็นตัวตลกเอาได้”
น้ำเสียงของกู้อันชางฟังดูจริงจังขึ้นมาทันที
“ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ พ่อได้ติดต่อกับผู้ดูแลของมหาวิทยาลัยในอเมริกาไว้แล้ว หลังจากพวกเขาดูประวัติของลูก ก็ตกลงที่จะให้ลูกเข้าเรียนกลางคันได้”
เรียนต่อต่างประเทศงั้นเหรอ?
เจียงไหลไม่อยากแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ พวกเขาอ้างคำว่า 'ทำไปเพราะหวังดีกับเธอ' มาบังคับให้เธอทำนู่นทำนี่อยู่เสมอ
แต่ตัวเธอในตอนนี้รู้จักชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว ไม่ได้โง่ขนาดนั้น
“ฉันไม่ไปค่ะ” เจียงไหลพูดอย่างไม่รีบร้อน พลางใช้กระดาษทิชชูด้านข้างเช็ดมือ “ฉันเรียนจบแล้ว”
ซ่งฉินตบตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะชี้หน้าต่อว่าโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“เรียนจบ? เจียงไหล ต่อให้แกจะชอบโกหกแค่ไหน ก็ไม่ควรมาพูดจาเหลวไหลไร้สาระแบบนี้!”
“คุณนายกู้ไม่เชื่อเหรอคะ?”
เจียงไหลมองเธอด้วยรอยยิ้มกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ก่อนจะเดินขึ้นไปบนชั้นบนแล้วหยิบสมุดเล่มสีน้ำเงินเล่มหนึ่งลงมา โยนมันลงตรงหน้าของซ่งฉิน
ตัวอักษรสีทองปั๊มคำว่า 'ใบปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยหนานเฉิง' เด่นหราจนแทบจะทิ่มตาเธอ!
กู้เชียนเหอใช้หางตาเหลือบมองตัวอักษรบนนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้างจนแทบรักษาไว้ไม่อยู่
เป็นไปได้ยังไง!
ไม่ใช่ว่าเจียงไหลโดนตัดสิทธิ์สอบถาวรเพราะข่าวฉาวเรื่องก๊อบปี้งานหรอกเหรอ?
แล้วเธอไปเอาใบปริญญาบัตรใบนี้มาจากไหน!
กู้เชียนเหอกัดปลายลิ้นตัวเองแน่น ความเจ็บปวดช่วยเรียกสติกลับมาได้ไม่กี่ส่วน
“เรื่องที่น้องก๊อบปี้งาน เขารู้กันไปทั่วทั้งเมือง การที่น้องเอาใบปริญญาปลอมแบบนี้มาหลอกพวกเรา มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะคะ?”
สายตาของเธอจ้องจับผิดไปที่ใบปริญญาบัตรของเจียงไหล
“เรื่องก๊อบปี้งานน่ะ มันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ พี่รู้ดีแก่ใจที่สุดไม่ใช่เหรอคะ?” เจียงไหลย้อนถาม
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เธอเล่าแนวคิดวิทยานิพนธ์จบการศึกษาให้กู้เชียนเหอฟัง แต่พอส่งงานดันถูกทางคณะตัดสินว่าเป็นงานก๊อบปี้
กู้เชียนเหอใช้เงินซื้อตัวทุกคนที่รู้เรื่องนี้เอาไว้ ไม่ว่าเธอจะอธิบายหรือยื่นอุทธรณ์ยังไงก็ไม่มีใครรับฟัง
เธอถูกตราหน้าว่าเป็นพวกหัวขโมยอย่างจำใจ ในขณะที่กู้เชียนเหอกลับทำตัวใสซื่อน่าสงสาร
ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอช่วยเจรจากับทางมหาวิทยาลัยอย่างสุดความสามารถ และให้เวลาเธอสามวันในการปั่นวิทยานิพนธ์ฉบับใหม่ที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมขึ้นมา ปริญญาใบนี้ก็คงไม่มีทางมาอยู่ในมือเธอ
ตอนนั้นเธอไม่อยากให้คนในตระกูลกู้ต้องมากังวลกับเรื่องนี้ ก็เลยไม่ได้เอ่ยถึงรายละเอียดและผลลัพธ์ที่ตามมาเลยแม้แต่คำเดียว
เจียงไหลเก็บใบปริญญากลับคืนมา ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทั้งสามคน เธอกล่าวต่อว่า
“ฉันตั้งใจจะไปทำงานที่กู้ซื่อกรุ๊ปค่ะ”
หนังตาของกู้อันชางกระตุกขึ้นมาทันที
“ไหลไหล การเข้าไปทำงานในบริษัทไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ ถึงลูกจะเรียนจบแล้ว แต่ความสามารถของลูกก็ยังมีจำกัด”
เจียงไหลตอบกลับแบบไม่ยอมโอนอ่อน “ฉันเริ่มทำจากตำแหน่งล่างสุดก็ได้ค่ะ”
กู้ซื่อกรุ๊ปคือหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตของปู่กู้และย่ากู้ ภายใต้การบริหารที่เลอะเลือนของกู้อันชาง มันก็บอบช้ำสะบักสะบอมมามากพอแล้ว
แถมตอนนี้ยังมีเรื่องที่กู้เชียนเหอคอยขโมยโชคชะตาไปอีก ถ้าเธอยังเพิกเฉยไม่ทำอะไรเลย ผลลัพธ์ที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ
“ไว้รอให้สิงอวิ๋นกลับมาจากไปดูงานที่อเมริกาก่อนค่อยว่ากัน ลูกไม่ต้องรีบร้อน ช้าแค่วันสองวันไม่เป็นไรหรอก”
กู้อันชางโบกมือปัด ดึงประเด็นเมื่อสักครู่ออกไปอย่างลวกๆ
พูดจบเขาก็หยิบบัตรใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ใช้นิ้วกดแล้วเลื่อนมันมาตรงหน้าเจียงไหล
“ในบัตรนี้มีเงินอยู่สามพันหยวน เอาไปใช้ก่อนแล้วกัน”
เจียงไหลเหลือบมองบัตรบนโต๊ะ แววตาฉายแววไม่สบอารมณ์แวบหนึ่ง
“ชุดนอนของพี่สาวชุดเดียวก็เกินราคานี้แล้ว กล้าให้แค่นี้ได้ยังไงกันคะ?”