5
หากข่าวนี้แพร่ออกไป คนทั้งวังคงคิดว่าฟ้าจะถล่มเป็นแน่
หลี่หยางเหอวางตะเกียบลง ก่อนหยิบผ้าขึ้นซับริมฝีปากอย่างสง่างาม จากนั้นจึงเงยหน้ามองสวี่สิ่นเอ๋อร์
สายตาคมกริบนั้นทำให้นางยืดหลังตรงโดยอัตโนมัติ
"ฝีมือของเจ้า..." เขาเว้นจังหวะ สิ่นเอ๋อร์แอบกลอกตาในใจ
มาอีกแล้ว ไอ้นิสัยพูดเว้นจังหวะให้คนอื่นหัวใจจะวายเนี่ย!
"นับว่าไม่เลว"
สิ่นเอ๋อร์ยิ้มทันที
"ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง เช่นนั้น หม่อมฉันรอดพ้นจากดาบของท่านองครักษ์แล้วใช่หรือไม่เพคะ"
จิ้งซินเหลือบมองนาง เหตุใดฟังแล้วเหมือนนางเสียดายชีวิตตัวเองมากกว่ากลัวท่านอ๋องกันนะ
หลี่หยางเหอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
"รอดพ้น ย่อมรอดพ้น..."
สิ่นเอ๋อร์กำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่กลับเห็นบุรุษตรงหน้าลุกขึ้นจากเก้าอี้
เขาก้าวเข้ามาหานางช้า ๆ
หนึ่งก้าว...
สองก้าว...
จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่ฉื่อ
สิ่นเอ๋อร์เผลอเกร็งตัว กลิ่นหอมสะอาดจาง ๆ จากร่างสูงลอยเข้ามาแตะปลายจมูก นางต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยจึงจะสบตากับเขาได้ หลี่หยางเหอก้มลงมาใกล้ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"แต่ในเมื่อเจ้าทำให้ลิ้นของข้าคุ้นเคยกับอาหารฝีมือเจ้าแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น หากไม่มีอาหารของเจ้าตั้งโต๊ะ" เขาหยุดเล็กน้อย สายตาคมสบกับดวงตาคู่สวยตรง ๆ
"หัวของเจ้าก็ยังต้องหลุดอยู่ดี สวี่สิ่นเอ๋อร์" รอยยิ้มบนใบหน้าของสิ่นเอ๋อร์แข็งค้างทันที
"หา"
"มีปัญหาหรือ"
"มะ...ไม่มีเพคะ" นางกัดฟันยิ้มหวาน
"หม่อมฉันยินดีอย่างยิ่งเพคะ"
"ดี" หลี่หยางเหอหมุนกายกลับไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้สิ่นเอ๋อร์ยืนยิ้มค้างอยู่เบื้องหลัง
ทันทีที่เขาหันหลัง ดวงตาของนางก็แทบพ่นไฟ
หน็อย... ไอ้อ๋องเจ้าเล่ห์ นี่มันไม่ใช่การไว้ชีวิตแล้ว นี่มันจับฉันเป็นทาสทำอาหารตลอดสามมื้อชัด ๆ นึกว่าตัวเองเป็นชินอ๋องแล้วจะใช้งานเชฟมิชลินอย่างข้าได้ตามใจหรืออย่างไร
สิ่นเอ๋อร์สูดลมหายใจลึก ก่อนก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
"เช่นนั้นหม่อมฉันทูลลาเพคะ"
"เดี๋ยวก่อน"
เท้าของนางชะงัก อะไรอีกล่ะ!
สิ่นเอ๋อร์หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนเสียจนมุมปากแทบกระตุก
"ท่านอ๋องยังมีสิ่งใดรับสั่งหรือเพคะ"
หลี่หยางเหอเหลือบมองจานเปล่าบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก
"พรุ่งนี้เช้า..." เขาเงยหน้ามองนาง
"ข้าไม่กินของซ้ำ"
สิ่นเอ๋อร์นิ่งไปสามอึดใจ
"เพคะ"
"และต้องดีกว่ามื้อนี้"
"เพคะ"
"ไปได้"
"หม่อมฉันทูลลาเพคะ" นางหมุนตัวเดินออกจากห้องทรงงานอย่างสง่างาม แต่ในใจกลับคำรามลั่นจนแทบสะเทือนหลังคาตำหนัก
ไอ้อ๋องลิ้นทองคำ เรื่องมากนักใช่ไหม!
ได้! พรุ่งนี้เช้าข้าจะทำให้ท่านรู้เองว่า การท้าทายเชฟมิชลินมีจุดจบอย่างไร
ส่วนหลี่หยางเหอยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคมทอดมองแผ่นหลังเล็กที่เดินจากไป ก่อนจะเหลือบมองจานอาหารที่ว่างเปล่าอีกครั้ง มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลายปีแล้ว ที่เขาไม่เคยรู้สึกว่าอาหารมื้อต่อไปเป็นสิ่งที่น่ารอคอยถึงเพียงนี้
หลังจากก้าวพ้นประตูตำหนักเหยาหมิง สวี่สิ่นเอ๋อร์ก็แทบถอนหายใจยาวจนหมดปอด รอยยิ้มหวานที่ฝืนประดับอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่พลันหายวับ เหลือเพียงสีหน้าปึ้งตึงราวกับพร้อมจะกัดหัวคนได้ทุกเมื่อ
ไอ้อ๋องประสาทกิน!
เรื่องมากยังไม่พอ ยังมีหน้ารับสั่งอีกว่า ‘พรุ่งนี้เช้าข้าไม่กินของซ้ำ และต้องดีกว่ามื้อนี้’
คิดว่าข้าเป็นเทพเซียนเสกอาหารได้หรืออย่างไร
นางเดินกระแทกส้นเท้าเบา ๆ กลับมายังครัวใหญ่ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ทว่าทันทีที่ย่างเท้าข้ามธรณีประตู เสียงพูดคุยจอแจภายในครัวก็เงียบกริบลงในพริบตา
บรรดาพ่อครัว ลูกมือ และสาวใช้ต่างพากันขยับตัวไปยืนเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียง ก่อนโค้งกายคารวะนางด้วยความเคารพยำเกรงเสียยิ่งกว่าเห็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่
"ท่านอาจารย์สวี่ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ"
พ่อครัวใหญ่รีบถลันเข้ามาหา สีหน้าลุ้นระทึกยิ่งกว่ารอประกาศผลสอบจอหงวน
"ท่านอ๋องเสวยหรือไม่ขอรับ"
สิ่นเอ๋อร์ปรายตามองเขา ก่อนตอบสั้น ๆ
"หมดจานเจ้าค่ะ"
กริบ... ทั้งห้องครัวตกอยู่ในความเงียบไปชั่วอึดใจ
จากนั้น
"หมดจาน"
"สวรรค์มีตา"
"รอดแล้ว พวกเรารอดแล้ว"
เสียงเฮดังสนั่นจนแทบยกหลังคาครัวให้เปิดออก ลูกมือคนหนึ่งถึงกับยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม ส่วนพ่อครัวใหญ่ยกมือทาบอก น้ำตาคลอเบ้า มองสิ่นเอ๋อร์ด้วยสายตาเลื่อมใสราวกับนางเป็นเทพเซียนลงมาโปรดสัตว์
"ท่านอาจารย์สวี่ ต่อจากนี้ ในครัวแห่งนี้คำของท่านคือคำขาด ไม่ว่าท่านต้องการวัตถุดิบใด เครื่องครัวชนิดไหน หรืออยากให้ผู้ใดช่วยงาน เพียงเอ่ยปาก พวกข้าจะจัดหามาให้ทันที"
สิ่นเอ๋อร์มองคนตรงหน้าพลางถอนหายใจ ทั้งขำทั้งเอ็นดู นางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นนวดขมับ
"เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้สิ่งที่พวกเราควรกังวลคือมื้อเช้าพรุ่งนี้"
"มื้อเช้า"
พ่อครัวใหญ่ชะงักไปเล็กน้อย
"ทำไมหรือขอรับ ในเมื่อวันนี้ท่านอ๋องเสวยได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าก็ทำเมนูเดิมถวายซ้ำก็สิ้นเรื่อง"
"ไม่ได้เจ้าค่ะ" สิ่นเอ๋อร์ขัดขึ้นทันที
"ท่านอ๋องรับสั่งไว้ชัดเจนว่า ไม่เสวยของซ้ำ และต้องดีกว่ามื้อนี้ด้วย"
พ่อครัวใหญ่ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเข่าจะอ่อนยวบจนแทบทรุด
"มะ...ไม่กินของซ้ำ" เขาอ้าปากค้าง
"พระองค์ทรงจดจำรสชาติอาหารได้ละเอียดถึงเพียงนั้นเลยหรือ แล้วมื้อเช้าจะทำอย่างไรเล่าขอรับ อาหารยามเช้าส่วนใหญ่ก็มีเพียงโจ๊ก หมั่นโถว น้ำเต้าหู้ ไข่นึ่ง หรืออาหารเบา ๆ ไม่กี่อย่างเท่านั้น"
สิ่นเอ๋อร์นิ่งคิด ยามเช้าเป็นช่วงที่กระเพาะยังไม่พร้อมรับอาหารหนัก โดยเฉพาะคนป่วยอย่างหลี่หยางเหอที่ทั้งลิ้นรับรสผิดเพี้ยนและมีอาการคลื่นไส้ง่าย หากยกของมัน ของเค็มจัด หรืออาหารกลิ่นแรงไปถวาย มีหวังอาการเดิมได้กลับมาอีกแน่
โจ๊กธรรมดาเบาเกินไป แถมซ้ำแนวเดิม น้ำซุปก็เพิ่งทำไป งั้นต้องเป็นของที่นุ่ม ย่อยง่าย แต่มีมิติของรสชาติพอให้ลิ้นตื่นตัว
สิ่นเอ๋อร์ยกนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ ก่อนดวงตาจะพลันสว่างขึ้น
"ท่านลุง ในคลังมีชาเขียวชั้นดี ไข่ไก่สด แล้วก็นมสดหรือไม่เจ้าคะ"
"มีขอรับ" พ่อครัวใหญ่รีบตอบ
"วังอ๋องมีชาหลงจิ่งพระราชทาน ไข่ไก่สดส่งทุกวัน ส่วนนมสดก็มีจากคอกหลวงขอรับ"
"ดีมาก" สิ่นเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวาววับ
"พรุ่งนี้เช้า ข้าจะทำ ‘ไข่นึ่งหลงจิ่งซอสรสกลมกล่อม’ ให้ท่านอ๋องลิ้มลอง" พ่อครัวใหญ่กะพริบตาปริบ ๆ
"อู...อะไรนะขอรับ"
