บท
ตั้งค่า

บทที่ 12 คราวหน้าคงไม่มีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกแล้ว

ณ ลานจอดรถ

กู้ฉีโย่วดื่มเหล้ามาจนขับรถไม่ไหว แต่พยายามโทรหาคนขับรถที่บ้านเท่าไรก็ติดต่อไม่ได้

เขาเดินโซเซไปพิงเสาประคองตัวไว้ ทันใดนั้น รถแท็กซี่สีเขียวคันหนึ่งก็แล่นมาจอดตรงหน้า

"ไปไหมครับ?" เสียงหนึ่งดังมาจากภายในรถ

กู้ฉีโย่วพยายามปรือตาขึ้นแล้วเปิดประตูเบาะหลัง "ไปคฤหาสน์เหอเฟิง"

ทันทีที่ก้าวเข้าไปนั่งในรถ กลิ่นเครื่องสำอางฉุนกึกก็ลอยมาแตะจมูก กู้ฉีโย่วขมวดคิ้วลืมตาขึ้น ตั้งท่าจะตะโกนบอกให้คนขับเปิดประตูรถ

แต่แล้วเขากลับต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่า... บนเบาะคนขับนั้นว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย!

"เชี่ยเอ๊ย!"

กู้ฉีโย่วทิ้งตัวลงกับเบาะหลังด้วยความตื่นตระหนก มือที่สั่นเทาคว้าที่จับประตูรถไว้แน่น

แรงบีบของเขาทำให้ที่จับหลุดติดมือออกมา แต่ประตูกลับไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออกเลย

ความรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคอทำให้เสียงหายใจของเขาเริ่มหอบและติดขัด

กู้ฉีโย่วตาเหลือก จวนเจียนจะหมดลมหายใจอยู่รำไร

วินาทีนั้นเอง แสงสีทองเจิดจ้าสายหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นโอบล้อมตัวเขาไว้ ก่อนที่รถแท็กซี่จะถูกพลังมหาศาลระเบิดออกจากภายในสู่ภายนอก!

ร่างของเขากระเด็นหลุดออกจากรถลงมานอนกองกับพื้น เขามองรถแท็กซี่ที่พุ่งชนอัดคาเสาด้วยความรู้สึกใจหายใจคว่ำ

เศษเถ้าถ่านของยันต์ที่มอดไหม้ค่อยๆ ร่วงหล่นออกจากกระเป๋าเสื้อของเขา

นี่มัน... ของที่เจียงไหลยัดใส่มือเขาเมื่อกี้งั้นเหรอ?

เจียงไหลเดินออกมาจากหลังเสาในลานจอดรถ เธอจ้องมองภาพตรงหน้าราวกับกำลังดูละครฉากหนึ่ง พร้อมเอ่ยทักทาย

"พี่สาม"

"เธอ... ของของเธอช่วยชีวิตฉันไว้เหรอ?" กู้ฉีโย่วกอบขี้เถ้าบนพื้นขึ้นมาพลางถามด้วยน้ำเสียงกึ่งสับสนกึ่งอึ้ง

เขารู้สึกตื่นเต็มตาตั้งแต่ตอนที่เห็นว่าเบาะคนขับไม่มีคนนั่งแล้ว และในวินาทีเฉียดตายนั้นเอง แสงสีทองที่ปะทุออกมาจากกระเป๋าเสื้อก็เป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเขาไว้

ปกติเขาไม่เคยมีนิสัยชอบพกอะไรไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท สิ่งเดียวที่เป็นไปได้ก็คือยันต์ที่เจียงไหลแอบยัดไว้ให้

"อืม" เจียงไหลตอบเสียงเรียบ "คราวหน้าคงไม่มีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกแล้วนะ"

"เดี๋ยวก่อน... มันทำแบบนี้ได้ยังไง?" กู้ฉีโย่วพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น แล้วรีบจ้ำอ้าวตามเจียงไหลที่กำลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

"นี่เธอรู้เรื่องพวกนี้จริงๆ เหรอ?" กู้ฉีโย่วเซ้าซี้ถามไม่หยุด

เจียงไหลหยุดชะงักอยู่กับที่ "เมื่อก่อนพี่สามเอาแต่บอกว่าเรื่องพวกนี้มันงมงายไม่ใช่เหรอ แล้วตอนนี้อยากรู้ทำไมล่ะ?"

"ฉัน..." กู้ฉีโย่วอึกอักพูดไม่ออก

ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่คิดว่าเจียงไหลแค่แสร้งทำเป็นทรงเจ้า และเคยแสดงกิริยาท่าทางร้ายกาจใส่เธอ

ทว่าเจียงไหลไม่เคยเก็บเอาคำพูดแดกดันของเขามาใส่ใจเลยสักครั้ง ทุกครั้งเธอมักจะส่งยิ้มให้เสมอ

แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของเธอในตอนนี้ กลับทำให้เขาเดาทางไม่ถูกเลย

กู้ฉีโย่วตั้งท่าจะยื่นมือไปดึงตัวเจียงไหลไว้เพื่อถามให้รู้เรื่อง แต่แล้วก็มีเสียงนิ่งๆ สบายๆ ดังขัดขึ้นมาจากด้านหลัง

"ไหนผู้กำกับกู้บอกว่าเกลียดคุณเจียงนักหนาไงครับ แล้วไหงตอนนี้ถึงเป็นฝ่ายตามตื๊อเธอไม่เลิกซะเองล่ะ?"

เขาหันไปมองตามเสียง และพบว่าจวงฮ่าวกำลังเดินตรงเข้ามาพร้อมกับเผยจิ่งชวน ซึ่งคนที่เอ่ยปากแซวเมื่อครู่ก็คือจวงฮ่าวนั่นเอง

"คุณชายจวง" กู้ฉีโย่วข่มอารมณ์แล้วทักทายกลับ

ช่วงนี้ตระกูลกู้มีโครงการหนึ่งที่ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากตระกูลจวง ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้เขาจะทำพังไม่ได้เด็ดขาด

จวงฮ่าวเดินผ่านเขาไปหน้าตาเฉย ตรงเข้าไปหาเจียงไหล "คุณเจียง ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วครับ"

"คุณชายจวงสุภาพเกินไปแล้วค่ะ" เจียงไหลยื่นมือไปสัมผัสทักทายตามมารยาท

สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่เผยจิ่งชวนซึ่งยืนอยู่ข้างๆ จวงฮ่าวทันที การชะงักไปไม่กี่วินาทีนั้นราวกับเป็นการถามกลายๆ ว่าทำไมเขาถึงมาโผล่ที่นี่ได้

เผยจิ่งชวนรับรู้ถึงสายตาของเจียงไหล เขาขยี้ดับมวนบุหรี่ในมือ "พวกเรามาทานข้าวที่ชีตู้น่ะ ไปด้วยกันไหม?"

"ตกลงค่ะ" เจียงไหลยกยิ้มมุมปากตอบรับ

ในเมื่อมีเผยจิ่งชวนอยู่ข้างๆ ยันต์ตามหาคนก็น่าจะแสดงผลลัพธ์ได้แม่นยำขึ้น

กู้ฉีโย่วเห็นเธอทำท่าจะเดินจากไป ก็รีบตะโกนเรียกด้วยความร้อนรน

"เจียงไหล คำถามที่ฉันถาม เธอยังไม่ได้ตอบเลยนะ!"

"พี่สามถามแล้วฉันจำเป็นต้องตอบด้วยเหรอคะ? สอบปากคำนักโทษอยู่หรือไง?”

เจียงไหลก้าวเดินต่อโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง พร้อมทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เธอไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งคลายความสงสัยให้กู้ฉีโย่วเสียหน่อย

"เธอ!" กู้ฉีโย่วมองแผ่นหลังของเจียงไหลที่เดินจากไปพร้อมกับชายหนุ่มอีกสองคนด้วยความโมโหจนแทบกระอักเลือด

เมื่อก่อนเจียงไหลไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา ทำไมตอนนี้ในสายตาของเธอถึงไม่มีเขาอยู่เลยล่ะ!

หลังจากแน่ใจว่ากู้ฉีโย่วไม่ได้ยินเสียงพวกตนแล้ว เจียงไหลจึงเอ่ยขึ้น "ฉันมาที่ชีตู้เพื่อตามหาคนน่ะค่ะ คงไม่ได้ไปทานข้าวกับพวกคุณแล้ว"

“ตามหาใครเหรอครับ? ให้พวกเราไปเป็นเพื่อนไหม?” จวงฮ่าวเสนอตัวทันควัน

"คนที่จะเข้าชีตู้ได้โปรไฟล์ไม่ธรรมดาทั้งนั้น เกิดไปล่วงเกินใครเข้าจะแย่เอา ใช่ไหมจิ่งชวน?”

พูดพลันใช้ศอกกระทุ้งแขนเผยจิ่งชวนเบาๆ

"อืม" สายตาของเผยจิ่งชวนลึกล้ำขึ้น

เจียงไหลได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนมุมปากก็ยิ่งกว้างขึ้น

ตอนแรกเธอยังคิดอยู่เลยว่าจะทำอย่างไรให้ยันต์ตามหาคนทำงานได้แม่นยำกว่านี้

แต่ตอนนี้ดวงชะตาฟ้าประทานมาอยู่ตรงหน้าคอยช่วยหนุน ปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลายได้อย่างง่ายดาย

เธอคว้าหมับเข้าที่มือของเผยจิ่งชวน พลังปราณอันอบอุ่นละมุนละไมหลั่งไหลออกจากยันต์ในชั่วพริบตา ก่อนจะค่อยๆ แผ่ซ่านไปจนถึงปลายนิ้ว

ยันต์ตามหาคนในกระเป๋าเสื้อถูกเติมเต็มด้วยพลังปราณ และมันได้ส่งสัญญาณบอกทิศทางเข้ามาในสมองของเธอทันที

เผยจิ่งชวนมองเจียงไหลที่กุมมือเขาแน่นราวกับกำลังจับผู้ร้ายด้วยความรู้สึกจนใจ เขาค่อยๆ แกะนิ้วมือของเธอออกทีละนิ้ว แล้วเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายกุมมือเธอในท่าทางจับมือกันตามปกติ

"เขาไม่จับมือกันแบบนั้นหรอกนะครับ คุณเจียง"

เจียงไหลยิ้มแก้เก้อด้วยความเขินอาย "คราวหน้าจะระวังค่ะ"

จวงฮ่าวเดินตามหลังทั้งสองคนมาห่างๆ โดยเว้นระยะไว้พอสมควร เรื่องขัดคอคนรักกันแบบนี้ เขาไม่ขอทำเด็ดขาด!

เจียงไหลจูงมือเผยจิ่งชวน เดินตามการนำทางของยันต์จนมาหยุดอยู่หน้าห้องส่วนตัวห้องหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล

ทว่าในขณะที่กำลังจะยื่นมือไปเคาะ ประตูคู่สไตล์ฝรั่งเศสก็ถูกผลักเปิดออกมาจากด้านใน

ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเงินนั่งอยู่ตรงกึ่งกลางโซฟาบุผ้ากำมะหยี่ และที่แทบเท้าของเขามีร่างของชายคนหนึ่งกำลังนั่งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

เจียงไหลเพ่งมอง และพบว่าคนคนนั้นก็คือเซี่ยวเถิงไม่ผิดแน่

"ประธานเผยกำลังตามหาหมอนี่อยู่เหรอครับ?"

ชายหนุ่มหรี่ดวงตาเจ้าชู้ ใบหน้าแต้มรอยยิ้มเพลย์บอยแฝงความขี้เล่น

"ข่าวสารของคุณชายเฮ่อว่องไวดีจังเลยนะครับ" รอยยิ้มของเผยจิ่งชวนไปไม่ถึงดวงตา

ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดเบื้องหลังคลับชีตู้ก็คือตระกูลเฮ่อ และชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าคนนี้ก็คือผู้นำตระกูลเฮ่อคนปัจจุบัน... เฮ่ออวิ๋นถิง

"สู้ประธานเผยไม่ได้หรอกครับ" เฮ่ออวิ๋นถิงแสร้งถอนหายใจ "แต่คนคนนี้ผมให้คุณไม่ได้หรอกนะ ผมยังต้องเก็บเขาไว้ใช้ประโยชน์อยู่"

สิ้นเสียงคำพูดนั้น ร่างของเซี่ยวเถิงก็ยิ่งสั่นเทิ้มรุนแรงขึ้น เขารีบใช้เข่าครูดพื้นถอยร่นไปข้างหลัง ปากพยายามพึมพำส่งเสียงอืออาแต่กลับไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมา

"ไม่ให้ก็ไม่ให้สิคะ คนพิการแบบนี้เอาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก" เจียงไหลส่งเสียงหึในลำคอ ก่อนจะละสายตาที่จ้องจับผิดกลับมาอย่างรวดเร็ว

สภาพของเซี่ยวเถิงเห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการถูกทรมานมาอย่างทารุณ พูดไม่ได้ เขียนหนังสือไม่ได้ การดันทุรังช่วยคนไร้ประโยชน์แบบนี้กลับไปก็ไม่มีความหมายอะไรเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงเรียงนามของเฮ่ออวิ๋นถิงเธอก็เคยได้ยินมาบ้างในชาติก่อน

ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์เพทุบาย การไปยุ่งเกี่ยวกับเขาก็เหมือนกับการรนหาที่ตาย

"คนนี้คือ...?" เฮ่ออวิ๋นถิงหันมามองเจียงไหลด้วยความสนใจ

"เจียงไหลค่ะ"

"ลูกสาวที่ตระกูลกู้เพิ่งรับกลับมาเมื่อปีที่แล้วงั้นเหรอ?" เฮ่ออวิ๋นถิงทำท่าครุ่นคิด พลันยื่นมือมาตรงหน้าเธอ "เฮ่ออวิ๋นถิงครับ"

เจียงไหลยื่นมือไปแตะทักทายสั้นๆ แล้วรีบชักมือกลับทันที

ดวงชะตาและโหงวเฮ้งของเฮ่ออวิ๋นถิงเป็นสิ่งที่เธออ่านไม่ออก บนหน้าผากของเขาเต็มไปด้วยแสงสีทองลึกลับและหมอกควันสีเทาจางๆ ที่ปะทะและหลอมรวมกันอยู่

ทั้งที่เป็นดวงชะตาสองรูปแบบที่ไม่ควรจะอยู่ร่วมกันได้แท้ๆ แต่พอมันมาอยู่บนตัวเขา กลับดูกลมกลืนอย่างน่าประหลาด

"ดวงชะตาของเขาแปลกมาก พวกเรากลับกันเถอะค่ะ" เจียงไหลละสายตากลับมา แล้วกระซิบกระซาบกับเผยจิ่งชวนเสียงเบา

เฮ่ออวิ๋นถิงมองออกถึงแววตาแปลกใจของเจียงไหล รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งดูสนุกสนานน่าค้นหามากขึ้น

"คุณเจียง... กำลังกลัวผมอยู่เหรอครับ?"
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel