บทย่อ
เขาคือ ชินอ๋องผู้เลื่องชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ผู้มีโรคประหลาด ลิ้นรับรสผิดเพี้ยนจนเสวยอาหารไม่ได้ และเคยสั่งประหารแม่ครัวมาแล้วถึงแปดคน ส่วนนางคือ เชฟมิชลินจากโลกปัจจุบัน ที่ดันทะลุมิติมาอยู่ในร่างนางโลมขี้โรค ซึ่งถูกซื้อตัวเข้าวังอ๋องเพื่อเป็นแม่ครัวคนที่เก้า เมื่อชีวิตต้องแขวนอยู่บนปลายคมดาบ สวี่สิ่นเอ๋อร์จึงไม่มีทางเลือก นอกจากงัดศาสตร์การทำอาหารสุดล้ำมาประยุกต์กับวัตถุดิบโบราณ เปลี่ยนซุปไก่ธรรมดาให้กลายเป็นรสชาติที่ทำให้บุรุษผู้ไม่เคยกินอาหารได้มาหลายปีถึงกับชะงัก จากแม่ครัวที่ทุกคนรอวันถูกตัดหัว กลับค่อย ๆ กลายเป็นคนเดียวที่ชินอ๋องยอมเสวยอาหารฝีมือ แต่ยิ่งนางรักษาลิ้นของเขาได้มากเท่าไร หัวใจของท่านอ๋องก็ยิ่งป่วยหนักขึ้นเท่านั้น "อาหารของเจ้า ข้ากินได้ "แล้วอย่างอื่นล่ะเพคะ" "อย่างอื่น ข้าก็อยากกินเช่นกัน" เมื่อเชฟสาวปากแซ่บ ต้องรับมือกับท่านอ๋องผู้เย็นชานอกวัง แต่ขี้อ้อนและขี้หวงเวลาอยู่กับนาง เรื่องราวความรักสุดฟินจึงเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางกลิ่นหอมของอาหารสุดสร้างสรรค์ และแผนร้ายในราชสำนักที่พร้อมจะพรากทั้งชีวิตและหัวใจของทั้งสองไปทุกเมื่อ
1
"นี่ยังไม่ตื่นอีกหรือ หากยามอู่น้ำซุปยังตั้งโต๊ะไม่ทัน หัวของเจ้ากับหัวของข้าได้หลุดจากบ่าพร้อมกันแน่"
เสียงตะโกนแสบแก้วหูดังสนั่น พร้อมแรงกระชากที่หัวไหล่อย่างแรง ทำให้สวี่สิ่นเอ๋อร์สะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงง
กลิ่นควันไฟ กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นเครื่องเทศฉุนจัดพุ่งเข้าปะทะจมูกจนแทบหายใจไม่ทัน
เดี๋ยวนะ นี่มันไม่ใช่ห้องครัวมิชลินสามดาวของฉันนี่
ภาพตรงหน้าไม่ใช่ครัวสเตนเลสสะอาดสะอ้านที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำอาหารทันสมัย หากแต่เป็นครัวหลวงขนาดใหญ่ เตาถ่านหลายสิบเตาเรียงราย ควันสีเทาลอยอวลไปทั่วจนแทบมองไม่เห็นอะไร
เบื้องหน้าของนางคือชายวัยกลางคนในชุดพ่อครัวโบราณ ใบหน้าดำคล้ำเปื้อนเขม่าควัน ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอน กำลังจ้องนางไม่วางตา
"มัวแต่มองหน้าข้าทำไม สวี่สิ่นเอ๋อร์ รีบไปยกหม้อซุปสิ ชินอ๋องมีรับสั่งไว้ หากวันนี้รสชาติอาหารยังทำให้พระองค์ทรงอาเจียนอีก เจ้า..." พ่อครัวยกนิ้วชี้มาทางนาง นิ้วที่สั่นระริกเผยให้เห็นความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด
"หัวของเจ้าต้องหลุดจากบ่าแน่ เป็นคนที่เก้าพอดี"
"หา หัวหลุดคนที่เก้า" สิ่นเอ๋อร์รีบยกมือขึ้นคลำศีรษะของตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะก้มสำรวจร่างกายด้วยสัญชาตญาณของเชฟ
ร่างนี้ผอมบางจนแทบเหลือแต่กระดูก ผิวขาวซีดไร้เลือดฝาด ริมฝีปากแห้งแตก เสื้อผ้าป่านเก่า ๆ ที่สวมอยู่มีรอยปะหลายแห่งและเปื้อนคราบสกปรก ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ร่างของเชฟสาวผู้ยืนอยู่หน้าเตาในร้านอาหารระดับโลกเมื่อครู่ แล้วความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็ทะลักเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำเชี่ยว
สวี่สิ่นเอ๋อร์ นางโลมขี้โรคแห่งหอจันทรา ถูกขายออกจากหอคณิกาในราคาถูก เพราะร่างกายอ่อนแอ ก่อนจะถูกพ่อครัวใหญ่ซื้อตัวมาหวังใช้เป็นลูกมือในครัววังอ๋อง
"ทะลุมิติงั้นหรือ" นางพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ
"ยังจะมายืนเหม่ออีก" พ่อครัวใหญ่แทบจะร้องไห้ออกมา
"รู้หรือไม่ว่าแม่ครัวแปดคนก่อนหน้าตายเพราะอะไร ก็เพราะทำอาหารรสชาติเหมือนขยะให้ท่านอ๋องเสวยน่ะสิ"
เขารีบลากนางมาหยุดหน้าเตา ก่อนชี้ไปยังหม้อซุปใบใหญ่ที่กำลังเดือดปุด ๆ
"ข้าอุตส่าห์เมตตาซื้อตัวเจ้ามาจากหอจันทรา หวังให้มาช่วยประคองหม้อซุป อย่างน้อยยังพอมีชีวิตรอดไปด้วยกัน แต่ถ้าเจ้าทำให้ท่านอ๋องทรงอาเจียนอีก ข้าไม่ช่วยเจ้าแน่"
สิ่นเอ๋อร์ก้มลงมองในหม้อ น้ำซุปไก่ถูกเคี่ยวจนงวด ไขมันสีเหลืองลอยเป็นแผ่นหนา ส่งกลิ่นคาวคลุ้งปนกลิ่นสมุนไพรที่ต้มจนเสียรส
เพียงสูดหายใจเข้า นางก็แทบสำลัก
นี่มันซุปไก่หรือน้ำล้างเท้ากันแน่
มิน่าท่านอ๋องถึงสั่งตัดหัวแม่ครัว
ด้วยประสบการณ์ของเชฟมิชลิน นางแทบวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยได้ทันที
โรคลิ้นรับรสผิดเพี้ยน ประกอบกับความผิดปกติของระบบรับรสและการตอบสนองต่อกลิ่นอาหาร หากเจอซุปเลี่ยนจัด คาวจัด และเต็มไปด้วยไขมันแบบนี้ ต่อให้คนปกติก็ยังพะอืดพะอม นับประสาอะไรกับผู้ป่วย
"ซุปแบบนี้" สิ่นเอ๋อร์เอ่ยเรียบ ๆ พลางใช้ทัพพีคนเบา ๆ
"ยกไปถวายก็ไม่ต่างจากยื่นคอเข้าหาคมดาบ"
"เจ้าว่าอะไรนะ" พ่อครัวใหญ่เบิกตากว้าง
"กล้าดีอย่างไรมาวิจารณ์ซุปของข้า"
สิ่นเอ๋อร์ถอนหายใจยาว ก่อนวางทัพพีลงอย่างใจเย็น
"หากอยากตาย ก็ยกไปถวายได้เลยเจ้าค่ะ" พูดจบ นางเหมือนนึกได้ว่าตนเองเพิ่งทะลุมิติมา จึงรีบแก้คำ
"เอ่อ... ข้าหมายความว่า หากยกซุปนี้ไปถวาย ท่านอ๋องไม่มีทางเสวยลงแน่นอนเจ้าค่ะ"
"เจ้า..." พ่อครัวใหญ่ทั้งโกรธทั้งตกใจ แต่กลับเถียงไม่ออก
สิ่นเอ๋อร์ไม่รอให้เขาพูดต่อ นางหยิบผ้ากันเปื้อนเก่าขึ้นมาผูกเอวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับการผูกผ้ากันเปื้อนคือพิธีกรรมที่ทำมานับพันครั้ง
ดวงตาซึ่งเคยสับสนเมื่อครู่ บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นแน่วแน่และเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
เชฟมิชลินสามดาวไม่เคยยอมแพ้ต่อวัตถุดิบ ต่อให้มีเพียงหม้อซุปห่วย ๆ กับครัวโบราณ นางก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้
"ทุกคนถอยไป" น้ำเสียงของนางหนักแน่นจนคนทั้งครัวเผลอชะงัก
"ขอเวลาข้าสิบเค่อ" นางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
"ข้าจะเปลี่ยนหม้อซุปที่กำลังรอส่งคนลงนรกใบนี้ ให้กลายเป็นซุปที่ช่วยชีวิตพวกเราทุกคนเอง"
ณ ตำหนักเหยาหมิง
บรรยากาศภายในห้องทรงงานเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ แสงอาทิตย์ยามสายสาดผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย ตกกระทบโต๊ะทรงงานที่กองเต็มไปด้วยฎีกาและเอกสารราชการ
บุรุษในชุดฉลององค์สีดำปักดิ้นทองประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะอย่างสง่างาม
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับสลักจากหยกชั้นเลิศ คิ้วเข้มทอดยาว ดวงตาลึกล้ำเย็นเยียบ ทว่าความงดงามนั้นกลับถูกบดบังด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดอยู่ในแววตา
บุรุษผู้นั้นคือชินอ๋องหลี่หยางเหอ อนุชาองค์จักรพรรดิ ผู้เลื่องชื่อทั้งด้านความสามารถและความโหดเหี้ยม
เขายกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ ก่อนหลับตาลงอย่างอ่อนล้า
หลายปีมานี้ โรคประหลาดที่ติดตัวมาตั้งแต่ถูกลอบวางยาพิษ ทำให้ชีวิตของเขาแทบไม่ต่างจากการทรมาน
อาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเลิศรสเพียงใด เมื่อเข้าปากกลับกลายเป็นรสขม รสเฝื่อน หรือไม่ก็ส่งกลิ่นเหม็นจนชวนคลื่นไส้
หลายครั้ง เพียงแค่ได้กลิ่นอาหารก็ทำให้เขาอาเจียนจนแทบหมดแรง
"เรียนท่านอ๋อง" เสียงขององครักษ์จิ้งซินดังขึ้นอย่างระมัดระวัง
"อาหารยามอู่จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ"
"ยกออกไป" หลี่หยางเหอตอบโดยไม่แม้แต่จะลืมตา
"ข้าไม่หิว" น้ำเสียงเรียบนิ่ง หากแฝงแรงกดดันจนคนฟังไม่กล้าหายใจแรง
จิ้งซินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรวบรวมความกล้ากล่าวต่อ
"แต่...แม่ครัวคนใหม่เรียนว่า ซุปถ้วยนี้เป็นสูตรพิเศษ รับรองว่าท่านอ๋องไม่เคยเสวยมาก่อนพะยะค่ะ"
คราวนี้หลี่หยางเหอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบปรายมองชามดินเผาที่บ่าวรับใช้กำลังวางลงบนโต๊ะ ก่อนริมฝีปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
"สูตรพิเศษ" เขาแค่นหัวเราะเบา ๆ
"แม่ครัวคนที่แปดก็เคยพูดเช่นนี้ ก่อนที่หัวของนางจะหลุดจากบ่า"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บ่าวรับใช้ทุกคนต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
หลี่หยางเหอทอดสายตามองชามซุปตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้
แต่เพียงชั่วอึดใจ คิ้วเข้มของเขากลับขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ
ซุปถ้วยนี้ แตกต่างจากทุกถ้วยที่เขาเคยเห็น
น้ำซุปใสกระจ่างราวกับผลึกแก้ว ไม่มีคราบไขมันลอยแม้เพียงหยดเดียว ไม่มีเศษเนื้อหรือฟองขุ่นให้รำคาญสายตา
หากมองผ่าน ๆ คงนึกว่าเป็นเพียงน้ำร้อนธรรมดา
ทว่าเมื่อไอร้อนค่อย ๆ ลอยขึ้น กลับพากลิ่นหอมละมุนของเนื้อไก่และสมุนไพรโบราณแทรกซึมเข้ามาอย่างแผ่วเบา
ไม่ฉุน...
ไม่เลี่ยน...
ไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อย
กลิ่นนั้นกลับสะอาด สดชื่น และชวนให้ลำคอที่แห้งผากรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
ดวงตาของหลี่หยางเหอฉายแววครุ่นคิด
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เพียงแค่ได้กลิ่นอาหาร เขากลับไม่รู้สึกคลื่นไส้

