6
สิ่นเอ๋อร์ชะงัก
"เอาเป็นว่า พรุ่งนี้ท่านก็จะรู้เองเจ้าค่ะ"
ยามเช้าวันต่อมา ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี ครัวใหญ่ของวังอ๋องก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด
สิ่นเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าโต๊ะเตรียมอาหาร สีหน้าจริงจังกว่าทุกครั้ง
นางตอกไข่ไก่สดลงในชาม ตีให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันอย่างนุ่มนวล จากนั้นค่อย ๆ เติมน้ำซุปใสเข้มข้นที่มีกลิ่นชาหลงจิ่งเจืออยู่เพียงบางเบา เพื่อช่วยตัดกลิ่นคาวของไข่ สิ่งสำคัญคือไม่ตีแรงจนเกิดฟอง
หลังจากนั้นนางนำส่วนผสมไปกรองผ่านผ้าขาวบางถึงสามครั้ง จนเนื้อไข่เรียบเนียนไร้ตะกอนและฟองอากาศ
พ่อครัวใหญ่ยืนมองอย่างสงสัย
"เหตุใดต้องกรองหลายครั้งถึงเพียงนี้ขอรับ"
"เพราะข้าต้องการให้เนื้อไข่เนียนเหมือนหยก หากมีฟองหรือเศษไข่จับตัว เนื้อจะไม่ละเอียด"
"เพียงไข่นึ่งถ้วยเดียว ต้องพิถีพิถันถึงเพียงนี้เลยหรือ"
"อาหารที่ดูง่ายที่สุด มักหลอกคนทำได้ง่ายที่สุด"
สิ่นเอ๋อร์เทไข่ลงในถ้วยกระเบื้อง ปิดฝา ก่อนนำขึ้นนึ่งด้วยไฟอ่อน
"จำไว้ ห้ามให้น้ำเดือดพล่าน"
"เพราะอะไรขอรับ"
"ไอน้ำแรงเกินไปจะทำให้เนื้อไข่เป็นรูพรุนและกระด้าง ข้าต้องการให้ความร้อนค่อย ๆ ซึมเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ" ลูกมือหลายคนพยักหน้าหงึกหงัก ราวกับกำลังฟังอาจารย์ถ่ายทอดวิชาลับ
ส่วนซอสราดหน้า สิ่นเอ๋อร์ใช้เห็ดหอมแห้งแช่น้ำจนคืนตัว ก่อนนำมาต้มเคี่ยวกับน้ำซุปใสให้ได้รสหวานกลมกล่อมตามธรรมชาติ จากนั้นใช้แป้งรากบัวเพียงเล็กน้อยช่วยให้ซอสมีความใสข้นบาง ๆ คล้ายกระจก
ส่วนกุ้งสด นางสับหยาบ ปรุงรสเบา ๆ แล้วลวกด้วยไฟอ่อนเพียงครู่เดียว เพื่อรักษาความหวานฉ่ำของเนื้อ
เมื่อเปิดฝาหม้อนึ่งออก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไข่ ชาหลงจิ่ง และน้ำซุปเห็ดก็ลอยอบอวลไปทั่วครัว
พ่อครัวใหญ่ถึงกับชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ ๆ
"สวรรค์ นี่มันไข่นึ่งจริงหรือ"
ผิวหน้าไข่เนียนเรียบ ไม่มีรูพรุนแม้แต่น้อย สีเหลืองนวลละมุนราวหยกอ่อน เมื่อเขย่าถ้วยเบา ๆ เนื้อไข่ก็ไหวตัวนุ่มนวลดั่งเจลเนื้อดี
สิ่นเอ๋อร์ราดซอสเห็ดใสลงด้านบน ก่อนวางกุ้งชิ้นเล็กตรงกลางและแต่งด้วยยอดต้นหอมอ่อน
"รีบยกไปถวายเถอะเจ้าค่ะ ต้องเสวยตอนอุ่นกำลังดี"
ณ ตำหนักเหยาหมิง หลี่หยางเหอประทับอยู่หลังโต๊ะทรงงานเช่นเคย ใบหน้าคมคายยังคงเย็นชาไม่ต่างจากทุกวัน ทว่าดวงตากลับเหลือบไปทางประตูตำหนักเป็นระยะอย่างไม่รู้ตัว
จิ้งซินที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านข้างเห็นทุกอย่างชัดเจน จึงได้แต่ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
ท่านอ๋องผู้ไม่เคยสนใจว่าอาหารจะยกมาเมื่อไร บัดนี้กลับตื่นมารอตั้งแต่เช้าเสียอย่างนั้น
"เรียนท่านอ๋อง แม่ครัวสวี่นำสำรับเช้ามาถวายแล้วพะยะค่ะ"
"เข้ามา" หลี่หยางเหอตอบทันที ก่อนจะชะงักเล็กน้อยแล้วปรับน้ำเสียงให้กลับมาเรียบนิ่งดังเดิม
สวี่สิ่นเอ๋อร์ยกถาดอาหารเข้ามาด้วยตัวเอง นางวางถ้วยกระเบื้องสีขาวลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ก่อนเปิดฝาออก
กลิ่นหอมสะอาดของชาเขียวผสมกับกลิ่นเห็ดหอมและไข่นึ่งลอยขึ้นมาอย่างละมุน
หลี่หยางเหอก้มมองสิ่งที่อยู่ในถ้วย เนื้อไข่สีเหลืองนวลละเอียดเรียบ ราดด้วยซอสใสประกายทองอ่อน ๆ ตรงกลางมีกุ้งชิ้นเล็กวางอยู่ ดูเรียบง่ายแต่ประณีต
"เมนูนี้คืออะไร" เขาเอ่ยถาม สิ่นเอ๋อร์ย่อกายเล็กน้อย
"เรียนท่านอ๋อง เมนูนี้คือ ‘ไข่นึ่งหลงจิ่งซอสกลมกล่อม’ เพคะ"
หลี่หยางเหอเลิกคิ้ว
"ชื่อฟังดูใหญ่โต"
"อาหารธรรมดา หากชื่อธรรมดาเกินไปก็ไม่น่าตื่นเต้นสิเพคะ"
จิ้งซินก้มหน้าทันที นางกล้าพูดเล่นกับท่านอ๋องแต่เช้าอีกแล้ว
สิ่นเอ๋อร์รีบอธิบายต่อก่อนจะถูกจับผิด
"ยามเช้า กระเพาะไม่ควรรับอาหารหนัก หม่อมฉันจึงใช้ไข่สดผสมกับน้ำซุป แล้วแต่งกลิ่นด้วยชาหลงจิ่งเพื่อตัดความคาวและความเลี่ยน นึ่งด้วยไฟอ่อนเพื่อให้เนื้อไข่นุ่มที่สุดเพคะ"
หลี่หยางเหอมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบช้อนขึ้น
เมื่อช้อนแตะลงบนเนื้อไข่ เนื้อสัมผัสนุ่มลื่นจนแทบไม่ต้องออกแรง
เขาตักขึ้นมาหนึ่งคำแล้วส่งเข้าปากช้า ๆ ทันทีที่ไข่นึ่งสัมผัสลิ้น เนื้อเนียนละเอียดก็แทบละลายหายไปในทันที
รสไข่อ่อนนุ่มไร้กลิ่นคาว ตามมาด้วยกลิ่นหอมบางเบาของชาหลงจิ่งที่ช่วยให้สดชื่น ขณะที่ซอสเห็ดให้รสกลมกล่อมลึกแบบธรรมชาติ ส่วนกุ้งหวานฉ่ำเพิ่มเนื้อสัมผัสเพียงเล็กน้อยโดยไม่หนักท้อง
ไม่มีรสจัด ไม่มีความเลี่ยน แต่กลับมีรสชาติชัดเจนพอดี
หลี่หยางเหอชะงักไปเพียงอึดใจ ก่อนตักคำที่สอง
คำที่สาม คำที่สี่ จิ้งซินยืนมองตาค้าง เพียงไม่นาน ไข่นึ่งทั้งถ้วยก็หมดเกลี้ยง แม้แต่ซอสที่ก้นถ้วยก็แทบไม่เหลือ
สิ่นเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็อดยกมุมปากไม่ได้ ไหนว่าเรื่องมากนักหนา กินเสียหมดเกลี้ยงเชียวนะ ท่านอ๋องลิ้นทองคำ
หลี่หยางเหอวางช้อนลงช้า ๆ ความอุ่นสบายในกระเพาะทำให้สีหน้าที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาหยิบผ้าขึ้นซับริมฝีปาก ก่อนปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า
"รสชาติ..." เขาเว้นจังหวะอีกครั้ง สิ่นเอ๋อร์แทบกลอกตาขึ้นฟ้า ไอ้นิสัยชอบเว้นจังหวะให้คนอื่นหัวใจจะวายนี่ เมื่อไรจะเลิกเสียที
"พอใช้ได้" สิ่นเอ๋อร์ยิ้มทันที
พอใช้ได้… ถ้วยแทบจะถูกเลียสะอาดอยู่แล้ว ยังจะวางท่าอีก แต่ภายนอกนางยังคงย่อกายอย่างเรียบร้อย
"ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง เช่นนั้นหม่อมฉัน..."
"เดี๋ยวก่อน" เสียงทุ้มดังขัดขึ้น สิ่นเอ๋อร์ชะงัก
หลี่หยางเหอพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบจับจ้องใบหน้าของนางอย่างไม่กะพริบ
"เจ้าบอกว่า ก่อนเข้าวังอ๋อง เจ้าอยู่ที่หอจันทรา"
หัวใจของสิ่นเอ๋อร์กระตุกวูบ
"เพคะ" นางตอบตามความทรงจำของร่างเดิม
"สตรีจากหอคณิกา" เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะช้า ๆ
"เหตุใดจึงมีฝีมือทำอาหารพิสดาร เข้าใจเรื่องการควบคุมความร้อน การย่อยอาหาร และการรับรสละเอียดถึงเพียงนี้" น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่บรรยากาศทั้งห้องกลับเย็นวาบลงทันที
จิ้งซินเลื่อนมือไปแตะด้ามดาบข้างเอวตามสัญชาตญาณ
หลี่หยางเหอหรี่ตาลงเล็กน้อย
"เจ้าเป็นใครกันแน่ สวี่สิ่นเอ๋อร์" หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นทันที
เอาแล้วไง ไอ้อ๋องลิ้นทองคำนี่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาจริง ๆ ด้วย จะให้บอกหรือว่า นางเป็นเชฟมิชลินจากโลกอนาคตที่วูบตายแล้วทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ พูดออกไปมีหวังไม่ได้ถูกตัดหัวเพราะทำอาหารหรอก คงถูกจับเผาในฐานะปีศาจแทน
สิ่นเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติให้มั่นคง ก่อนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบดวงตาคมคู่นั้นอย่างไม่หลบเลี่ยง
"เรียนท่านอ๋อง" นางยกยิ้มบาง น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง
"หม่อมฉันจะกล้ามีความลับอันใดปกปิดพระองค์ได้เล่าเพคะ"
ความเงียบปกคลุมห้องทรงงานจนบรรยากาศกดดันแทบไร้อากาศให้หายใจ
หลี่หยางเหอทอดสายตาคมกริบมองสตรีร่างเล็กตรงหน้าอย่างพิจารณา ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าซีดเซียวนั้น ส่วนจิ้งซินที่ยืนอยู่ด้านข้างก็เลื่อนมือไปแตะด้ามดาบตามสัญชาตญาณ จนรังสีเย็นเยียบแผ่ออกมาทำให้ผิวเนื้อของสิ่นเอ๋อร์เย็นวาบ
ทว่าเชฟสาวผู้ผ่านแรงกดดันในครัวระดับโลกมานับครั้งไม่ถ้วนย่อมไม่ยอมพลาดง่าย ๆ
